ความเงียบสงัดของยามค่ำคืนมิได้นำมาซึ่งความสงบ...
เย่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่กลางกระท่อมมืดมิด โคจร "ลมหายใจอสูรเทวะ" เพื่อบ่มเพาะพลังงานหลังชัยชนะเหนือหลิวเปาในตอนกลางวัน ทว่า... พลังงานอันเคยสงบนิ่งและไหลเวียนอย่างราบรื่นดุจธารโลหะหลอม กลับเริ่ม ปั่นป่วน อย่างรุนแรง
วูบ! วูบ!
เส้นชีพจรเทพอสูรภายในร่างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ พลังงานสีทองดำไหลเวียนอยู่พลันตีกลับ และพุ่งเข้าปะทะผนังเส้นเืจนเกิดความเ็ปแปลบปลาบ
"อึก..."
เย่เฉินกัดฟันแน่น เืกำเดาไหลซึมออกมาเล็กน้อย เขารีบสงบจิตสำนึกเพื่อควบคุมพลังงานกำลังบ้าคลั่ง เขาไม่ได้รู้สึกโกรธหรือกลัว... แต่พลังงานกำลังตอบสนองต่อ บางสิ่ง ภายนอกร่างกาย
ทันใดนั้น ลายอักขระเทพอสูร บนหน้าอก ก็เรืองแสงสีทองแดงวาบขึ้นมาอย่างฉับพลัน แสงนั้นส่องทะลุผ่านเสื้อผ้าออกมาจางๆ ก่อนจะดับวูบลงอย่างรวดเร็ว
‘เกิดอะไรขึ้น? คัมภีร์กำลังเตือนข้าถึงอันตรายอย่างนั้นรึ?’
เย่เฉินยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจกับพลังอันปั่นป่วนในร่าง... ภัยภายนอกก็มาถึง
ฮึ่มมมมม....
เสียงคำรามต่ำหนักอึ้งดุจสายฟ้าฟาดจากฟากฟ้า ดังสะท้อนมาจากลึกในป่าด้านทิศเหนือ เสียงนั้นรุนแรงจนพื้นดินรอบกระท่อมสั่นะเืเบาๆ และแสงไฟในหมู่บ้านอยู่ไกลออกไปดับลงชั่วขณะ
เสียงคำรามนั้นมิใช่เสียงสัตว์อสูรที่เย่เฉินเคยรู้จัก แต่มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ โลหิตและความเก่าแก่
ในหมู่บ้านห่างออกไป สุนัขเห่าหอน ไก่กาตื่นตระหนก เสียงกรีดร้องของเด็กเล็กดังระงมอย่างไม่รู้สาเหตุ
เย่เฉินลืมตาขึ้น... เขามองไปยังทิศทางของเสียงคำราม แววตามิได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
‘มันมาหาข้า...’
เขารู้สึกได้ทันทีว่าภัยคุกคามครั้งนี้... ถูกดึงดูดมาโดยพลังงานเพิ่งตื่นขึ้นในร่างของเขาเอง!
เย่เฉินก้าวออกจากกระท่อม เขาเหลือบมองไปทางทิศเหนือซึ่งเสียงคำรามยังคงดังเป็ระยะ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันอยู่หน้ากระท่อมเขาแล้ว ใบหน้าพวกเขาไม่เหลือร่องรอยการดูถูกอีกต่อไป มีเพียงความหวาดกลัวสั่นระริก
หลิวซาน หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้เพิ่งเสียหน้าอย่างหนักจากความพ่ายแพ้ของบุตรชาย เดินผ่ากลุ่มคนออกมา
"เย่เฉิน! เห็นแล้วใช่ไหม! เสียงอสูรนี้มันไม่เคยดังมาใกล้หมู่บ้านเราขนาดนี้มาก่อน!"
ชาวบ้านหลายคนเริ่มพยักหน้าและส่งเสียงกระซิบกระซาบว่าอสูรมาหาเย่เฉินเพราะเขาเป็ตัวกาลกิณี
"ข้าขอพูดในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน!" หลิวซานชี้มือมาที่เย่เฉินอย่างรุนแรง "มันเป็เพราะกลิ่นอายอัปมงคลของเ้า! พลังประหลาดที่เ้าได้มานั่นแหละ เป็ตัว ดึงดูด อสูรคลั่งรอยโลหิตให้เข้ามาใกล้หมู่บ้านของเรา!"
เย่เฉินยืนนิ่ง ไม่ตอบโต้แม้แต่คำเดียว เขาเข้าใจสถานการณ์ดี—ความหวาดกลัวของคนอ่อนแอคืออาวุธทรงพลังที่สุด และหลิวซานก็ใช้มันเพื่อล้างแค้นเขาโดยอ้อม
"แกต้องออกไป!" หลิวซานสั่งเสียงแข็ง "แกต้องออกไปสู้กับมัน! หากแกไม่ทำ... พวกเราก็จะถือว่าแกคือภัยคุกคาม และจะขับไล่แกออกจากหมู่บ้านสกุลหลิวทันที!"
ในขณะความวุ่นวายกำลังปะทุ ผู้าุโหลิวเจิ้ง ค่อยๆ เดินฝ่าฝูงชนออกมาอย่างช้าๆ เขาเดินตรงมาหาเย่เฉิน จับไหล่เด็กหนุ่มไว้เบาๆ แล้วโน้มตัวลงมากระซิบ
"เ้าพร้อมหรือยัง..." หลิวเจิ้งกระซิบเสียงแ่ แต่หนักแน่น "อสูรผู้ตื่นขึ้นครานี้... มิใช่เ้าเก่าอย่างที่เ้าคิด"
ผู้เฒ่าเม้มปาก พลางมองเลยไปยังทิศทางของป่า
"เ้ามีกลิ่นอายของเผ่าพันธุ์โบราณ... อสูรตัวนั้น... กำลังถูกดึงดูดมา 'กิน' พลังอันเพิ่งฟื้นคืนในตัวเ้า... จงระวังตัว... มันมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน!"
เย่เฉินเบิกตากว้างเล็กน้อย 'เผ่าพันธุ์เดียวกัน' คำนี้สั่นะเืจิตสำนึกของเขา
เย่เฉินพยักหน้ารับคำเตือนนั้นอย่างเงียบๆ ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปสู่ความมืดมิดของป่าโลหิตทันที โดยไม่หันกลับไปมองความหวาดกลัวและใบหน้าอันเต็มไปด้วยความแค้นของหลิวซานอีก
เย่เฉินก้าวเท้าเข้าสู่ป่าด้านเหนืออย่างรวดเร็ว แผ่นหลังถูกอาบด้วยแสงไฟริบหรี่จากหมู่บ้านเป็ครั้งสุดท้าย
เขาไม่ได้ทำตามคำสั่งหลิวซาน แต่ทำตามความรับผิดชอบต่อพลังของตนเอง หากอสูรตัวนี้ถูกดึงดูดมาเพราะเขา... เขาก็ต้องเป็ผู้จัดการมัน
ป่าด้านเหนือนั้นแตกต่างจากป่าล่าสัตว์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง พื้นดินปกคลุมด้วยซากใบไม้เน่าเปื่อยจนกลายเป็สีดำเข้ม บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเืคละคลุ้งและหนักอึ้ง มันคือ "ป่าโลหิต" เต็มไปด้วยต้นไม้โบราณอันกิ่งก้านพันเกี่ยวกันอย่างผิดรูป
เย่เฉินเดินอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวแ่เบาจนแทบไร้เสียง แต่ภายในร่างกายกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
"พลังอสูรเทวะในร่างกลับตอบรับความมืดของป่า"
มันมิใช่การปั่นป่วนจากการถูกโจมตี แต่เป็การตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมกับเผ่าพันธุ์อสูรอย่างยิ่ง
เย่เฉินหยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณ รวบรวมสมาธิเพื่อโคจรพลังงานเทพอสูร
วูบ!
โดยที่เขาไม่ได้สั่งการ เส้นชีพจรเทพอสูร ภายในร่างพลันเร่งการโคจรเองโดยอัตโนมัติ! พลังงานสีทองดำไหลเวียนอย่างรวดเร็วราวสายน้ำหลากเชี่ยว
‘นี่คือ... สัญชาตญาณการต่อสู้ของวิถีโบราณ?’
เย่เฉินตระหนักว่าคัมภีร์เทพอสูรไม่ได้ให้แค่วิชา แต่ให้ "สัญชาตญาณ" ของเผ่าพันธุ์โบราณมาด้วย! ร่างกายกำลังเตรียมพร้อมรับการปะทะโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากจิตสำนึก
พลังงานเทพอสูรไหลเวียนไปทั่วแขนขา กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งตัวอย่างเงียบๆ และแ่า ดวงตาเย่เฉินหรี่ลง เขาเริ่มมองเห็นรายละเอียดของความมืดมิดได้ชัดเจนกว่าเดิม
เขาไม่ได้รู้สึกถึงพลังปราณจากศัตรู แต่เขารู้สึกได้ถึง "น้ำหนัก" ของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมากำลังเคลื่อนที่เข้าหาอย่างเชื่องช้า...
เย่เฉินเตรียมพร้อมรับการปะทะครั้งแรกกับอสูรโบราณ... ผู้แข็งแกร่งกว่าสิ่งที่เขาเคยเจอมาทั้งหมด!
บรรยากาศรอบตัวเริ่มแน่นตึงขึ้นเรื่อยๆ ราวผืนดินกำลังสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เพื่อเตรียมรับแรงปะทะ ใบไม้เน่าเปื่อยบนพื้นหยุดปลิวไหว ความเงียบงันน่าขนลุกเข้ายึดครองพื้นที่
ทันใดนั้น... เงาทะมึนขนาดมหึมาก็ทาบทับลงมาปกคลุมร่างเย่เฉิน!
เย่เฉินเงยหน้าขึ้นมองเหนือยอดไม้... และภาพปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ลมหายใจต้องสะดุด
เบื้องบนท้องฟ้ายามราตรี ร่างอสูรั์สีดำทมิฬ... กำลังลอยตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ!
มันมิใช่สัตว์ป่าธรรมดา แต่เป็สิ่งมีชีวิตจากยุคา รูปร่างคล้ายกิ้งก่าั์ผสมกับค้างคาว เกล็ดสีดำด้านเต็มไปด้วย "รอยโลหิต" สีแดงฉานเกาะกรังและส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ปีกหนังขนาดใหญ่แผ่ขยายออกกว้างจน บดบังแสงจันทร์ ทำให้ป่าทั้งป่าตกอยู่ในความมืดมิด
โฮก!
มันไม่ได้คำรามด้วยเสียง แต่คำรามด้วย "จิตสังหาร" รุนแรงดุจคลื่นพายุพัดกระหน่ำลงมา ดวงตาคู่หนึ่งเปิดขึ้นท่ามกลางความมืดบนใบหน้านั้น... มันเป็ดวงตาอัน ลุกวาบด้วยสีเื แดงฉานดุจกองเพลิงกำลังลุกไหม้
ดวงตาคู่นั้นจ้องเขม็งลงมาที่เย่เฉินเพียงผู้เดียว!
วูบ!
ทันทีที่สบตา เสียงหนึ่งก็ะเิขึ้นในสมองเย่เฉิน! มันมิใช่ภาษามนุษย์ แต่เป็ "ภาษาโบราณ" ฟังดูหยาบกระด้างและเก่าแก่ แต่เย่เฉินกลับเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้
"เจอ... แล้ว..."
เสียงในหัวดังก้อง "กลิ่นอาย... ของผู้ขโมย... กลิ่นอาย... ของวิถีที่สาบสูญ..."
เย่เฉินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ‘มันจำพลังในตัวข้าได้!’
เขาตระหนักได้ทันทีว่าอสูรตัวนี้มิได้มาล่าเหยื่อเพื่อประทังชีวิต แต่มันถูกดึงดูดมาด้วยสัญชาตญาณของเผ่าพันธุ์เดียวกัน ผู้้า "กลืนกิน" ผู้ถือครองพลังเทพอสูรเพื่อวิวัฒนาการของมันเอง!
อสูรั์กางกรงเล็บแหลมคมดุจใบมีดออกมา เตรียมพร้อมที่จะโฉบลงมาขย้ำเหยื่อตัวจ้อยเบื้องล่าง!
อสูรคลั่งรอยโลหิต ไม่รอให้เหยื่อได้ตั้งตัว มันกางปีกมหึมาออกแล้วพุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วเหลือเชื่อ แรงลมจากการโฉบรุนแรงดุจพายุคลั่ง ฉีกกระชากต้นไม้ใหญ่ขวางทางจนหักโค่นเป็ทางยาว
"เข้ามา!"
เย่เฉินคำรามลั่น เขาไม่มีทางถอย เขาโคจร "ลมหายใจอสูรเทวะ" ขั้นสูงสุด รวบรวมพลังงานทั้งหมดไปที่แขนทั้งสองข้าง ยกขึ้นไขว้กันเพื่อสร้างป้อมปราการเนื้อและกระดูกอันแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตูม!
กรงเล็บขนาดั์ของอสูรปะทะเข้ากับท่อนแขนเย่เฉินเต็มแรง! เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งป่า พื้นดินใต้เท้ายุบตัวลงกลายเป็หลุมลึกทันที
แต่ทว่า... แรงปะทะนั้น หนักหน่วงเกินจินตนาการ
แม้ กายาเทพอสูร ของเย่เฉินจะแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แต่พลังทำลายล้างของอสูรโบราณตัวนี้อยู่ในระดับเหนือกว่าหลิวเปาหรือหมาป่าพิษนับร้อยเท่า!
"อั่ก!"
เย่เฉินกระอักเืคำโตออกมา ร่างถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดกระเด็นออกไปราวลูกบอลถูกเตะ เขาพุ่งทะลุต้นไม้ใหญ่สามต้นหักโค่นลงมาทับถมกัน
โครม! โครม! โครม!
ก่อนจะไปกระแทกอัดกับโขดหินใหญ่จนหยุดนิ่ง
ความเ็ปแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง กระดูกแขนร้าวลึก อวัยวะภายในบอบช้ำอย่างหนัก
เย่เฉินพยุงร่างลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เืไหลอาบใบหน้า แต่ดวงตายังคงจ้องมองศัตรูอย่างไม่ยอมแพ้
อสูรั์ร่อนลงสู่พื้นดินอย่างนิ่มนวล มันไม่ได้รีบเร่งที่จะเข้ามาซ้ำเติมเหยื่อาเ็ แต่มันยืดคอยาวเหยียดเข้ามาใกล้ จ้องมองเย่เฉินด้วยสายตาอัน ดูถูกเหยียดหยาม ยิ่งกว่ามนุษย์คนใดเคยทำ
มันส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ สื่อสารผ่านคลื่นจิตอันเ็า
"อ่อนแอ... เกินไป..."
"กลิ่นอายของเ้า... ยังเจือจาง... เนื้อของเ้า... ยังไม่สุกงอมพอที่จะกิน..."
มันตัดสินว่าเย่เฉินในตอนนี้ "ไม่มีค่าพอ" ที่จะเสียเวลาฆ่า มัน้ารอให้ "ผลไม้" ผลนี้สุกงอมด้วยพลังที่มากกว่านี้ เพื่อให้การกลืนกินสมบูรณ์แบบที่สุด
อสูรั์สะบัดปีกอย่างรุนแรง สร้างกระแสลมพัดร่างเย่เฉินให้กลิ้งไปกับพื้นอีกครั้ง ก่อนที่มันจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาล ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในสายลม
เย่เฉินนอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของป่า มือของเขากำเศษดินแน่นจนเืซึม
เขาไม่ได้เ็ปเพราะร่างกาย... แต่เ็ปเพราะความจริงที่ถูกตอกย้ำ
‘ข้า... ยังอ่อนแอ...’
‘ชนะหลิวเปา... ชนะหมาป่า... มันเป็เพียงชัยชนะจอมปลอมในกะลาใบเล็กๆ นี้เท่านั้น... โลกที่แท้จริง... มันโหดร้ายกว่านี้ร้อยเท่า!’
เย่เฉินกัดฟันกรอด แววตาเคยสงบนิ่งบัดนี้
ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความทะเยอทะยานรุนแรงกว่าเดิม
‘ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น... ข้าต้องกลับไปที่นั่น... กลับไปที่หุบเหวอสนีบาต... เพื่อรับวิชาบทต่อไป!’
[จบตอนที่ 13]