‘โง่’ หรือ ‘บ้า’ กันแน่ถ้าเขาเป็ซิโมเน่จะไม่ยอมปล่อยให้ผู้หญิงแสนดีอย่างศศิธรหลุดมือไปเป็อันขาดเขาจะยกย่องและให้เกียรติรวมถึงซื่อสัตย์ภักดีต่อเธอคนเดียวไปจนวันตาย เพราะสำหรับตัวเขาแล้วความรักยิ่งใหญ่เหนือกว่าความใคร่ชั่วครู่ชั่วยามแต่บางทีสำหรับโมเน่อาจชอบสาวร้อนแรงก็เป็ได้ เพราะผ่านมาปีกว่าแล้วญาติผู้พี่ของเขาก็ยังไม่เลิกคบกับผู้หญิงคนนั้นเลย
เลโอนาร์โด้มองหน้าลุงกับป้าด้วยความเห็นใจเขารู้ดีว่าพวกท่านเครียดและเป็ห่วงบุตรชายเพียงคนเดียวมาก เนื่องจากผู้หญิงที่ซิโมเน่คบนั้นไม่ใช่คนดีอะไร เพราะถ้าดีจริงก็คงไม่กล้าเป็ชู้กับสามีคนอื่นได้หรอกเื่นี้ยังพอทนรับได้แต่เื่ติดยา และเอาแต่เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมานี่สิที่ทำให้ทุกคนกลุ้มใจ
มาเรียเน่นั้นวิตกกังวลกลัวว่าบุตรชายจะติดยาตามไปด้วยอีกคนเพราะตอนนี้ซิโมเน่ที่เคยเอาการเอางานก็กลายเป็คนเที่ยวเตร่ไปด้วยแล้วเรียกว่าั้แ่คบกับชู้รักญาติผู้พี่ของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคนชีวิตที่เคยรุ่งเรืองก็ตกต่ำสุดขีดไปด้วย
ชายหนุ่มทราบว่าป้าของเขา สั่งห้ามไม่ให้บุตรชายเอาผู้หญิงคนนั้นเข้าบ้านอีกฝ่ายจึงไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ข้างนอก นานๆ จะกลับมาบ้านทีหนึ่งซึ่งแต่ละครั้งที่กลับก็มักจะมาขอเงินใช้และความที่มีลูกเพียงคนเดียวมาเรียเน่ก็อดใจอ่อนให้เงินไปไม่ได้ทุกที
“ลุงกับป้าอย่าเครียดมากเลยนะครับผมเชื่อว่าสักวันโมเน่จะคิดได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”
เลโอนาร์โด้พูดปลอบใจพวกท่านด้วยความเป็ห่วงั้แ่ผู้ให้กำเนิดทั้งสองได้เสียชีวิตไป เขาก็ถือว่ามาเรียเน่กับมาร์โก้เป็บิดามารดาคนที่สองของเขาไปแล้วเพราะความรักที่พวกท่านมีให้เขานั้น มันมากมายราวกับลูกในไส้ของตนเอง
“ขอให้วันนั้นมาถึงเร็วๆด้วยเถอะ”
มาเรียเน่พึมพำออกมาอย่างท้อใจ ผู้เป็สามีที่นั่งอยู่ข้างกายตบบ่าเธอเบาๆ อย่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
“แล้วนี่จะอยู่บ้านนานแค่ไหนล่ะเลโอ” มาร์โก้ถามเพราะ้าเปลี่ยนเื่คุย
“อาทิตย์เดียวครับแล้วผมจะเดินทางไปเมืองไทยต่อ”
“ไปทำงานเหรอจ๊ะ” คราวนี้มาเรียเน่เป็ฝ่ายถามบ้าง
“เปล่าหรอกครับ ผมจะไปเที่ยว ผมตั้งใจจะหยุดทำงานสักเดือนสองเดือนเสียหน่อย เพราะเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมานี่ผมเอาแต่ทำงานจนไม่ได้เที่ยวหรือพักผ่อนอย่างเต็มที่เลย”
การที่ชายหนุ่มเลือกไปเมืองไทย เพราะอยากไปเที่ยวบ้านเกิดของมารดาและไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องฝั่งแม่บ้าง
มารดาของเขานั้นเป็คนไทย แต่มาพบรักกับบิดาเมื่อเดินทางมาเรียนภาษาที่อิตาลีพวกท่านรักกันมากจึงตัดสินใจแต่งงานด้วยกันจากนั้นมารดาของเขาก็ย้ายมาอยู่กับบิดาที่อิตาลีเป็การถาวร ซึ่งนานๆ ครั้งถึงจะกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องสักทีหนึ่งและถึงแม้เขาไม่ได้เติบโตที่เมืองไทยทว่าเขาก็รักและภูมิใจในสายเือีกครึ่งหนึ่งของตนเอง
เขารู้จักขนบธรรมเนียมและประเพณีของไทยเกือบทุกอย่างรวมถึงพูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจนเนื่องจากมารดาสอนให้มาั้แ่เด็กแล้ว ยามท่านเอ่ยถึงเื่ที่เกี่ยวกับความเป็ไทยสีหน้าของท่านดูอิ่มเอมอย่างภาคภูมิใจในชาติกำเนิดของตนเองมาก จึงพลอยทำให้เขารู้สึกเช่นเดียวกับท่านไปด้วย
“ดีแล้วล่ะพักผ่อนเสียบ้างก็ดี ดูสิ กลับมาคราวนี้รู้สึกว่าเลโอของป้าจะผอมไปนะ เดี๋ยวทั้งอาทิตย์นี้หลานมาทานอาหารกับป้านะป้าจะทำของโปรดให้ทานเอง”
“ได้เลยครับป้ามาเรียเพราะผมคิดถึงรสชาติอาหารฝีมือป้าจะแย่แล้ว ทั้งอาทิตย์นี้ผมจะกินให้พุงกางไปเลยเอาให้น้ำหนักขึ้นสักสิบกิโลเลยดีไหมครับ”
ชายหนุ่มบอกเสียงกลั้วหัวเราะ เ้าของบ้านทั้งสองหัวเราะตามพลางพยักหน้าเห็นด้วยสีหน้าที่ติดจะซึมเศร้าปนเครียดของผู้สูงวัยทั้งสอง บัดนี้จางหายไปกลายเป็ความแจ่มใสเข้ามาแทนที่ เลโอนาร์โด้ที่คอยเฝ้ามองอยู่จึงรู้สึกยินดีที่ตนเองทำให้พวกท่านมีความสุขได้บ้าง
“จริงสิ...เลโอ แล้วหลานจะแวะไปเยี่ยมหนูจันทร์กับตาหนูนุด้วยหรือเปล่าแต่ป้าว่านะไหนๆ ก็ไปเที่ยวเมืองไทยแล้วก็ควรแวะเยี่ยมพวกเขาหน่อยน่าจะดี ตอนนี้ตาหนูกำลังน่ารักเลยเชียวล่ะ”
พอพูดถึงหลานชายสองผู้สูงวัยก็มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นกว่าเดิม เมื่อสองเดือนก่อนพวกท่านก็เพิ่งเดินทางไปเยี่ยมศศิธรกับหลานชายมา ความน่ารักน่าชังของหนูน้อย ทำให้พวกท่านไม่อยากกลับบ้านกันเลย ท่านเคยคิดอยากจะขอศศิธรพาหลานชายมาเลี้ยงที่อิตาลีชั่วคราวแต่ก็รู้ว่าเป็ไปไม่ได้ เพราะทั้งตัวหญิงสาวเองและบรรดาพ่อแม่ญาติพี่น้องคงไม่ยอมแน่ๆ
“ไปสิครับป้า ไปแน่นอนเพราะผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมจันทร์กับหลานให้ได้เพราะผมยังไม่เคยเห็นหน้าหลานชายเลย”
นับั้แ่ศศิธรแยกทางกับซิโมเน่ไปเลโอนาร์โด้ก็ไม่ได้พบเธออีกเลย ชายหนุ่มนึกเห็นใจในความโชคร้ายของหญิงสาวที่มาแต่งงานกับซิโมเน่เขานั้นเป็เพื่อนกับเธอมาก่อน โดยรู้จักกันผ่านทางเพื่อนของแต่ละฝ่ายอีกที คิดแล้วก็นึกอยากย้อนเวลากลับไปได้เหลือเกิน หากทำได้เขาจะย้อนกลับไปทำให้เขาไม่ต้องรู้จักศศิธรเพื่อเธอจะได้ไม่ต้องรู้จักกับซิโมเน่ เพราะการที่ทั้งสองคนได้รู้จักกัน และสานสัมพันธ์กันได้ดีนั้นก็เป็เพราะเขาคอยช่วยเหลือนั่นเอง
ซิโมเน่นั้นหลงรักศศิธรั้แ่แรกเห็น จึงมาขอร้องให้เขาช่วยเป็พ่อสื่อให้ เขาเห็นอาการคลั่งรักของญาติผู้พี่แล้วก็เห็นใจจึงยอมช่วยเหลือจนในที่สุดทั้งสองคนก็รักกันและแต่งงานกันในที่สุด ในวันงานแต่งงานของคนทั้งคู่เขาไม่ได้มาร่วมงานด้วยเนื่องจากติดทำงานให้ลูกค้าอยู่ที่ญี่ปุ่น
เขาคิดว่าศศิธรกับซิโมเน่เป็คู่ที่เหมาะสมกันมาก และคงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า แต่สุดท้ายแต่งได้เพียงปีเดียวญาติผู้พี่เขาก็ทรยศหักหลังภรรยาด้วยการไปมีผู้หญิงอื่นหลงใหลชู้รักมากจนขอหย่ากับภรรยาได้อย่างหน้าตาเฉย
ศศิธรยอมหย่าให้โดยดี แต่เขาก็รู้ว่าหญิงสาวเจ็บช้ำมากแค่ไหน ซึ่งพอหย่าขาดจากกันเรียบร้อยแล้วเธอก็เดินทางกลับเมืองไทยทันที โดยไม่รู้ว่าตนเองตั้งท้องได้สองเดือนแล้วหลานชายของเขาจึงเกิดมาอาภัพพ่ออย่างน่าสงสาร
“ถ้าเลโอไปเห็นจะต้องหลงรักหลานมากแน่ๆ” มาเรียเน่บอกยิ้มๆดวงตานั้นเปล่งประกายอย่างมีความสุข “ป้าจะขอฝากของเล่นไปให้ตาหนูด้วยจะได้ไหมมาร์โก้ซื้อเตรียมไว้แล้วล่ะ ความจริงป้าก็ตั้งใจจะเอาไปฝากตาหนูคราวหน้า แต่คิดดูแล้วว่าฝากเลโอไปเลยจะดีกว่าหลานจะได้มีของเล่นเพิ่ม”
“ได้สิครับ ป้ามาเรียจะฝากอะไรไปให้ตาหนูกับจันทร์ก็ฝากมาได้เลยครับ”
“ขอบใจจ้ะ” มาเรียเน่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความถูกใจก่อนจะเล่าถึงหลานชายตัวน้อยให้เลโอนาร์โด้ฟังอย่างมีความสุขโดยมีผู้เป็สามีคอยเล่าเสริมอีกแรง ทำให้คนฟังรู้สึกอยากไปเห็นหน้าหลานตัวน้อยเร็วๆขึ้นมาเสียแล้ว
แสงแดดยามเย็นอ่อนแสงลงมากแล้วศศิธรจึงอุ้มลูกชายออกมาเดินเล่นที่หน้าบ้าน ปองธรรมซึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นพอดี เมื่อเห็นหญิงสาวเข้าก็รีบเดินมาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“คุณจันทร์”
“อ้าว คุณป้อง มาเดินเล่นเหรอคะ” หญิงสาวยิ้มให้ผู้จัดการหนุ่มส่วนหนูน้อยตนุภัทรพอเห็นหน้าปองธรรมก็ชูแขนทั้งสองข้างขึ้นราวกับส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายอุ้ม ผู้ใหญ่ทั้งสองเห็นเข้าก็อดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้
“จะมาหาลุงเหรอครับ มามะๆ” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรับหนูน้อยจากอ้อมแขนของศศิธรที่ยื่นส่งให้โดยดี
“ดูท่าตาหนูจะติดคุณป้องมากเลยนะคะเจอหน้าคุณป้องทีไรต้องโผเข้าไปให้คุณอุ้มทุกทีเลย” เธอบอกด้วยรอยยิ้มรักใคร่ระคนเอ็นดูลูกน้อยส่วนปองธรรมนั้นก็ยิ้มรับด้วยใบหน้าแช่มชื่นอย่างมีความสุข
“ดีสิครับผมอยากให้ตาหนูรักผมมากๆ” เขาพูดพลางก็หอมแก้มยุ้ยๆของหนูน้อยฟอดใหญ่ไปด้วย
“ทำไมเหรอคะ”
“เอ่อ...” ชายหนุ่มยิ้มเขิน ด้วยไม่กล้าบอกความในใจว่าที่เขา้าให้หนูน้อยรักเขามากๆนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเขารักหนูน้อยจากใจจริง นอกจากความรักที่แอบมอบให้กับแม่ของหนูน้อยนั่นเอง
“คุณป้องคงเป็คนรักเด็กมากสินะคะนี่ถ้ามีลูกเองคงรักลูกน่าดูเลย”
“ครับ ผมชอบพวกเด็กๆพวกแกน่ารักน่าเอ็นดูดีเวลาอยู่ด้วยแล้ว ผมรู้สึกมีความสุขมาก”
“อย่างนี้คุณป้องคงต้องรีบแต่งงานแล้วล่ะค่ะจะได้มีลูกเล็กๆ สมใจ” เธอบอกเสียงกลั้วหัวเราะ
“ผมก็อยากแต่งงานเร็วๆเหมือนกันครับ แต่ติดตรงที่ว่าผู้หญิงที่ผมอยากให้มาเป็ภรรยาและแม่ของลูกผม...” เขาหลุบตาลงมองพื้นหญ้าเขียวขจีสีหน้าเศร้าลงเล็กน้อย “เธอไม่ได้รักผมน่ะครับ”
“ไม่น่าเชื่อ คุณป้องเป็คนดีเป็ผู้ชายที่อบอุ่นไม่มีทางที่ผู้หญิงคนไหนจะปฏิเสธได้หรอกค่ะ”
ศศิธรส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย เธอรู้จักปองธรรมมาห้าปีแล้วั้แ่เขาเข้ามาทำงานในฟาร์มใหม่ๆ ชายหนุ่มเป็คนดี พูดจาสุภาพและเอาการเอางานมากบุหรี่ไม่สูบ ส่วนเหล้าอาจมีดื่มบ้างนิดหน่อยตามเทศกาลสำคัญๆซึ่งส่วนมากก็เพราะลูกน้องชวนมากกว่า รูปร่างหน้าตาก็ดีจนเป็ขวัญใจของคนงานสาวๆ ในฟาร์ม ฐานะทางบ้านของเขาก็จัดว่ามีฐานะพอสมควรเรียกได้ว่าปองธรรมเป็ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง จนเธอไม่เชื่อว่าจะมีผู้หญิงดีๆที่ไหนปฏิเสธเขาได้ลงคอ
“ความรักมันบังคับกันไม่ได้นี่ครับต่อให้ผมแสนดีมากเท่าไร หากหัวใจของเธอไม่รักผมมันก็เท่านั้นเอง แต่ผมก็เชื่ออีกเหมือนกันนะครับว่าถ้าผมพยายามและแสดงความรักความจริงใจให้เธอได้เห็นบางทีเธออาจใจอ่อนยอมให้ผมได้ดูแลเธอตลอดไปก็ได้”
ปองธรรมมองสบตากับศศิธรนิ่ง ความจริงใจและมุ่งมั่นในแววตาของเขาทำให้หญิงสาวอดรู้สึกวูบวาบที่หัวใจไม่ได้ราวกับว่าเธอเป็ผู้หญิงคนนั้นที่เขาพูดถึงเสียเอง ศศิธรเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อระงับความรู้สึกแปลกๆในใจของตนเองก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มให้เขาแล้วเอ่ยออกมา
“จันทร์ก็เชื่อค่ะและจะคอยเอาใจช่วยคุณด้วยเช่นกัน”
“ขอบคุณครับ”
“เย็นนี้ทานข้าวด้วยกันนะคะ” เธอเอ่ยชวน
“ไม่ดีกว่าครับเมื่อวานผมก็มารบกวนไปทีหนึ่งแล้ว”
ผู้จัดการหนุ่มตอบปฏิเสธอย่างเกรงใจั้แ่มาทำงานที่ฟาร์มจารุกิตติ์เขามักจะได้รับคำเชิญชวนให้ทานอาหารเย็นด้วยกันอยู่บ่อยครั้งนั่นอาจเป็เพราะเขาอยู่ตัวคนเดียวที่บ้านพักซึ่งเป็บ้านเดี่ยวหลังเล็กๆที่ทางตรัยจัดไว้ให้
เขาเป็คนเมืองหลวงแต่เลือกที่จะมาทำงานในต่างจังหวัดแทนเนื่องจากชอบอากาศการเดินทางและนิสัยใจคอของคนในต่างจังหวัดมากกว่า นานๆ ทีเขาถึงจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่และญาติๆที่เมืองหลวงสักทีหนึ่ง
“ไม่รบกวนหรอกค่ะคุณป้องพูดเหมือนเป็คนอื่นคนไกลไปได้”
“เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกันครับ เย็นนี้ผมตั้งใจจะไปทานข้าวที่โรงครัว เพราะผมอยากกินแกงส้มชะอมไข่ทอดของป้าบัวน่ะครับ”
ปองธรรมเอ่ยถึงแม่ครัวเอกประจำฟาร์มที่มีหน้าที่คอยทำกับข้าวเลี้ยงคนงานในฟาร์มทุกวันๆ ละสามมื้อ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เซ้าซี้แล้วล่ะค่ะ” ศศิธรยิ้มบางๆ ให้ก่อนจะหันไปหยอกล้อลูกชายที่อยู่ในอ้อมแขนเขาเล่นปองธรรมมองกิริยาของหญิงสาวด้วยสายตาอ่อนโยน จากนั้นก็ร่วมหยอกเย้าหนูน้อยเล่นด้วยอีกคน
เสียงหัวเราะแสนสดใสของหนุ่มสาว ดังไปถึงหูของตรัยกับนิยาซึ่งนั่งเล่นกันอยู่ที่ชานหน้าบ้านพอได้เห็นภาพตรงหน้าแล้วตรัยก็รู้สึกสะท้อนในอกด้วยความสงสารลูกสาวคนโต ที่ต้องเป็แม่หม้ายลูกติดั้แ่ยังสาวเช่นนี้ ศศิธรช่างอาภัพนักที่ได้แต่งงานกับคนไม่ดี นึกถึงแล้วก็ยังโกรธแค้นอดีตลูกเขยไม่หายถ้าได้เจอหน้ากันอีกครั้งเขาคงต้องทำอะไรสักอย่างเป็การสั่งสอนที่มาผิดสัญญาที่เคยให้กับเขาไว้
‘ผมจะรักและทะนุถนอมจันทร์ตลอดไปจนวันตาย’
หึ...ลมปากเหม็นๆ ของคนเลวยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นจนอยากจะแล่นไปหาแล้วเอาเข็มไปเย็บปากของอดีตลูกเขยนัก
“ถ้าจันทร์ได้แต่งงานกับพ่อป้องแต่แรก ก็คงจะมีความสุขเหมือนตอนนี้นะพ่อ” นิยาเปรยออกมาอย่างเสียดายปองธรรมจับใจ เมื่อก่อนเธออยากได้ชายหนุ่มเป็ลูกเขยแต่ติดตรงศศิธรไม่ได้รักไม่ได้ชอบและเธอก็ไม่นิยมบังคับฝืนใจลูกเสียด้วยจึงพลาดคนดีๆ ไปเสียแล้ว
“อืม...อาจจะเป็อย่างนั้น” ตรัยอดเห็นด้วยกับภรรยาไม่ได้ตามสายตาของเขาเห็นว่าปองธรรมเหมาะสมกับศศิธรมากที่สุด ห้าปีที่ได้รู้จักผู้จัดการหนุ่มคนนี้มาเขาก็แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็คนดี ซึ่งหากผู้หญิงคนไหนได้แต่งงานด้วยคงจะมีความสุขมาก น่าเสียดายเหลือเกินที่ลูกสาวคนโตของเขาพลาดไปเสียแล้ว
“พ่อถ้าเราเปิดโอกาสให้พ่อป้องได้ใกล้ชิดกับจันทร์ล่ะ”
“อย่าเลยแม่เราไม่รู้ว่าพ่อป้องจะรังเกียจจันทร์หรือเปล่า”
“ไม่รังเกียจหรอกค่ะพ่อ”
“อ้าว ตะวัน” ตรัยหันไปมองลูกสาวคนเล็กที่โผล่ออกมาจากบ้านตอนไหนไม่รู้ แต่คงจะนานพอดูเพราะรู้เื่ที่พวกท่านคุยกันอยู่กานต์ระพีเดินมานั่งบนเก้าอี้หวายอีกตัว สายตาทอดมองไปยังพี่สาวหลานชายและปองธรรม หากคนนอกที่ไม่รู้เื่คงคิดว่าทั้งสามคนเป็ครอบครัวเดียวกันที่มีแม่ลูกแล้วก็พ่อซึ่งดูลงตัวมากเลยทีเดียว
“ลูกรู้ได้ยังไงตะวันว่าพ่อป้องจะไม่รังเกียจจันทร์” ผู้เป็แม่ถาม
“สายตาไงคะแม่ถ้าพ่อกับแม่จะสังเกตสายตาคุณป้องยามมองพี่จันทร์ดีๆ ละก็จะรู้ว่าคุณป้องรักพี่จันทร์” หญิงสาวตอบอย่างมั่นใจ
“จริงเหรอ” นิยาแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า ส่วนตรัยเองก็มีท่าทีสนใจเช่นกัน
“จริงสิคะ ตะวันลองสังเกตดูหลายครั้งแล้ว และตะวันก็คิดว่าพี่จันทร์น่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนดีๆอย่างคุณป้องเสียที ตะวันมั่นใจว่าคุณป้องรักพี่จันทร์จริงๆและเขาจะไม่รังเกียจตาหนูของเราด้วยค่ะ”
ความรักที่ปองธรรมมีให้กับหลานชายของเธอนั้น กานต์ระพีมั่นใจว่าเป็ความรักจากใจจริงไม่ใช่การเสแสร้ง ซึ่งถ้าหลานชายของเธอจะมีพ่อเลี้ยงสักคนคนๆ นั้นเธอก็อยากให้เป็ปองธรรมมากกว่า
“ถึงจะมั่นใจว่าพ่อป้องรักจันทร์แต่ตัวจันทร์ล่ะจะรักพ่อป้องหรือเปล่า พ่อกลัวว่าจันทร์จะเข็ดกับชีวิตคู่จนไม่อยากแต่งงานอีก”
ตรัยรู้สึกเป็กังวลเพราะผ่านมาแล้วปีกว่าๆ เขายังไม่เคยเห็นลูกสาวสนใจผู้ชายคนไหนเป็พิเศษเลย วันๆก็เอาแต่เลี้ยงลูกทุ่มเทความรักและเวลาทั้งหมดให้ลูกเพียงคนเดียวจนบางครั้งก็ลืมใส่ใจดูแลตนเองไป
“ถึงจะยังไม่รักตอนนี้ แต่ตะวันเชื่อว่าถ้าพี่จันทร์ได้ใกล้ชิดกับคุณป้องมากๆพี่จันทร์จะต้องรักคุณป้องอย่างแน่นอนค่ะ” เธอบอกอย่างมั่นใจดวงตานั้นพราวระยับเสียจนตรัยกับนิยาต้องหรี่ตามอง
“มีแผนอะไรอีกล่ะแม่ตัวแสบ”
หญิงสาวหัวเราะร่า เมื่อได้ฟังคำพูดอย่างรู้ทันของมารดา
“ไม่ได้มีแผนการอะไรใหญ่โตหรอกค่ะแม่ก็แค่พวกเราช่วยกันหาโอกาสให้พี่จันทร์กับคุณป้องได้ใกล้ชิดกันมากๆ เท่านั้นเอง”
“ถ้าแค่หาโอกาสให้ก็ดี แต่ตะวันห้ามทำอะไรที่มันดูออกนอกหน้าจนเกินไปนักเพราะพ่อกลัวว่าพ่อป้องจะมองพวกเรากับจันทร์ไม่ดี พ่อกลัวเขาจะหาว่าพวกเรายัดเยียดจันทร์ให้เขา” ตรัยเตือน
“ตะวันรู้ค่ะพ่อ พ่อไม่ต้องห่วงตะวันจะไม่ทำอะไรเกินเลยมากไปกว่าให้โอกาสคุณป้องเท่านั้น ตกลงว่าพ่อกับแม่เห็นด้วยใช่ไหมคะที่เราจะให้คุณป้องกับพี่จันทร์รักกัน”
กานต์ระพีถามตรัยกับนิยามองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าให้ หญิงสาวจึงยิ้มแป้นด้วยความดีใจที่พวกท่านเห็นดีด้วย ก่อนจะปฏิญาณกับตนเองอยู่ในใจว่าเธอจะทำให้ศศิธรมีชีวิตใหม่ที่มีความสุขอีกครั้งให้ได้ เธอจะทำให้พี่สาวหลุดพ้นจากความทุกข์ตรม ที่อดีตพี่เขยจอมร้ายกาจชั่วช้าและเลวทรามที่สุดก่อไว้ให้ได้คอยดูสิ!
“ส้มฉุนนน แกกินอะไรมาวะ ขี้แกถึงได้กลิ่นเหม็นรุนแรงจนฉันจะตายเพราะขาดอากาศหายใจอยู่แล้วโว้ย! เหม็นโว้ย! เหนื่อยแล้วก็หิวด้วยทำงานั้แ่เช้าจนจะเที่ยงแล้วยังไม่ได้กินอะไรเลย เ้านายใจร้าย ใจดำใจอำมะ...โอ๊ย!”
นำชัยร้องออกมาเสียงหลง พร้อมกับทิ้งไม้กวาดทางมะพร้าวที่อยู่ในมือแล้วยกมือขึ้นกุมหัวตัวเองไว้เด็กหนุ่มหันไปมองยังทิศทางที่ก้อนหินถูกขว้างมา และตั้งใจจะด่าคนที่มาประทุษร้ายตัวเองเต็มที่ทว่าพอเห็นเป็ใครคำต่อว่าต่อขานที่เตรียมพ่นออกมาก็กลืนหายไปในลำคอทันควัน
“บ่นอะไรนักหนา น่ารำคาญ”
“แหมบ่นนิดบ่นหน่อยก็ไม่ได้”
“นิดหน่อยอะไรฉันยืนฟังแกบ่นเป็ชั่วโมงๆ แล้ว” กานต์ระพีบ่นบ้าง ขณะกวาดตาดูความเรียบร้อยของคอกสัตว์ที่ทำความสะอาดไปแล้วไปด้วย
“โหย! เกินไปแล้วครับเ้านาย ผมเพิ่งจะบ่นไปเมื่อห้านาทีที่แล้วนี่เองนะ” นำชัยว่าพร้อมค้อนควักราวกับผู้หญิง จนหญิงสาวอดหัวเราะไม่ได้
“หยุดบ่นได้แล้ว คนอื่นเขารำคาญแต่ถ้ายังไม่หยุดฉันจะสั่งให้แกทำความสะอาดเพิ่มซะอีกโรงหนึ่ง” เธอพูดขู่เมื่อเห็นนำชัยทำปากขมุบขมิบเถียง
“ใจร้ายใช้ผมล้างขี้วัวมาครึ่งวันแล้วยังไม่พอใจอีกหรือไง”
“ฉันใช้อะไรฮะ พูดให้มันดีๆนะเ้าชัย การที่แกต้องมากวาดขี้วัวทั้งโรงเลี้ยงคนเดียวเนี่ยเป็เพราะเมื่อวานแกแพ้พนันฉันนะไม่ใช่เหรอ จำได้ไหม สัญญาก็ต้องเป็สัญญาสิ” กานต์ระพีบอกเสียงกลั้วหัวเราะ “เอ้า..รีบๆทำให้เสร็จซะจะได้ไปพักกินข้าว เหลืออีกแค่ห้าคอกเอง”หญิงสาวตบบ่านำชัยหนักๆ สองสามทีก่อนจะเดินไปตรวจงานด้านอื่นต่อ
นำชัยหน้ามุ่ยลงอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวขึ้นมากวาดเศษขี้วัวต่อเด็กหนุ่มมองทางหางตาด้านซ้ายก็เห็นบิดาหัวเราะอยู่ จึงเอ่ยถามด้วยความไม่พอใจ
“หัวเราะอะไรพ่อ”
“หัวเราะความซ่าของแกไงไอ้ชัย” นายหวังตอบตรงๆ“หน็อยแน่...ทำเป็อวดเก่งไปท้าคุณตะวันขี่ม้าแข่งแล้วเป็ยังไงล่ะ ต้องมาล้างขี้วัวทั้งโรงเลี้ยงคนเดียวตามที่พนันไว้สมน้ำหน้าโว้ย! ฮ่าๆ” พูดจบนายหวังก็เดินหัวเราะร่าจากไปอีกคน
“พ่อนะพ่อ ไม่เห็นใจไม่ว่าแต่ดันมาซ้ำเติมกันได้ ฮึ...คอยดูเถอะ สักวันไอ้ชัยจะต้องแข่งขี่ม้าชนะเ้านายให้ได้คอยดู คอยดูไว้นะยัยส้มฉุน”
นำชัยพูดกับวัวในคอกที่ตนเองกำลังทำความสะอาดอยู่เสียงร้องของวัวที่ชื่อส้มฉุนดังขึ้นเบาๆ เด็กหนุ่มเลยเหมาว่ามันรับรู้ และจะคอยดูว่าเขาทำได้จริงอย่างที่พูดหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วเพราะนำชัยชอบมาท้ากานต์ระพีแข่งขี่ม้าอยู่เรื่อยๆ และเด็กหนุ่มก็มักเป็ฝ่ายพ่ายแพ้อยู่เป็ประจำทว่าก็ไม่เคยเข็ดสักที
“เออแกเป็พยานให้ฉันแล้วนะนางส้มฉุน” นำชัยว่าก่อนจะเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดแล้วเดินไปยังคอกวัวข้างๆเพื่อทำงานต่ออย่างขะมักเขม้นเพราะ้าพักเต็มทีแล้ว