เสียงระฆังเช้าวันใหม่ดังกังวานขึ้นตามปกติ แต่เมื่อเสี่ยวหลงเปาลืมตาตื่น เขากลับรู้สึกได้ถึงความอ่อนล้าที่ไม่เคยเป็มาก่อน ราวกับหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน แม้จะจำความฝันอะไรไม่ได้เลยก็ตาม
เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้น รู้สึกถึงความหนักอึ้งประหลาดที่แผ่ซ่านอยู่ในอก ราวกับมีเมฆหมองคล้ำก่อตัวขึ้นในใจโดยไม่มีสาเหตุ เขาสะบัดหัวไล่ความรู้สึกนั้นออกไป บอกตัวเองว่าคงเป็เพราะนอนดึกเกินไปเมื่อคืน
เขาลุกขึ้นแต่งตัวตามปกติ สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำตาลที่คุ้นเคย มัดผมรวบไว้หลวมๆ เหมือนทุกเช้า ก้าวออกจากห้องพักไปยังลานฝึก แต่กลับพบว่าอาจารย์เซวียนคงยังไม่ได้นั่งขัดสมาธิรอเหมือนทุกเช้า ท่านยืนอยู่ตรงประตูวัดด้านหน้า มองออกไปยังเส้นทางลงเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งกำไม้เท้าแน่นจนข้อนิ้วขาว
"อาจารย์ครับ"
อาจารย์เซวียนคงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมา สีหน้าเปลี่ยนเป็รอยยิ้มอย่างรวดเร็วเกินไปจนเสี่ยวหลงเปาสังเกตเห็นความฝืนอยู่ลึกๆ
"อ้อ...มาแล้วหรือ วันนี้ข้ามีเื่ต้องคิดนิดหน่อย เ้าไปฝึกท่าเดิมที่เคยเรียนมาซ้ำก่อนเถิด ข้าจะตามไปทีหลัง"
เสี่ยวหลงเปาพยักหน้ารับ แม้จะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่อาจารย์ไม่ได้ฝึกด้วยเหมือนทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดมาก เดินไปยังลานฝึกด้านหลังวัดเพื่อทบทวนท่วงท่าตามลำพัง
ลมเช้าพัดเย็นเฉียบกว่าปกติ ใบไผ่เหนือหัวเสียดสีกันดังซู่ซ่าไม่หยุด เสี่ยวหลงเปาเริ่มฝึกท่าัคะนองธารที่เพิ่งเรียนมาเมื่อวาน มือทั้งสองเคลื่อนไหวเป็เส้นโค้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามที่จำได้ เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามิัเมื่อแสงแดดสายเริ่มแผดจ้าขึ้น
ขณะที่กำลังฝึกท่าที่ยากที่สุด สายตาเสี่ยวหลงเปาเหลือบไปเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ริมแนวป่าด้านล่างลานฝึก
เขาหยุดฝีก้าวทันที
เป็เพียงเสี้ยววินาที เขาเห็นเงาสีดำร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ระหว่างต้นสนสองต้น ก่อนจะหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นทันที เสี่ยวหลงเปากะพริบตาถี่ๆ จ้องมองไปยังจุดเดิมอีกครั้งอย่างไม่ละสายตา แต่ก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติอีกเลย มีเพียงต้นสนเขียวครึ้มไหวเอนตามแรงลมเหมือนเดิม
"...เห็นภาพหลอนไปเองหรือเปล่า"
เขาพึมพำกับตัวเอง มือที่ยังคงท่าฝึกค้างอยู่เริ่มสั่นเบาๆ โดยไม่รู้ตัว ความทรงจำเื่เงาประหลาดเมื่อวานที่เขาพยายามสะบัดทิ้งไปได้ กลับผุดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับภาพที่เพิ่งเห็น
เสี่ยวหลงเปาตัดสินใจวางดาบไม้ลง เดินอย่างระมัดระวังไปยังจุดที่เห็นเงาดำ หัวใจเต้นตึกๆ ทุกก้าวที่เข้าใกล้แนวป่า เขาก้มมองพื้นดินตรงนั้นอย่างละเอียด
รอยเท้า
รอยเท้าจางๆ บนดินชื้น ขนาดเท่าฝ่าเท้าผู้ใหญ่ รูปทรงแปลกตาไม่เหมือนรองเท้าฟางที่ชาวบ้านแถบนี้ใช้กัน แต่เป็รอยพื้นเรียบแข็งบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
เสี่ยวหลงเปาย่อตัวลงพินิจรอยเท้านั้นอยู่นาน ใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงเืสูบฉีดในหู เขาเงยหน้ามองไปรอบๆ อีกครั้ง ป่าสนเงียบสงัดผิดปกติ ไม่มีเสียงนกร้องแม้แต่ตัวเดียว
เขายื่นมือไปััรอยเท้านั้นเบาๆ ดินยังคงชื้นอยู่เล็กน้อย แสดงว่าเพิ่งมีคนเหยียบผ่านไปไม่นานนัก บางทีอาจจะเป็เพียงชั่วครู่ก่อนที่เขาจะเดินมาถึงตรงนี้ก็เป็ได้ ความคิดนั้นทำให้ขนลุกทั้งตัว เขารีบลุกขึ้นยืนกวาดสายตามองไปรอบทิศอย่างระแวดระวัง
"เสี่ยวหลงเปา!"
เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เขาสะดุ้งจนเกือบล้ม หันกลับไปเห็นอาจารย์เซวียนคงเดินตรงมาด้วยฝีเท้าเร็วผิดปกติ สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเมื่อเช้า
"เ้ามาทำอะไรตรงนี้"
น้ำเสียงของอาจารย์แข็งกร้าวจนเสี่ยวหลงเปาแทบไม่เคยได้ยินมาก่อน เขารีบลุกขึ้นยืน
"ศิษย์...ศิษย์เห็นอะไรบางอย่างครับ เหมือนมีคนยืนอยู่ตรงนี้เมื่อครู่ แล้วก็มีรอยเท้าแปลกๆ ด้วย"
อาจารย์เซวียนคงเดินเข้ามาใกล้ ก้มมองรอยเท้าที่เสี่ยวหลงเปาชี้ให้ดู สีหน้าของท่านซีดลงทันทีที่เห็น มือที่ถือไม้เท้ากำแน่นขึ้นจนสั่นเทา
"...เข้าไปข้างในเถิด"
"อาจารย์ครับ นั่นมันคือ..."
"เข้าไปข้างในก่อน!"
เสียงตวาดของอาจารย์ทำให้เสี่ยวหลงเปาสะดุ้งจนพูดไม่ออก ไม่เคยเลยสักครั้งตลอดสิบแปดปีที่อาจารย์เคยตวาดใส่เขาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ เขาพยักหน้ารีบเดินตามอาจารย์กลับเข้าไปในวัดโดยไม่กล้าถามอะไรต่อ
เมื่อกลับถึงศาลาพระประธาน อาจารย์เซวียนคงรีบปิดประตูไม้ใหญ่ทันที เสียงดังโครมสะท้อนไปทั่วบริเวณ ท่านลงกลอนไม้แ่า ก่อนจะยืนนิ่งพิงประตูอยู่ครู่หนึ่งด้วยลมหายใจที่หอบถี่
แสงแดดที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสาดเป็ลายเงาบนพื้นไม้ ฝุ่นละอองลอยฟุ้งอยู่ในลำแสงนั้นอย่างเชื่องช้า ราวกับเวลาเดินช้าลงในความเงียบที่ปกคลุมศาลาทั้งหลัง เสี่ยวหลงเปายืนนิ่งอยู่กลางห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงอยู่ในอก
เสี่ยวหลงเปายืนมองอาจารย์อย่างงุนงงปนหวาดหวั่น ไม่เคยเห็นท่านแสดงอาการเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต
"อาจารย์...มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ"
อาจารย์เซวียนคงหันมามอง ดวงตาเก่าแก่นั้นเต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป ท่านลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากช้าๆ
"อาจอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ แค่คนเดินทางหลงเข้ามาในป่า..."
คำพูดนั้นฟังไม่น่าเชื่อแม้แต่น้อยจากปากของคนพูดเอง เสี่ยวหลงเปารู้สึกได้ทันทีว่าอาจารย์กำลังพยายามปลอบใจตัวเองมากกว่าจะบอกความจริงกับเขา
บ่ายวันนั้น อาจารย์เซวียนคงไม่ยอมให้เสี่ยวหลงเปาออกไปไหนอีกเลย แม้แต่จะลงไปหมู่บ้านตามที่เคยสัญญากับอาซานไว้ก็ถูกห้ามอย่างเด็ดขาด ท่านใช้เวลาทั้งบ่ายเดินตรวจตราไปทั่ววัด ตรวจสอบประตูหน้าต่างทุกบานอย่างละเอียด ซึ่งเป็สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนตลอดที่เสี่ยวหลงเปาจำความได้
เสี่ยวหลงเปาได้แต่นั่งอยู่ในศาลาพระประธาน เฝ้ามองอาจารย์เดินไปมาด้วยความกระวนกระวายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บางครั้งท่านหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าต่างนานหลายลมหายใจ ก่อนจะเดินต่อไปตรวจจุดอื่น เสี่ยวหลงเปาอยากช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่นั่งฝึกสมาธิตามที่เคยได้รับการสอนมา แม้ใจจะไม่นิ่งสักเท่าไหร่ก็ตาม
พอตะวันเริ่มคล้อยต่ำ อาจารย์เซวียนคงเรียกเขาเข้าไปช่วยขนฟืนเข้าเก็บในโรงครัวให้มากกว่าปกติ พร้อมกับสั่งให้ตักน้ำใส่โอ่งจนเต็มทุกใบ ราวกับกำลังเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์ที่อาจต้องปิดวัดอยู่ภายในเป็เวลานาน เสี่ยวหลงเปาทำตามคำสั่งโดยไม่ถามอะไรมาก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามนับไม่ถ้วน
ยามเย็น เสี่ยวหลงเปาเห็นอาจารย์เดินเข้าไปในห้องเก็บของหลังศาลา ห้องที่ท่านสั่งห้ามเขาเข้าไปมาตลอดั้แ่เด็ก เขาแอบเดินตามไปอย่างเงียบๆ ผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย เห็นอาจารย์กำลังคุกเข่าอยู่หน้าหีบไม้เก่าใบหนึ่งที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา
อาจารย์เปิดหีบออกอย่างช้าๆ ด้วยมือที่สั่นเทา ภายในมีผ้าห่อสีเข้มชิ้นหนึ่งวางอยู่ ท่านเอื้อมมือแตะผ้าห่อนั้นเบาๆ ราวกับกำลังลังเลใจอย่างหนัก ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วปิดหีบกลับคืนโดยไม่ได้หยิบสิ่งใดออกมา
แสงเทียนเล่มเดียวในห้องกระพริบไหวตามลมที่ลอดผ่านช่องผนัง ทำให้เงาของอาจารย์บนผนังไม้เต้นระริกราวกับมีชีวิต เสี่ยวหลงเปามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่อธิบายไม่ถูก เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นอาจารย์ผู้เข้มแข็งเสมอมาแสดงท่าทีลังเลใจเช่นนี้
เสี่ยวหลงเปารีบถอยห่างจากประตูอย่างเงียบเชียบ หัวใจเต้นรัวด้วยความสงสัยปนความกลัวที่อธิบายไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าในหีบนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ และไม่รู้ว่าทำไมอาจารย์ถึงลังเลที่จะเปิดมันออกมาใช้
คืนนั้น อาจารย์เซวียนคงนั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูวัดตลอดทั้งคืนโดยไม่ยอมเข้านอน เสี่ยวหลงเปามองผ่านช่องหน้าต่างห้องตัวเองเห็นเงาของอาจารย์นั่งนิ่งอยู่ในความมืด มือข้างหนึ่งวางอยู่บนพื้นข้างกาย ราวกับพร้อมจะลุกขึ้นได้ทุกเมื่อ
แสงจันทร์เสี้ยวสาดลงมาต้องร่างของอาจารย์เป็เงาสีเงินจางๆ ท่านนั่งหันหน้าไปทางเส้นทางลงเขาโดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับรูปปั้นหินที่ตั้งเฝ้าอยู่ตรงนั้นมาแต่ไหนแต่ไร เสี่ยวหลงเปาไม่เคยเห็นอาจารย์นั่งนิ่งขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนนั่งสมาธิยามเช้าก็ยังมีจังหวะขยับหายใจให้เห็นบ้าง
เขานอนไม่หลับ ฟังเสียงลมพัดผ่านยอดไม้นอกหน้าต่างอยู่นาน ใจคิดถึงเงาสีดำที่เห็นเมื่อเช้า รอยเท้าประหลาดบนพื้นดิน และสีหน้าของอาจารย์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เขาพลิกตัวไปมาบนที่นอนเสื่อฟาง นับลมหายใจตัวเองพยายามข่มใจให้สงบเหมือนที่อาจารย์เคยสอน แต่ก็ไม่เป็ผล ภาพรอยเท้าบนดินชื้นและเงาสีดำที่หายวับไปในพริบตายังคงวนเวียนอยู่ในหัว ผสมกับคำถามนับไม่ถ้วนที่ไม่มีคำตอบ อาจารย์กำลังปิดบังอะไรบางอย่างจากเขาอยู่แน่ๆ แต่เขาก็ไม่อาจเดาได้เลยว่าคืออะไร
ทุกอย่างมันต้องมีความหมายบางอย่างที่เขายังไม่เข้าใจ
เสี่ยวหลงเปากำมือแน่นใต้ผ้าห่ม รู้สึกได้ว่าโลกที่เคยสงบนิ่งของเขากำลังจะเปลี่ยนไป แม้จะยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหนก็ตาม