ตอนที่ 2: รังใหม่
เสียงพัดลมติดเพดานตัวเก่าที่หมุนแกว่งไปมาดัง 'เอี๊ยด... อ๊าด...' คล้ายกับเสียงของคนแก่ที่กำลังบ่นพึมพำด้วยความปวดเมื่อย มันทำหน้าที่เป่าลมร้อนๆ ที่คลุกเคล้าไปด้วยกลิ่นอับชื้นของอาคารปูนเก่าๆ ให้หมุนวนอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ขนาดไม่ถึงยี่สิบตารางเมตร
ฉันยืนเท้าสะเอว Grooms สายตามองไปรอบๆ 'รังใหม่' ของตัวเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขบขันระคนท้าทาย ผนังห้องมีรอยสีลอกหลุดล่อนเป็นแผ่นๆ เผยให้เห็นเนื้อปูนสีเทาหม่นที่ซ่อนอยู่ด้านใน หยักไย่เส้นบางๆ ห้อยต่องแต่งลงมาจากเพดานมุมห้องราวกับผ้าม่านประดับที่ไม่ได้ตั้งใจทำ
"นี่สินะ... สภาพแวดล้อมที่เหล่าชนชั้นกรรมาชีพต้องเผชิญในทุกๆ วัน" ฉันพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มมุมปาก หยิบผ้าขี้ริ้วผืนเก่าที่ซักจนสะอาดแล้ว มาเช็ดถูโต๊ะไม้พับได้ตัวเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางห้องด้วยท่าทีทะมัดทะแมงและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน
ถ้าเป็นนางเอกละครวิทยุยุคเก่า เธอคงจะทิ้งตัวลงนอนบนฟูกบางๆ แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตาบวมช้ำ คร่ำครวญถึงชะตากรรมที่ต้องตกอับมาอาศัยอยู่ในย่านชุมชนแออัดที่เต็มไปด้วยความซอมซ่อเช่นนี้
แต่สำหรับพราวรินทร์... นิสิตสาวจิตวิทยาผู้มองทะลุปรุโปร่งถึงสัจธรรมของโลกใบนี้ ฉันกลับมองว่าห้องเช่าแคบๆ ราคาเดือนละสองพันห้าร้อยบาทแห่งนี้ มันก็เป็นเพียงแค่อาวุธและ 'ฐานทัพซุ่มล่อเหยื่อชั่วคราว' ของแม่เสือสาวที่กำลังซุ่มรอเวลาตะครุบเหยื่อคำโตเท่านั้นเอง
ฉันขยับตัวลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบจากการทำความสะอาดครั้งใหญ่ ก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าต่างบานเกล็ดซึ่งถูกเปิดแง้มเอาไว้เพื่อรับแสงสว่างและลมธรรมชาติ
ภาพเบื้องล่างคือตรอกแคบๆ ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและจอแจของชีวิตผู้คนที่ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ พ่อค้าแม่ขายตะโกนโหวกเหวกเรียกลูกค้า เสียงเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์รับจ้างดังกระหึ่มสลับกับเสียงด่าทอของวงเหล้าหน้าปากซอย มันช่างเป็นทัศนียภาพที่แตกต่างจากสวนดอกไม้สไตล์อังกฤษในคฤหาสน์ของฉันอย่างสิ้นเชิง
ฉันเท้าคางมองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่วิเคราะห์และเก็บข้อมูล... โลกใบนี้มันขับเคลื่อนด้วยกลไกของ 'ความปรารถนา' และ 'ผลประโยชน์' ผู้คนเบื้องล่างเหล่านี้ดิ้นรนทำงานหนักจนสายตัวแทบขาด เพียงเพื่อแลกกับเศษเงินที่ผู้มีอำนาจโยนลงมาให้ประทังชีวิต
แต่ในขณะเดียวกัน บนยอดตึกระฟ้าและในห้องประชุมหรูหรา ผู้ชายที่มีอำนาจและมีเงินทองล้นฟ้า กลับยินดีที่จะทุ่มเททรัพย์สมบัติมหาศาล เพียงเพื่อปรนเปรอกิเลสตัณหาและแลกกับเรือนร่างของหญิงสาวสวยๆ สักคน
ความงามและจริตมารยา... คืออาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดที่ผู้หญิงสามารถใช้เพื่อเจาะเกราะป้องกันของผู้ชายพวกนั้นได้ และแน่นอนว่า... สินค้าชั้นเลิศอย่างฉัน ย่อมไม่มีทางยอมขายตัวเองในราคาถูกๆ เพื่อแลกกับความลำบากในตรอกมืดแห่งนี้ไปตลอดชีวิตแน่ๆ
ฉันหันหลังกลับเข้ามาในห้อง หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูเพียงชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่ ขึ้นมาเลื่อนหาเบอร์ติดต่อในรายชื่อที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ
'พี่ส้ม' คือเป้าหมายของฉันในวันนี้
พี่ส้มคือรุ่นพี่สาวสวยสุดร้อนแรงที่เรียนจบไปแล้ว เธอเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงสังคมชั้นสูงว่ามีอาชีพเสริมเป็น 'แม่สื่อ' หรือถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือผู้จัดการคัดสรรหญิงสาวรูปร่างหน้าตาดี เพื่อส่งไปเป็น 'ผู้ติดตาม' หรือ 'เด็กในการดูแล' ของบรรดาเศรษฐีกระเป๋าหนักที่ต้องการเครื่องประดับมีชีวิตไว้เดินควงและปรนเปรอความสุขบนเตียง
ฉันกดโทรออก รอสัญญาณสายว่างเพียงชั่วอึดใจ เสียงหวานแหลมปรี๊ดของพี่ส้มก็ดังลอดมาตามสาย
"ฮัลโหล... ว่าไงจ๊ะน้องพราวรินทร์ กุลสตรีคนสวยของพี่ส้ม วันนี้ลมอะไรหอบให้เบอร์หนึ่งของคณะโทรหาพี่ได้เนี่ย?" เสียงของพี่ส้มเต็มไปด้วยความประหลาดใจและร่าเริง
"ลมแห่งความยากจนและหนี้สินพัดมาค่ะพี่ส้ม..." ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ขี้เล่นและไม่มีวี่แววของความโศกเศร้าเลยแม้แต่น้อย "พอดีคุณพ่อคุณแม่ล้มละลายแล้วก็หนีหนี้ไปต่างประเทศ ทิ้งพราวให้อยู่เผชิญโลกกว้างคนเดียวน่ะสิคะ"
"ต๊ายยยย! จริงเหรอเนี่ย! ตายแล้วลูกสาว แล้วตอนนี้หนูอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง มีข้าวกินไหม? พี่จะส่งรถไปรับหนูเดี๋ยวนี้เลย!" พี่ส้มร้องเสียงหลงด้วยความตกใจและเป็นห่วงอย่างจริงใจ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
"ใจเย็นๆ ก่อนค่ะพี่ส้ม พราวสบายดี ตอนนี้เช่าห้องอยู่แถวๆ ชานเมืองค่ะ ถือว่ามาเปลี่ยนบรรยากาศใช้ชีวิตแบบชนชั้นแรงงานดูบ้าง ก็สนุกและท้าทายไปอีกแบบนะคะ" ฉันตอบเสียงเจื้อยแจ้ว หยอกล้อกับสถานการณ์ของตัวเองอย่างอารมณ์ดี
"โอ๊ยยย แม่คุณ! บ้านล้มละลายยังมีอารมณ์มาพูดเล่นอีก จิตใจทำด้วยอะไรเนี่ย... แล้วที่โทรหาพี่วันนี้ มีอะไรให้พี่ช่วยไหมจ๊ะ? บอกมาได้เลย พี่ส้มพร้อมเปย์!"
ฉันระบายยิ้มกว้าง เดินไปนั่งลงบนฟูกบางๆ หน้ากระจกเงาบานเก่าที่มัวหมอง แต่ก็ยังสามารถสะท้อนภาพใบหน้าหวานละมุนและเรือนร่างอรชรของฉันได้อย่างชัดเจน
"พราวโทรมาหาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนค่ะ... พราวอยากจะเสนอ 'สินค้า' ชั้นเลิศ ให้พี่ส้มช่วยหา 'ผู้ลงทุน' กระเป๋าหนักๆ ให้สักคนน่ะค่ะ" ฉันลดระดับเสียงลงเล็กน้อย ดัดจริตให้ฟังดูเย้ายวนและน่าค้นหา
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่พี่ส้มจะส่งเสียงกรี๊ดเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น "อย่าบอกนะว่า... หนูพราวรินทร์ กุลสตรีผู้เพียบพร้อมที่ผู้ชายตามจีบกันครึ่งค่อนมหาวิทยาลัย จะยอมลงสนามมาเล่นเกมนี้กับเขาด้วย!"
"ถ้าเกมนี้มันมีค่าตอบแทนที่คุ้มค่าพอ พราวก็พร้อมจะลงไปเริงระบำบนกระดานค่ะพี่ส้ม" ฉันหัวเราะร่วน แววตาของฉันพราวระยับไปด้วยความกระหายที่จะปั่นหัวผู้ชาย "ว่าแต่... พี่ส้มพอจะมีลูกค้าคนไหนที่เงินหนาๆ หน้าตาพอไปวัดไปวา และกำลังมองหาดอกไม้งามๆ ไปประดับบารมีบ้างไหมคะ?"
"ระดับน้องพราวเนี่ยนะ... ไม่ต้องหาให้เหนื่อยเลยจ้ะ! พี่ส้มบอกเลยว่าหนูคือ 'เพชรน้ำงาม' ที่พวกเศรษฐีแก่ๆ อยากจะได้มาประดับเตียงจนตัวสั่น! หน้าตาสวยหยาดเยิ้ม กิริยามารยาทเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ แถมยังฉลาดเป็นกรดแบบหนูเนี่ย... พี่รับรองเลยว่าเรียกราคาได้สูงลิบลิ่ว จนพวกนั้นต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายแบบไม่กล้าต่อรองเลยล่ะ!" พี่ส้มอวยยศให้ฉันชุดใหญ่ด้วยความตื่นเต้นราวกับได้ค้นพบขุมทรัพย์
"พราวขอคนที่รวยระดับร้อยล้านขึ้นไปนะคะพี่ส้ม... และที่สำคัญ ขอคนที่ค่อนข้างจะ 'หลงตัวเอง' และชอบรับบทเป็น 'ผู้นำ' จะดีมากเลยค่ะ ผู้ชายประเภทนั้นปั่นหัวง่ายและยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อแลกกับการได้รู้สึกเหนือกว่าผู้หญิงค่ะ" ฉันวิเคราะห์ลักษณะของเหยื่อที่ต้องการด้วยหลักการทางจิตวิทยาอย่างฉะฉาน คล้ายกับกำลังคุยเรื่องกลยุทธ์การตลาดกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ
"เริ่ด! เริ่ดมากลูกสาว! สมกับเป็นเด็กจิตวิทยาจริงๆ... เดี๋ยวพี่ขอเปิดแฟ้มลูกค้าแป๊บนะ..." เสียงพลิกกระดาษและเสียงเลื่อนหาข้อมูลดังแทรกเข้ามาในสาย "อ๊ะ! เจอแล้ว! เสี่ยสมชาย... เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ อายุห้าสิบต้นๆ มีครอบครัวแล้วแต่ชอบเลี้ยงเด็กๆ เอาไว้แก้เหงา คนนี้เปย์หนักมาก ให้เดือนละหลักแสน แถมยังมีของขวัญพวกเครื่องประดับและรถยนต์ให้อีกเพียบ!"
"เสี่ยสมชายงั้นเหรอคะ..." ฉันทวนชื่อเป้าหมายในใจ ริมฝีปากอวบอิ่มขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ "ประวัติน่าสนใจดีค่ะ มีครอบครัวแล้วแปลว่าเราไม่ต้องผูกมัดอะไรมาก แค่สวมบทบาทเป็นของเล่นแสนหวานให้เขาเชยชมชั่วครั้งชั่วคราวก็พอ"
"ถูกก๊องงงง! เสี่ยคนนี้เพิ่งจะบ่นกับพี่เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าเบื่อเด็กๆ ที่มีอยู่ มันทำตัวน่ารำคาญและเรียกร้องมากเกินไป... ถ้าพี่ส่งรูปน้องพราวที่ดูเป็นเด็กดี เรียบร้อย นอบน้อม และสวยระดับนางงามไปให้เขาดูนะ พี่รับประกันว่าเสี่ยแกต้องน้ำลายสอจนรีบโอนเงินมัดจำมาให้พี่แทบไม่ทันแน่ๆ!" พี่ส้มหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจที่พวกเราเคมีเข้ากันและคุยกันถูกคอ
"ถ้าอย่างนั้น พราวรบกวนพี่ส้มช่วยจัดการนัดหมายให้หน่อยนะคะ ขอเป็นที่โรงแรมหรูๆ ที่เสี่ยเขาเป็นสมาชิกอยู่ก็แล้วกันค่ะ พราวอยากจะทดสอบว่าเขาจะดูแลพราวได้ดีแค่ไหน" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงกระปรี้กระเปร่าและเต็มไปด้วยความท้าทาย
"จัดไปเลยจ้ะน้องรัก! เดี๋ยวพี่ส้มจัดการนัดคิวเสี่ยสมชายให้เย็นพรุ่งนี้เลยนะ หนูเตรียมตัวขัดสีฉวีวรรณ สวมหน้ากากกุลสตรีแสนหวานให้พร้อมก็พอ... งานนี้เรามาร่วมมือกันสูบเลือดสูบเนื้อพวกผู้ชายบ้ากามให้หมดตัวกันไปเลย! โฮะๆๆ!"
พวกเราสองคนหัวเราะประสานเสียงกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่พี่ส้มจะวางสายไปเพื่อไปจัดการภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
ฉันลดโทรศัพท์มือถือลง วางมันไว้บนโต๊ะพับตัวเล็ก หัวใจของฉันเต้นแรงด้วยจังหวะที่ตื่นเต้นและสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย มันไม่ใช่ความหวาดกลัวหรือความเศร้าโศกเสียใจที่ต้องสูญเสียศักดิ์ศรี... แต่มันคือความรู้สึกของการได้เป็น 'ผู้ล่า' ที่กำลังจะก้าวลงสู่สนามรบต่างหาก
ฉันเดินไปเปิดกระเบื้องกระเป๋าเดินทางใบบางที่บรรจุเสื้อผ้าของตัวเองเอาไว้ รื้อค้นหาชุดกระโปรงที่ดูดีที่สุดออกมาทาบทับกับเรือนร่างของตัวเองหน้ากระจก
ชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนคอปิดที่ดูเรียบร้อยและอ่อนหวาน ทว่ากลับเข้ารูปแนบเนื้อจนเน้นย้ำให้เห็นสัดส่วนความโค้งเว้าของหน้าอกและสะโพกอย่างชัดเจน มันคืออาวุธชิ้นเยี่ยมที่จะใช้สำหรับพรางตัวให้ดูเป็นกุลสตรีที่ไร้เดียงสา
ฉันส่งยิ้มหวานระยิบระยับให้กับตัวเองในกระจกเงา เอียงคอเล็กน้อยและกะพริบตาปริบๆ ซ้อมบทบาทของเด็กสาวผู้น่าสงสารที่กำลังต้องการที่พึ่งพิง
"รอเจอกันนะคะเสี่ยสมชาย..." ฉันกระซิบกับเงาของตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นและแฝงไปด้วยความร้ายกาจ "พราวจะใช้ความหวานทั้งหมดที่มี ป้อนให้คุณกินจนสำลักความสุข และหลงใหลในตัวพราว... จนยอมคลานเข่าเอาเงินทุกบาททุกสตางค์มากองไว้แทบเท้าพราวเลยล่ะค่ะ"