เฮลเล่ย์ปิดสวิตช์ไฟหัวเตียงอย่างหงุดหงิด หวังแต่เพียงว่าเธอจะสามารถปิดสวิตซ์ความคิดที่น่าหัวเราะเยาะทั้งหลายที่กำลังผ่านเข้ามาในสมองได้อย่างง่ายดายเช่นกัน แต่กลับปรากฏว่า ยิ่งดึก เธอก็ยิ่งตกอยู่ในอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายและเมื่อหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย เธอก็ฝันไปว่า...เธอนั่นเองที่เป็นคนได้รับอันตราย โดยมีไทเลอร์เป็นผู้รักษาบาดแผลให้ด้วยจิตใจและมือที่อ่อนโยน แววในดวงตาของเขาบอกความเห็นใจอย่างยิ่ง และปากของเขา...นั่นแสดงให้เห็นอยู่ว่า... เมื่อคืนที่ผ่านมาเธอไม่ได้หลับสนิทลงเลย...
...เช้าวันรุ่งขึ้น... เต็มไปด้วยรายงานเรื่องอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ตลอดเวลา อาทิ กระเป๋าเงินหล่นหายแต่ก็สามารถหาพบอย่างรวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้เฮลเล่ย์ได้รับคำขอบใจด้วยน้ำตานองหน้าจากแขกผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น ที่เธอได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ นอกจากนั้นก็มีรายงานเด็กหาย ซึ่งจะต้องตามหาและพาไปส่งให้ถึงมือพ่อแม่ที่กำลังตกใจโดยเร็วที่สุด ห้องปฐมพยาบาลรายงานว่ามีเด็กหัวเข่าแตก กับผู้ใหญ่ที่ปวดศีรษะอย่างแรงด้วยอาการของไซนัส นอกจากนั้นเฮลเล่ย์ยังต้องออกไปต้อนรับผู้สูงวัยกลุ่มหนึ่งที่จะมารับประทานอาหารกลางวันแบบปิกนิกกันในบริเวณสวนสนุก... จะต้องดูแลเรื่องกำหนดการแสดงต่างๆ รวมไปถึงเครื่องเล่นทุกประเภททั้งๆ ที่มีกิจกรรมมากมายที่จะต้องทำ เวลาในช่วงเช้าน่าจะหมดไปอย่างรวดเร็ว แต่ในความรู้สึกของเฮลเล่ย์แล้วดูเหมือนเวลากลับจะเคลื่อนช้ายิ่งกว่าทุกวัน เพราะเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงเรื่องที่จะต้องพบกับไทเลอร์ สก็อตต์ตอนบ่ายโมงตรง ซึ่งความหวั่นหวาดนั้นดูจะเพิ่มมากขึ้นในทุกนาทีที่ผ่านไปเสียด้วยซ้ำเมื่อถึงเวลาเที่ยงครึ่ง เธอก็มอบหมายหน้าที่ให้ชาร์ลีนดูแลต่อ อากาศภายนอกร้อนอบอ้าว แต่เธอก็ยังสวมเบลเซอร์สีขาวทับชุดเครื่องแบบสีเขียว เพราะมีความรู้สึกว่ามันดูมีความเป็นมืออาชีพดีฮาร์มอน แซนเดอร์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของสวนสนุกไม่อยู่ในห้องทำงานของเขา แต่เลขานุการของเขาก็ให้การต้อนรับเฮลเย์อย่างดีเมื่อเธอเดินเข้าไปในห้องที่พื้นปูพรมอย่างดีไว้ตลอด“ไฮ...เฮลเล่ย์...”“เฮลโล แนนซี่ หายไปไหนกันหมดล่ะคะนี่? ” ที่เธอถามเช่นนี้ก็เพราะปรกติแล้วห้องนี้จะเต็มไปด้วยหัวหน้าแผนกต่างๆ ที่เดินเข้าเดินออก ขอพบกับผู้จัดการทั่วไปอยู่ตลอดเวลา“อ๋อ...ตอนนี้ใครๆ ก็หัวหดหมด เพราะ...” หางเสียงของแนนซี่ทอดเบาลง ขณะเดียวกันก็พยักหน้าไปทางห้องที่ประตูปิดอยู่ “เขานั่นแหละ...” หล่อนลดเสียงเบาลงกว่าเดิม “นี่..เธอเชื่อไหมว่าหลังจากเวลาผ่านไปตั้งสามปี เขาถึงได้ตัดสินใจปรากฏตัวขึ้น..เฮลเล์ย์... แต่เขาหล่อสะบัดเลยนะ...เอาไว้ให้เธอพบเขาเสียก่อนเถอะ แล้วจะรู้ว่าฉันไม่ได้พูดผิดเลยแม้แต่น้อย...เธอรู้ไหม...ฉันแทบจะหัวใจวายตายไปเลยตอนที่เขาเดินผ่านประตูนั่นเข้ามาแล้วก็แนะนำตัวเอง...” หล่อนสูดลมหายใจลึก ราวกับความทรงจำถึงนาทีอันแสนปลื้มยังมีผลต่อจิตใจตนเองอยู่“แล้วนี่เขาก็สั่งฉันไว้ด้วยนะ ว่าพอเธอมาถึงให้เข้าไปพบเขาทันที...เธอพร้อมหรือยังล่ะ? ” หล่อนถาม“พร้อมแล้ว...” เฮลเล่ย์ตอบด้วยน้ำเสียงสงบกว่าที่กำลังรู้สึกอยู่ พร้อมกับออกเดินตรงไปยังประตูไม้วอลนัทหมุนลูกบิดทองเหลืองเบาๆ ไทเลอร์ สก็ตต์กำลังโน้มตัวอยู่เหนือโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ อ่านรายงานที่พิมพ์ออกมาจากคอมพิวเตอร์“เชิญเข้ามาเลย มิส แอชตัน” เขาบอก ทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเพื่อให้แนใจว่าเป็นผู้ใดที่ก้าวเข้ามาในห้อง แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าจะต้องเป็นเธอ...?“กลิ่นชาแนลมันนำเข้ามาก่อน" เขาตอบคำถามนั้นราวสามารถหยั่งรู้ได้ว่าเธอกำลังตั้งคำถามอะไรอยู่ในใจ...หลังจากนั้นเขาจึงได้เงยหน้าขึ้น คิ้วเข้มเชื่อมกันอยู่ตรงหน้าผาก “เชิญนั่งก่อนสิ”ท่าทางเขาดูเป็นมิตรขึ้น ไม่ได้พูดกับเธออย่างเป็นงานเป็นการเช่นที่ผ่านมา ถ้าเขาอยากจะให้เป็นเช่นนั้นคงไม่เอ่ยถึงกลิ่นน้ำหอมที่เธอใช้อยู่เป็นประจำแน่ เฮลเล่ย์ไม่แน่ใจว่าตอนไหนที่เขาได้เข้ามาชิดใกล้ จนได้กลิ่นน้ำหอมนั้นจากเรือนกายของเธอ... แล้วทำไมเขาจึงมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องกลิ่นน้ำหอม...? เฮลเล่ย์รู้สึกแข้งขาสั่นเมื่อเดินตรงไปยังเก้าอี้เบาะหุ้มหนังที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะทำงานและทรุดตัวลงนั่งความขุ่นเคืองที่เขาใช้วาจาหยาบคายทางโทรศัพท์ถูกปิดกั้นลง เซลเล่ย์บอกตัวเองอยู่ว่า...มันไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างความเป็นศัตรูกับเขาต่อไป เขาเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ยอมมองผู้หญิงในแง่ดีเสียบ้างเลย และไม่ว่าเธอจะจะทำหรือพูดอย่างไร มันก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเขาได้ เธอควรจะตั้งใจอยู่กับสิ่งที่เขาจะพูดต่อไปดีกว่าเวลาผ่านไปอีกครูใหญ่ เขาจึงได้ม้วนรายงานที่อ่านอยู่และทรุดตัวลงนั่งเบื้องหลังโต๊ะทำงาน ออกจะเป็นเรื่องน่าแปลกที่เขาไม่ได้มอบหมายงานด้านสถิติของสวนสนุกซิเรนดิพิตี้ให้บริษัทตัวแทนเป็นผู้ทำ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการทำงานนี้ด้วยตนเองมากกว่าแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาสวมใส่อยู่ถูกพับขึ้นจนถึงศอก กระดุมข้อมือทองคำถูกถอดวางทิ้งอยู่บนโต๊ะ ปมเนกไทถูกปลดให้หลวมลง เสื้อนอกแขวนอยู่กับที่แขวนเสื้อทางด้านหลัง แต่เขายังสวมเสื้อกั๊กที่ฟิตพอเหมาะกับเรือนร่างอยู่เขาเอนหลังลงพิงพนักเก้าอี้ ยกขาขึ้นพาดขอบโต๊ะทำงานไขว้ข้อเท้าทับกันอยู่“สบายดีหรือ มิส แอชตัน..? ” เขาเอ่ยถามขณะมองหน้าเธออยู่ถ้าเขาต้องการจะสร้างความสับสนงุนงงให้เกิดขึ้นกับเธอ ก็รู้สึกว่าเขาจะประสบความสำเร็จ เพราะเธอไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับการตั้งคำถามอย่างเป็นกันเองขนาดนั้น“ฉันสบายดี...ขอบคุณมากค่ะมิสเตอร์ สก็อตต์ แล้วเฟธล่ะคะ เป็นยังไงบ้าง...แผลที่ถูกผึ้งต่อยไว้บวมมากขึ้นหรือเปล่า...? ”“ไม่แล้ว...” เขาพูดยิ้มๆ “แกไล่ผมออกจากห้องน้ำส่วนตัวของแก ผมก็เลยไม่ค่อยแน่ใจ...แต่เดาเอาว่าคงไม่เป็นอะไรมากแล้ว”เฮลเล่ย์ยิ้มตอบ ความรู้สึกดูจะผ่อนคลายลงมาก“ก็ดีแล้วละค่ะ ฉันเองก็ออกจะห่วงแกอยู่เหมือนกันที่จริงฉันควรจะโทรไปถามอาการสักครั้งตอนเช้าวันนี้ แต่บังเอิญไม่รู้ว่าคุณพักกันอยู่ที่ไหน”“ที่เกลนสโตน ลอดจ์ ผมเช่าห้องชุดไว้ที่นั่น เพราะคิดว่าจะอยู่อีกนานหลายอาทิตย์เหมือนกัน”คำตอบของเขาสร้างความแปลกใจให้เธอไม่น้อย และเธอคงจะได้แสดงความรู้สึกนั้นออกมาเพราะเขาพูดต่อว่า“บริษัทใหญ่ของผมอยู่ในแอตแลนต้า เรามีบ้านอยู่ที่นั่น แต่ผมจำเป็นจะต้องขึ้นมาที่นี่เพื่อจะมาปรับปรุงสวนสนุกให้มันดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ อีกอย่างหนึ่งก็คิดว่า ถ้าได้เปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้างมันจะเป็นผลดีกับเฟธ เพราะตั้งแต่...แม่แกตาย...แกไม่ค่อยจะ...เอ้อ...สนิทกับผมสักเท่าไหร่นัก”“แล้วเฟธไม่เข้าโรงเรียนในแอตแลนต้าหรอกหรือคะ? ”“คือปรกติแล้วมันจะต้องเป็นอย่างนั้น แต่เห็นจะไม่ใช่ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีกลาย...หลังจากโมนิก้าตายผมรู้สึกว่าแกค่อนข้างเครียดอาจารย์ที่ปรึกษาก็เลยมีความคิดว่าทางที่ดีควรจะให้แกได้พักผ่อนเสียสักพักก่อน ฤดูร้อนปีนี้ผมก็เลยจัดให้มีครูมาสอนพิเศษ แต่คิดว่าจะไม่ส่งแกเข้าเรียนตามปรกติอีกหรอก จนกว่าจะหลังคริสต์มาสแล้ว ถึงยังไงแกก็เรียนทันอยู่แล้วเพราะแกได้เกรด ‘เอ’ มาตลอด สำหรับตอนนี้นะ...ผมมีความคิดอยู่ว่า สภาพจิตใจที่มั่นคงของลูก น่าจะสำคัญกว่าการนั่งเรียน...นั่งทำการบ้าน”“ฉันว่าคุณคิดถูกแล้วละค่ะ” ...เฮลเล่ย์เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมเขาจะต้องเอาเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้เธอฟังมันไม่ได้หมายความว่าเธอไม่อยากจะสนใจเด็กหญิงคนนั้น ผู้ดูกระตือรือร้นที่จะเอาอกเอาใจเธอมากกว่าคนที่เป็นพ่อเสียอีก เฮลเล่ย์ยอมรับว่าเธอเห็นใจในความหวั่นไหวที่เฟธแสดงออกให้เห็นอยู่ แต่ถึงอย่างไร มันก็ไม่ใช่ลักษณะของผู้ชายที่ยุ่งอยู่กับธุรกิจการงานอย่างไทเลอร์ สก็อตต์ ที่จะเอาเรื่องภายในครอบครัวของตนมาเปิดเผยต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นเพียงแค่พนักงานคนหนึ่งที่เขากำลังจะไล่ออกจากงานอยู่แล้ว“...คุณรักงานที่สวนสนุกซิเรนดิพิตี้นี่มากไหม...เฮลเล่ย์...? ”นี่เขาเรียกเธอว่า เฮลเล่ย์...ยังงั้นรึ...?“เอ้อ...ค่ะ”“ผมว่าคุณไม่จำเป็นต้องตอบแบบเอาใจผมหรอกนะ” เขาว่า รอยยิ้มพราวอยู่ในดวงตาคู่สีเทา“ก็ไม่เชิงจะเป็นอย่างนั้นหรอกนะคะ ฉันทำงานที่นี่มาสี่ปีแล้ว ตอนที่สวนสนุกแห่งนี้ถูกขายให้คุณ ฉันก็อยู่ที่นี่แล้วฮาร์มอน...เอ้อ...มิสเตอร์ แซนเดอร์...เป็นคนที่ทำให้ฉันทำงานอย่างมีคุณค่าแล้วก็เป็นคนขึ้นเงินเดือนให้ฉันด้วยค่ะ”“ผมต่างหาก ไม่ใช่แซนเดอร์หรอก”“โอ...หรือคะ...? ” เธอเต็มไปด้วยความงุนงง “ฉันต้องขอโทษอย่างมาก คิดว่า...”“คุณคิดว่าผู้ชายคนที่อยู่ในแอตแลนต้าสูงส่งเกินไปห่างเหินเกินไป จนไม่รู้จักผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนของเขาอย่างดียังงั้นใช่ไหม...? ถ้าคิดยังงั้นละก้อ ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ผมหรอกเฮลเล่ย์ ผมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคุณ รู้ถึงความเป็นคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของคุณ ก่อนหน้าที่ผมจะตัดสินใจซื้อสวนสนุกแห่งนี้เสียอีก”ความมีประสิทธิภาพ...ยังงั้นเรอะ...? ก็แล้วเขาไม่ได้พูดเป็นทำนองว่าจะไล่เธอออกจากงานหรอกรึ...?“...มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่ปรากฏอยู่ในแฟ้มประวัติของคุณ...มิส เฮลเล่ย์ ไดแอน แอชตัน อายุยี่สิบห้าปี“บัตรประจำตัวหมายเลข 462-89-1002 นั่นก็คือ ไม่มีตรงไหนในประวัติที่ระบุว่า...คุณเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง”