เมื่อเด็กทั้งสองคนออกไปแล้ว หลิวกุ้ยหลานก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจอีกต่อไป เธอมองไปยังย่าเฉินที่นอนร้องโหยหวนอยู่บนพื้นด้วยสายตาเหยียดหยามแล้วเบ้ปาก
รอจนกระทั่งหญิงชราคร่ำครวญจนสาแก่ใจ หลิวกุ้ยหลานจึงเอ่ยปาก “จะร้องโหยหวนเรียกความตายต่อก็เชิญ ฉันจะอยู่เป็เพื่อนจนถึงที่สุด ถ้าเฉินเฉียงกลับมาแล้วแกกล้าฟ้องก็เชิญเลย ถ้าเป็เพราะเื่นี้แล้วชีวิตคู่ของฉันกับเฉินเฉียงต้องมีอันเป็ไป แกฟังให้ดีนะ...”
หลิวกุ้ยหลานถอนหายใจแล้วพูดต่อ “ฉันไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ หลายปีมานี้ที่ฉันยอมทนแกครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่มีอารมณ์โกรธนะ ถ้าชีวิตคู่ของฉันกับเฉินเฉียงต้องมีอันเป็ไปจริงๆ ฉันจะไปอาละวาดที่ทำงานของเขา ทำให้เขาเสียชื่อเสียง แล้วก็ตกงาน ถึงฉันจะอายุสามสิบสองแล้ว แถมยังเคยมีลูกมาแล้วสองคน แต่รูปร่างหน้าตาของฉันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กสาวอายุยี่สิบกว่าๆ ฉันแค่ไปหาใหม่ รับรองว่าจะหาผู้ชายที่เก่งกว่า ลูกชายแกมาเลี้ยงดูฉันได้แน่ ส่วนลูกชายแกล่ะ ถ้าหย่ากับฉันแล้ว แล้วถ้าโดนฉันอาละวาดจนหน้าที่การงานมีปัญหา คอยดูสิว่าอีแก่สารเลวอย่างแกจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง แกมีลูกชายตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้มาอาศัยอยู่แต่กับลูกชายคนนี้ของแก แกไม่รู้ตัวบ้างหรือไง?”
ย่าเฉินมีลูกชายทั้งหมดสี่คน ลูกสาวสามคน เธอเป็ม่ายั้แ่ยังสาว การเลี้ยงดูลูกหลายคนให้เติบโตขึ้นมาคนเดียวนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย ตามธรรมเนียมท้องถิ่น ลูกสาวไม่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า เธอแก่แล้วก็ต้องพึ่งพาลูกชาย ตอนแรกเธอก็ผลัดกันไปอยู่บ้านลูกชายทั้งสี่คน แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า เธอก็มาปักหลักอยู่บ้านเฉินเฉียง ลูกชายคนเล็กเป็การถาวร ส่วนลูกชายคนอื่นๆ ก็แค่แวะมาเยี่ยมเยียนเป็ครั้งคราว
หลิวกุ้ยหลานได้ยินจากเพื่อนบ้านว่าภรรยาคนเก่าของเฉินเฉียงเป็ผู้หญิงที่อ่อนแอมาก หญิงชราจึงข่มเหงรังแกเธอสารพัด ส่วนลูกสะใภ้คนอื่นๆ นั้นร้ายกาจทั้งนั้น หญิงชราไม่สามารถทำตัวเป็ซูสีไทเฮาในบ้านลูกชายคนอื่นได้ ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะเกาะติดอยู่ที่บ้านเฉินเฉียงไม่ยอมไปไหน ส่วนเฉินเฉียงนั้นก็ดันเป็คนกตัญญูเสียด้วย
หลายปีมานี้หลิวกุ้ยหลานโดนหญิงชราเอาเปรียบอยู่บ้าง เธอค่อนข้างจะเกรงกลัวคนแข็งกร้าว ตอนอยู่ที่บ้านตระกูลหลิน มีแต่เธอที่รังแกย่าหลิน พอแต่งเข้าบ้านตระกูลเฉินสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่ถึงอย่างไรหลิวกุ้ยหลานก็ไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครรังแกได้ง่ายๆ โดยแท้จริง โดยเฉพาะหลังจากที่หญิงชราแสดงท่าทีไม่กระตือรือร้นเื่การรักษาเฉินเหยาเหยา หลิวกุ้ยหลานก็ไม่คิดจะทนอีกต่อไป
“ฟ้าถล่มดินทลายแล้ว! แกกล้าพูดกับฉันแบบนี้เหรอ! พอลูกชายฉันกลับมา ฉันจะให้มันหย่ากับแก นังแพศยา!” ย่าเฉินอาศัยว่าลูกชายเป็คนกตัญญูเชื่อฟัง จึงไม่กลัวคำขู่ของหลิวกุ้ยหลาน พร้อมกันนั้นเธอก็ลุกขึ้นจากพื้น แยกเขี้ยวแยกเล็บจะกระโจนเข้าใส่หลิวกุ้ยหลาน
แน่นอนว่าหลิวกุ้ยหลานไม่ยอมให้ย่าเฉินกระโจนเข้ามาได้ เธอหลบอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็อ้อมไปอยู่ข้างหลังหญิงชรา ยื่นมือไปคว้าคอเสื้อของเธอไว้ แม้ว่าหญิงชราจะมีแรงไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรเธอก็อายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว แถมยังตัวเตี้ยกว่าหลิวกุ้ยหลาน จะไปสู้แรงหลิวกุ้ยหลานได้อย่างไร
“ช่วยด้วย! ฆ่าคนแล้ว! ลูกสะใภ้จะฆ่าแม่ผัวแล้ว! ช่วย...” หลิวกุ้ยหลานใช้มือข้างหนึ่งกระชากคอเสื้อของหญิงชรา ส่วนมืออีกข้างก็ปิดปากเธอไว้ หญิงชราได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ พูดอะไรออกมาไม่ได้สักคำ
“อีแก่สารเลว! ถ้าแกยังกล้าข่มเหงฉัน ทำตัวเป็ซูสีไทเฮาอีก คอยดูนะ พอลูกชายแกกลับมาแกจะฟ้องก็ฟ้องไป ถ้าลูกชายแกกล้าทำอะไรฉันเพื่ออีแก่อย่างแก พรุ่งนี้ฉันจะทำให้เขาอยู่ในที่ทำงานต่อไปไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู คิดหรือว่าตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกของลูกชายแกได้มาโดยง่าย นั่นมันฉันเป็คนไปสู้มาให้เขาต่างหาก ไอ้ขี้ขลาดที่ต้องส่งเมียไปนอนกับเ้านายอย่างลูกชายแก คิดว่าเขาจะยอมเสียฉัน เสียตำแหน่งที่เขามีอยู่ตอนนี้เพื่ออีแก่อย่างแกจริงๆ เหรอ?” หลิวกุ้ยหลานพูดจบก็ปล่อยหญิงชรา เธอจ้องมองหญิงชราที่หน้าซีดเผือดอย่างดุร้าย แล้วก็หันหลังกลับเข้าห้องตัวเองไป
ย่าเฉินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นานสองนานก็ยังตั้งสติไม่ได้
หลังจากเฉินเฉียงเลิกงานกลับมาบ้าน ก็รู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านมันแปลกๆ ตอนนี้หญิงชรานั่งดูละครโทรทัศน์อยู่บนโซฟาอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง หลิวกุ้ยหลานกำลังทำอาหารอยู่ในครัว เด็กสองคนไม่ได้อยู่บ้าน ทุกอย่างดูเหมือนจะปกติ แต่เฉินเฉียงก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เฉินเฉียงวางกระเป๋าเอกสารลงแล้วก็เดินเข้าไปในครัว ถามหลิวกุ้ยหลานว่าเื่ราวเป็อย่างไรบ้าง
หลิวกุ้ยหลานเติมน้ำเย็นลงในหม้อเล็กน้อยแล้วจึงหันมา “ถ้าไม่มีเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวน เสียวเสวี่ยไม่มีทางให้เืเหยาเหยาแน่”
เฉินเฉียงขมวดคิ้วเล็กน้อย “งั้นก็ฉลองปีใหม่ไปก่อนแล้วกัน ฉันจะให้เพื่อนลองหาดูจากที่อื่นว่ามีเืที่เหมาะกับเหยาเหยาไหม ถ้าไม่ได้จริงๆ เราค่อยไปหาลูกสาวคนโตของเธออีกที”
การหาเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนนั้นค่อนข้างลำบากสำหรับครอบครัวนี้จริงๆ เฉินเฉียงไปสอบถามที่โรงพยาบาลมาแล้ว ค่าผ่าตัดและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในโรงพยาบาลของเฉินเหยาเหยาก็ปาเข้าไปเจ็ดแปดร้อยหยวนแล้ว ถ้าใช้เืที่โรงพยาบาลจัดหาก็แค่ไม่กี่ร้อยหยวน แต่การใช้เืของลูกสาวคนโตของหลิวกุ้ยหลานกลับต้องใช้เงินถึงหนึ่งพันห้าร้อยหยวน มันแพงเกินไปจริงๆ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะลองขอให้เพื่อนและญาติที่ทำงานในโรงพยาบาลช่วยหาทางดูก่อน
หลิวกุ้ยหลานไปหมู่บ้านต้าเหอมาหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวน พวกเขาก็จะไม่ให้เื ถ้ารู้แบบนี้แต่แรก เธอก็น่าจะขอให้เพื่อนช่วยหาทางอื่นดูแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะคิดเื่ง่ายเกินไป คิดว่าจะหลอกเด็กบ้านนอกคนนั้นมาได้โดยไม่ต้องเสียเงินมาก เืก็จะได้มาใช้แล้ว
หลิวกุ้ยหลานก็เห็นด้วยว่าควรจะลองให้เพื่อนของเฉินเฉียงช่วยหาแหล่งเืดูก่อน แต่เธอก็ย้ำกับเฉินเฉียงหลายครั้งว่าอาการป่วยของเหยาเหยาจะรอช้าไม่ได้อีกแล้ว ถ้าหลังปีใหม่ยังหาแหล่งเืไม่ได้ ก็ต้องให้เงินหลินกั๋วผิงหนึ่งพันห้าร้อยหยวน แล้วให้เสี่ยวเสวี่ยบริจาคเืให้เหยาเหยา
เฉินเฉียงกัดฟันรับปาก
ตอนกินข้าว หญิงชราเอาแต่นั่งซึมเศร้า เฉินฮ่าวและเฉินเหยาเหยาก็อารมณ์ไม่ดี เฉินเฉียงรู้ได้ทันทีว่าต้องมีเื่เกิดขึ้นแน่ๆ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้สอบถามให้รู้เื่ เฉินเหยาเหยาก็มองตาเขาอย่างระมัดระวังแล้วพูดว่า “พ่อคะ คุณย่าด่าแม่ค่ะ คุณย่าไม่ดี หนูไม่ชอบคุณย่าแล้ว”
ย่าเฉิน “…”
เฉินเฉียงกระแอมเบาๆ แล้วพูดกับลูกสาวด้วยสีหน้าจริงจัง “เหยาเหยา ต่อไปห้ามพูดว่าคุณย่าไม่ดี ไม่ชอบคุณย่าแบบนี้อีกนะ ไม่งั้นพ่อจะโกรธจริงๆ นะ”
“แต่คุณย่าด่าแม่นี่คะ!” เฉินเหยาเหยาพูดด้วยสีหน้าเ็ป น้ำตาแทบจะไหลทะลักออกมาจากเบ้าตาในทันที
มองดูลูกสาวตัวน้อยที่น่าสงสาร เฉินเฉียงก็ไม่สามารถโกรธได้ลงจริงๆ ทำได้เพียงพูดปลอบโยนลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เหยาเหยาเป็เด็กดีนะ ถ้าลูกพูดว่าไม่ชอบคุณย่าก็จะไม่ใช่เด็กดีแล้ว พ่อรู้ว่าเหยาเหยาของเราเชื่อฟังที่สุด รู้ความที่สุด รีบขอโทษคุณย่าเร็ว บอกว่าลูกผิดไปแล้ว”
“คุณย่าคะ เหยาเหยาผิดไปแล้วค่ะ เหยาเหยาไม่ควรพูดว่าไม่ชอบคุณย่า คุณย่าอย่าโกรธเหยาเหยาเลยนะคะ นะคะ?” แม้ว่าเฉินเหยาเหยาจะขอโทษอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เธอก็ยังคงขอโทษอย่างว่าง่าย
ย่าเฉินอยากจะอาละวาด แต่เมื่อเห็นว่าลูกชายให้ความสำคัญกับเด็กหญิงคนนี้มากขนาดนี้ อีกทั้งยังนึกถึงการกระทำของหลิวกุ้ยหลานก่อนหน้านี้ เธอจึงทำได้เพียงอดกลั้นความโกรธนี้ไว้
หลิวกุ้ยหลานใช้ตะเกียบคีบเนื้อชิ้นใหญ่ใส่ในชามของหญิงชรา ทำหน้าประจบประแจง “แม่คะ อย่าโกรธเหยาเหยาเลยนะคะ แล้วก็อย่าโกรธหนูเลย แม่ตำหนิหนูถูกแล้วค่ะ หนูมันไม่ได้เื่ หนูไม่ดีเอง ต่อไปคงต้องขอให้แม่ช่วยสั่งสอนหนูให้มากขึ้นแล้วค่ะ”
หลิวกุ้ยหลานจงใจแสดงความเอาอกเอาใจและเข้าใจความต่อหน้าเฉินเฉียงเพื่อให้หญิงชราพูดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงเก็บความโกรธไว้ในใจ ดีที่สุดคือให้อีแก่สารเลวคนนี้โกรธจนตายไปเลยยิ่งดี
หลิวกุ้ยหลานไม่เปิดโอกาสให้หญิงชราได้ฟ้องลูกชายของเธอเลยแม้แต่น้อย หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว เด็กทั้งสองคนก็ดูโทรทัศน์ หญิงชราก็ดูด้วย หลิวกุ้ยหลานเก็บกวาดในครัวเสร็จก็ดึงเฉินเฉียงเข้าไปในห้อง แล้วก็เล่าเื่ที่ทะเลาะกับหญิงชราให้ฟัง แต่แน่นอนว่าเธอไม่ได้เล่าว่าตัวเองกระชากคอเสื้อหญิงชราแล้วด่าว่าอีแก่สารเลว รวมถึงคำขู่ที่รุนแรงเ่าั้ด้วย
สำหรับเื่ความขัดแย้งระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ เฉินเฉียงปวดหัวมาก “กุ้ยหลาน แม่ฉันแก่แล้วก็อาจจะเลอะเลือนไปบ้าง เธออย่าไปถือสาหาความกับท่านเลย ฉันรู้ว่าเธอเป็ลูกสะใภ้ที่ดี ดีกว่าพวกพี่สะใภ้ของฉันเสียอีก ไม่อย่างนั้นแม่ฉันคงจะผลัดกันไปอยู่บ้านลูกชายคนอื่นๆ แล้วล่ะ ก็เป็เพราะพวกพี่สะใภ้ของฉันนั่นแหละที่อยู่ร่วมกับแม่ฉันไม่ได้ แม่ฉันอายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว จะอยู่ได้อีกกี่ปีกันเชียว เธอก็อดทนหน่อยนะ วันข้างหน้าของเรายังอีกยาวไกล ต่อไปฉันจะดูแลเธอให้ดีขึ้นเป็สองเท่าเลย”
แม้ว่าในใจหลิวกุ้ยหลานจะดูถูกคำปลอบโยนที่อ่อนหวานของเฉินเฉียง แต่สีหน้าของเธอก็ยังคงแสดงออกว่า ‘ฉันเข้าใจแล้วค่ะ’
โดยไม่รู้ตัว เสื้อผ้าบนตัวของคนทั้งสองก็เหลือน้อยลงทุกที เสียงโทรทัศน์ข้างนอกดังมาก จึงกลบเสียงหอบกระเส่าและใบหน้าที่แดงก่ำไปได้
พริบตาเดียวก็ถึงวันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ
อีกไม่กี่วันก็จะถึงปีใหม่แล้ว ทุกบ้านก็เริ่มยุ่งกับการเตรียมงานปีใหม่
ั้แ่ความเป็อยู่ดีขึ้นเล็กน้อย ทุกปีในวันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสอง ญาติสนิทตระกูลหลินที่ยังไม่พ้น่ไว้ทุกข์ ก็จะร่วมหุ้นกันล้มหมูอ้วนตัวใหญ่หนึ่งตัว ปีนี้ก็ไม่แตกต่าง
หลินกั๋วจวิน ญาติผู้พี่ของหลินกั๋วผิง เป็คนฆ่าหมูที่มีชื่อเสียงในละแวกนั้น หลายบ้านมักจะมาขอให้เขาช่วยฆ่าหมู ซึ่งเขาก็จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนบ้าง ดังนั้นตลอดทั้งปีบ้านของหลินกั๋วจวินจึงไม่เคยขาดเนื้อหมูกิน
หลินกั๋วจวินรับผิดชอบซื้อหมูอ้วนหนึ่งตัว แล้วก็ฆ่าที่บ้านของเขา ญาติๆ ตระกูลหลินที่ยังไม่พ้นการไว้ทุกข์ญาติในวงตระกูลเหล่านี้ก็จะไปซื้อเนื้อที่บ้านของเขา ใช้ต้มเครื่องในหมูหม้อใหญ่ ทุกคนก็จะได้กินคนละชาม ไม่ใช่ว่าใครจะได้กินกันง่ายๆ สงวนสิทธิ์เฉพาะคนที่มาช่วยหลินกั๋วจวินจัดการเื่หมูเท่านั้น
เนื่องจากหลินกั๋วผิงทำงานคล่องแคล่วและสะอาดสะอ้าน ดังนั้นหลินกั๋วจวินจึงมักจะให้เขาไปช่วยงานที่บ้านเสมอ ทำให้ทิงเสวี่ยได้ตามไปเล่นที่บ้านหลินกั๋วจวินด้วย แล้วก็ได้กินของอร่อยๆ
เมื่อก่อนทิงเสวี่ยชอบไปกินเนื้อที่บ้านหลินกั๋วจวินมาก แต่ตอนนี้เธอไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนเดิมแล้ว
เธอไม่ใช่เด็กผู้หญิงที่ชอบกินเนื้ออีกต่อไปแล้ว กลับกัน เธอกลับชอบกินมังสวิรัติ แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าจะไม่แตะต้องเนื้อสัตว์เลย แต่เป็การกินแบบผสมผสานระหว่างเนื้อสัตว์กับผัก แต่เน้นผักเป็หลัก
จู่ๆ เธอก็ชอบกินมังสวิรัติขึ้นมา ยังคงเป็อิทธิพลจากชาติที่แล้ว
ชาติที่แล้ว หลังจากที่เธอหนีรอดจากเงื้อมมือปีศาจ และระหกระเหินอยู่หลายครั้ง ก็ได้รับการอุปการะจากสองสามีภรรยาสูงอายุใจดี พวกเขาทั้งสองเป็คนกินมังสวิรัติซะส่วนใหญ่ แม้ว่าจะขายซาลาเปาไส้หมู แต่พวกเขาก็กินซาลาเปาไส้หมูน้อยมาก ปกติอาหารสามมื้อหลักๆ จะเป็อาหารมังสวิรัติ ดังนั้นทั้งสองจึงมีสุขภาพแข็งแรงกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันมาก ไม่มีปัญหาเื่โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเืสูง น้ำตาลในเืสูง และทั้งคู่ก็อายุยืนถึงแปดสิบปี สิ้นอายุขัยอย่างสงบ
ทิงเสวี่ยอาศัยอยู่กับคนทั้งสองมานานกว่าสิบปี ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับการกินมังสวิรัติเป็หลัก