โม่จ้านมิได้กำลังเหม่อลอย เพียงแต่กำลังใคร่ครวญ
ตนสังเกตเห็นการแกะสลักลายนูนตรงมุมเล็กๆ บริเวณปลายด้ามขวาน มักรู้สึกราวกับว่าเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน แต่กลับนึกมิออก อีกทั้งดูคล้ายว่าตนยังจะเคยเห็นขวานรูปแบบเดียวกันนี้…
“…อา อืม ได้”
ขาทั้งสองข้างของโม่จ้านย่อลงเล็กน้อย มือทั้งสองจับด้ามขวาน กัดฟันเบิกตา รวบรวมเรี่ยวแรงยกขึ้นด้านบน
“…ฮึบ อึก อา…!!”
จะว่ายกขึ้นก็ยกขึ้น เพียงแต่เมื่อเห็นรูจมูกของโม่จ้านเปิดกว้างเสียจนลูกตาแทบจะหลุดออกจากเบ้ากระนั้นกลับยังด้อยกว่าลาถีเท่อมากโข โม่จ้านยกขวานใหญ่ขึ้นฝืนก้าวเท้าเดินไม่กี่ก้าว หลังจากพยายามอยู่หนึ่งอึดใจพลันปล่อยมือออก แยกเขี้ยวยิงฟันพลางนวดท่อนแขนที่ถูกดึงเสียจนแทบจะหลุดออกจากเบ้า
“…สหายของหัวหน้ากิลด์ซีนั่วคงเป็นเผ่าสัตว์กลายร่างเช่นกันกระมัง? มิเช่นนั้นข้านึกมิออกจริงๆ ว่าผู้ใดจะสามารถใช้เจ้าของสิ่งนี้ได้…”
“ฮ่าๆๆๆ…ถูกต้อง และมีเพียงคุณสมบัติทางร่างกายเช่นเผ่าสัตว์กลายร่างเท่านั้นที่สามารถใช้มันได้”
ซีนั่วคลี่ยิ้มพยักหน้า สั่งให้พนักงานเผ่ากวางลากขวานใหญ่เข้าไปในห้อง โม่จ้านแสร้งทำเป็นจัดระเบียบอาภรณ์พลางใคร่ครวญคำกล่าวเมื่อครู่ของมังกรกึ่งมนุษย์
อีกฝ่ายกล่าวว่า 'คุณสมบัติทางกายเช่นเผ่าสัตว์กลายร่าง' หรือจะบอกว่ามิจำเป็นต้องเป็นเผ่าสัตว์กลายร่าง เพียงแต่ยังมีเผ่าอื่นที่ร่างกายใหญ่โตเช่นนี้อีกหรือ?
“…โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าเป็นอันใดไป? ท่าทางคล้ายกำลังคิดสิ่งใดตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว”
กระทั่งคนทั้งสี่เดินออกมาจากร้านอาวุธ โม่จ้านยังคงอยู่ในสภาพกุมปลายคางใคร่ครวญอย่างนิ่งขรึม เจียนั่วค่อนข้างประหลาดใจพลางตบบ่าของโม่จ้าน
“อา…ข้าเพียงกำลังคิดว่านอกจากเผ่าสัตว์กลายร่าง ยังมีเผ่าอื่นที่สามารถกวัดแกว่งขวานที่หนักถึงเพียงนั้นได้อีกหรือ?”
โม่จ้านเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย คนทั้งสามต่างมีความรู้กว้างขวางกว่าตน คงจะสามารถให้เบาะแสอื่น
“เหอะ ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน” ลาถีเท่อใคร่ครวญก่อนจะส่ายหน้าออกมา
“ข้าพอจะมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง คล้ายกับเคยอ่านจากตำราเล่มใดมาก่อน…ไม่ไหว นึกมิออก” เก๋อจือกุมหัวพลางกระทืบเท้า
“ข้ากลับเคยเห็นมาบ้าง เพียงแต่มิค่อยมั่นใจนัก”
เจียนั่วลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเม้มปากอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ
“…ไม่รู้ว่าโม่เจ๋อเอ่อร์เคยได้ยินเรื่องเผ่าปีศาจยักษ์หรือไม่?”
“อ่า! คือเผ่านี้ๆ! สิ่งที่เขียนไว้บนตำราก็คือเผ่านี้!”
ไม่รอให้โม่จ้านเอ่ยสิ่งใดพลันถูกเก๋อจือที่กระโดดโลดเต้นขึ้นกะทันหันตีท่อนแขน เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตของความเชี่ยวชาญ เด็กหนุ่มผมแดงย่อมต้องแยกเขี้ยวยิงฟันเพื่อโอ้อวดสักหน่อย
“เผ่าปีศาจยักษ์คือหนึ่งในเผ่าแยกย่อยของเผ่าปีศาจ รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ถึงขั้นสามารถเทียบได้กับเผ่าสัตว์กลายร่างตัวใหญ่ โดยเฉลี่ยแล้วพวกมันมีสติปัญญาไม่สูงนัก หากแต่ความสามารถด้านการป้องกันและการต่อต้านพลังเวทล้วนแต่สูงมาก พละกำลังก็สูงมากเสียจนสามารถมองเห็น หากเป็นพวกมัน จะใช้ขวานด้ามนั้นก็มิเป็นปัญหาอันใด”
“…ใช้ขวาน? ทั้งๆ ที่เป็นเผ่าปีศาจแต่กลับไม่ใช้พลังเวทงั้นหรือ?”
สีหน้าของโม่จ้านฉายแววแปลกใจอยู่บ้าง สายตากลับฉายแววไม่แน่ใจ ในสายตาของเจียนั่วกับเก๋อจือ นี่คือการแสดงออกถึง 'ความสนใจใคร่รู้อย่างยิ่ง' ของหัวหน้ากลุ่ม คนทั้งสองคลี่ยิ้มสบตากันก่อนจะเริ่มอธิบายทีละคน
“ถึงแม้พวกเขาจะคิดว่าเป็นเช่นนั้น แต่ทว่ามิใช่ว่าเผ่าปีศาจทุกตนจะรู้วิชาเวทไปเสียหมด”
เก๋อจือเงยหน้าขึ้น จากนั้นวาดรูปทรงเขาบนศีรษะ
“ปีศาจยักษ์คือปีศาจที่อาศัยร่างกายมิได้อาศัยพลังเวทที่พบเห็นได้น้อย กระนั้นมิใช่ว่าพวกมันไม่อยาก เพียงแต่พลังเวทของพวกมันอ่อนแอยิ่งนัก”
“เขาของเผ่าปีศาจมีความสำคัญต่อเผ่าปีศาจอย่างมาก เพราะนั่นเป็นแหล่งที่มาของพลังเวทของพวกเขา เรื่องนี้เจ้าคงจะรู้กระมัง?”
เมื่อเห็นสายตาฉายแววเข้าใจแต่คล้ายไม่เข้าใจของโม่จ้าน เจียนั่วเอ่ยต่อบทสนทนา
“เขาของเผ่าปีศาจยักษ์เกิดมาก็มีขนาดเล็กนัก นี่แสดงให้เห็นว่าความบริสุทธิ์ทางสายเลือดเผ่าปีศาจของพวกเขามีไม่มากนัก พลังเวทย่อมต้องลดน้อยลงอย่างมากเช่นกัน ไม่เพียงพอให้นำมาต่อสู้แต่อย่างใด”
“ที่แท้มีเรื่องเช่นนี้ด้วย…ได้ความรู้ใหม่เสียแล้ว”
โม่จ้านทำท่าทางเข้าใจอย่างฉับพลันพลางพยักหน้า ทว่าฝีเท้ากลับหันไปอีกด้าน เริ่มสาวเท้ากลับไปยังทางเดิม
“…โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าจะไปที่ใด?” พวกเขาทั้งสามชะงักฝีเท้า มองไปทางโม่จ้านที่เปลี่ยนการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
“ขอโทษด้วย จู่ๆ ข้าก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องที่ลืมคุยกับหัวหน้ากิลด์สาขาย่อยซีนั่ว พวกเจ้ารอข้าสักประเดี๋ยว” โม่จ้านโบกมือด้วยสีหน้ารู้สึกผิด สาวเท้าก้าวยาววิ่งกลับไปยังร้านอาวุธ
เมื่อยืนอยู่หน้าประตูร้านอาวุธ โม่จ้านกุมหัวใจที่เต้นระส่ำ พยายามทำให้ตนสงบสติอารมณ์ลง
ในที่สุดตนก็นึกออกแล้วว่าเคยเห็นสัญลักษณ์คุ้นตานั่นที่ใด — บนคทาของสองพี่น้องปีศาจแฝงฝันก็แกะสลักลายนูนเป็นเครื่องหมายเช่นนี้เช่นเดียวกัน! หรือจะเอ่ยว่าเป็นไปได้สูงที่จะเป็นสัญลักษณ์ลับที่ตกลงกันโดยผู้ใต้บังคับบัญชาที่เหลือรอดของอดีตราชาปีศาจเพื่อใช้รวบรวมกองกำลังที่แตกซ่าน ในเมื่อผู้อื่นล่วงรู้ถึงสัญลักษณ์นี้ ขอเพียงซักถามไม่กี่ประโยค เมื่อพบว่าคำตอบไม่สอดคล้องกันก็สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นคนฝ่ายตนเองหรือไม่
คำตอบของเจียนั่วกับเก๋อจือได้ชี้แนะตน อีกทั้งยังทำให้คำวินิจฉัยของตนหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม ยามตนออกจากเมืองเป้ยเท่อได้พบกับเจ้าตัวใหญ่เจี๋ยหลัวที่ตำบลเล็ก บนศีรษะพันไว้ด้วยผ้าผืนเก่าให้ความรู้สึกย้อนแย้งเช่นนั้นก็เพื่อปกปิดเขา ตรงกับลักษณะของเผ่าปีศาจยักษ์ทั้งสิ้น
หรือจะกล่าวว่าเจี๋ยหลัวผู้นี้ก็คือหนึ่งในสี่หัวหน้ากองพลของอดีตราชาปีศาจ ครั้งแรกที่ตนได้พบกับอีกฝ่าย ขวานที่อีกฝ่ายแบกไว้บนหลังเป็นเพียงอาวุธที่ใช้ชั่วคราว อาวุธที่แท้จริงก็คือขวานยักษ์ที่หนักเกินกว่าปกติเล่มนี้
ถึงแม้ซีนั่วอธิบายว่าเจี๋ยหลัวคือ 'สหายผู้หนึ่ง' อย่างคร่าวๆ ทว่าเจี๋ยหลัวกล้านำอาวุธที่สำคัญที่สุดเล่มนั้นมาซ่อมแซมที่นี่ นั่นหมายความว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ธรรมดา ผนวกกับท่าทางทำตัวตามสบายระหว่างอามู่กับซีนั่ว สามารถตัดสินได้ว่าตำแหน่งของซีนั่วจะต้องไม่ต่ำอย่างแน่นอน ถึงขั้นที่ว่าอาจเป็นหนึ่งในหัวหน้ากองพลทั้งสี่
นอกจากนั้นผู้นำกองพลทั้งสามของอดีตราชาปีศาจต่างมารวมตัวกันที่นี่ กล่าวได้เพียงแค่ว่าร้านอาวุธเล็กๆ แห่งนี้ไม่ธรรมดา เป็นไปได้มากว่าจะเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันของกองทัพราชาปีศาจ
ข้อมูลที่ได้รับระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน มิใช่เรื่องง่ายกว่าความคิดของโม่จ้านจะเข้าร่องเข้ารอยตามหลักเหตุผลและยกมือขึ้นเคาะประตูร้านอาวุธ
“เคาะประตูด้วยเหตุใดกัน ในร้านมีคนอยู่— เฮ้ย ผู้ใดลงกลอนประตู?”
เจ้าของร้านเดินออกมาจากด้านใน เมื่อพบว่าเป็นโม่จ้านพลันเผยสีหน้ามิน่ามองทันใด
“…พวกเจ้ายังอยากซื้อสิ่งใดอีก? หากยังต่อราคาโหดเช่นนั้น ข้าคงไม่ขายแล้ว”
“ฮ่าๆ ไม่เกี่ยวกับท่านเจ้าของร้านแต่อย่างใด ข้ามาหาหัวหน้ากิลด์ซีนั่ว”
โม่จ้านหัวเราะและชี้ไปทางด้านในห้อง มังกรกึ่งมนุษย์ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกจึงเลิกม่านชะโงกหน้าออกมา
“…ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์มาหาข้า?”
โม่จ้านพยักหน้า หยิบพู่กันขนนกด้านข้างขึ้นมาก่อนวาดลงบนกระดาษลงนาม
ซีนั่วที่งุนงงเดินมายังข้างกายโม่จ้านก่อนตั้งใจมองอย่างละเอียด สีหน้าของมังกรกึ่งมนุษย์ยังคงรักษาความสุขุมเช่นเมื่อก่อน ทว่าความเปลี่ยนแปลงของขนาดรูม่านตามิอาจรอดพ้นสายตาของโม่จ้าน —- สายตาของอีกฝ่ายเปลี่ยนจากฉงนเป็นตกใจ ตามด้วยมิอาจปกปิดความตื่นตระหนก นัยน์ตาแนวตั้งมิต่างกับลูกพุทราจีนหดเล็กกลายเป็นหนึ่งขีดแคบอย่างคาดมิถึง
“โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้า—”
“…สองพี่น้องชายหญิงคู่หนึ่งที่ข้ารู้จักมีสัญลักษณ์เช่นนี้ เจ้าคงจะเป็นสหายกับพวกเขากระมัง”
ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการซักถามตน โม่จ้านจึงชิงลงมือก่อนได้เปรียบ เพราะด้านนอกยังมีคนสามคนกำลังรอเขาอยู่
“ยามนี้มิใช่เวลาจะพูดคุยกัน พวกเราคุยกันอย่างละเอียดยามดึก”
ซีนั่วลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า จากนั้นล้วงหยิบแผนที่ออกมาก่อนชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่ง