อรัญคาดไม่ถึงว่าเรื่องมันจะลามใหญ่โตเพียงนี้ นึกไม่ถึงว่าปิยนันท์จะบ้าระห่ำห่วงคู่หมั้นจนขนาดต้องเข้าไปช่วยด้วยตัวเอง ถึงตอนนี้ก็สายเสียแล้ว หล่อนตกเป็นตัวประกันให้พวกมันนำมาต่อรองได้สมน้ำหน้าเจ้าศักดิ์ที่ต้องนั่งหมอบกราบตีนเจ้านั่น ช่างก่อเรื่องดีนักนิววิ่งตัวสั่นเข้าไปเอาเงินในบาร์ออกมานับจ่ายด้วยความห่วงพี่สาว หล่อนโกรธลูกน้องทุกคนรวมทั้งอรัญด้วยที่ไม่ได้ดังใจ กลัวเป็นหมาหงอ ถ้าผ่านวันนี้เห็นจะต้องไล่ออกให้หมดทั้งยวงเลย พาลนึกด่าไปถึงตำรวจทั้งโรงพัก ที่ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเวลาต้องการความช่วยเหลืออย่างนี้ ทีเวลาเบ่งกินฟรีล่ะมาให้เห็นจนเบื่อหน้า“เร็วเข้า ชักช้า…เดี๊ยะ…”นิว ยื่นแบงค์ที่นับได้ส่งให้ แต่เพราะความกลัวและตกใจเสียงตวาด มือสั่นทำให้หลุดมือตกลงกับพื้น“เดี๋ยว ผู้จัดการผมส่งให้เอง”นุกูลดึงแขนให้นิวถอยออกมา พร้อมกับก้มลงไปหยิบปึกเงินส่งให้ช้า ๆเจ้านั่นเผลอยื่นมือที่ถือมีดออกมารับ ทำให้โอกาสเปิดโล่งอย่างไม่น่าเชื่ออรัญซึ่งรอโอกาสอยู่แล้ว พยักหน้าให้แว่บเดียวที่สบตากับปิยนันท์ หญิงสาวก้มศรีษะหลบเมื่อเหลือบเห็นก้อนหินในมือเขา“โอ๊ย….”ผั๊วะเดียว มันสะบัดหน้าเริ่ดปล่อยตัวประกัน ธรากรถลันดึงปิยนันท์ออกห่าง การประสานงานเป็นไปอย่างไม่ได้นัดหมายอรัญพุ่งตัวเข้าคว้าหมับบิดมือมันจนมีดหลุด เข้าล๊อคคอด้านหลัง ซึ่งเป็นการคำนวณผิด ศอกหลังของมันทำเอาเขาจุกแอ๊กปล่อยมันเป็นอิสระอีกครั้ง จากนั้นหันมาถีบเต็มตีน อรัญเซถอยชนกระถางต้นไม้หน้าบาร์ ล้มระเนระนาดสิงห์มอเตอร์ไซค์ทีรอดูอยู่ห่าง ๆ วิ่งพรูเข้ามาใหม่“เอาแม่ง….”นิวเห็น อรัญถูกล้อมหลังติดหน้ารถเบนซ์ของธนากร หล่อนยิ้มสะใจ สั่งไม่ให้ใครเข้าไปช่วย ทีขอให้ช่วยทำเป็นเฉยดีนักนุกูลถลันจะเข้าช่วย ถูกหล่อนตบหน้าสะบัด“โห…แม่งตั้งหกคน ผู้จัดการพวกมันตั้งหกคนนะ” นุกูลร้องยกมือลูบหน้าม่อย“ช่าง….ปล่อยให้เจอซะบ้าง ทีคุณธนากรโดนรุม เขายังเฉยเลย”ไม่พูดเปล่าไล่ต้อนสั่งทุกคนไม่เว้นแม้แต่พี่สาวกับธนากรให้ออกห่างอรัญหันไปมองปิยนันท์ในอ้อมแขนของธนากรแว่บหนึ่ง เพียงเสียสมาธิ หนึ่งในหกก็ถลันเข้าด้วยลูกถีบ เบี่ยงตัวหลบนิดเดียวมันก็โครมลงกันชน รถสั่นสะเทือนทั้งคันธราธรกับเจ้าศักดิ์ร้องลั่น เมื่อรู้ว่าอะไรจะเกิดกับรถ ถ้ายังมีการนัวเนียวนอยู่ใกล้เช่นนั้นอรัญปักศอกสวนคืนมันหน้าหงายไป ถีบแถมให้มันเซหาพวกเดียวกันยังไม่ทันตั้งตัว ก็รุมเข้ามาอีกสามตีนจนปัญญารับจริง ๆ หลบได้หนึ่ง เจอเข้าสองตีนเต็มๆ แทบแบนติดหม้อน้ำรถนึกถึงคำพูดของนิวแล้วน้ำโหมันพุ่งกระฉูด ฮึดเดินหน้าทั้งที่ยังจุก ช้อนขาเจ้าคนหนึ่ง ด้วยการเตะโครมเข้าพับหลัง มันร้องจ๊ากล้มตึงนุกูลเห็นไม่เข้าท่า โยนขาเก้าอี้มาให้ แต่ยังไม่ทันรับก็ถูกถีบเซถอยติดหน้ารถอีก ขาเก้าอี้ที่นุกูลโยนมาให้ด้วยหวังดี กลายเป็นเครื่องมือพวกมันไปอย่างช่วยไม่ได้ขาเก้าอี้ถูกหวดโครมเป้าหมายคือใบหน้าเขา มันพลาดถูกกระโปรงหน้ารถบุบยุบไป แต่ผู้ที่เจ็บปวดแทนเห็นจะเป็นธรากร เพราะต้องจ่ายค่าซ่อมไปเยอะแน่นอนคว้าแขนมันได้ จับกระแทกกับเข่า เจ้านั่นร้องจ๊ากปล่อยอาวุธในมือ อรัญคว้าได้ฟาดเสยหน้ามันหงายหลังตึง การต่อสู้เป็นไปอย่างต่อเนื่องหลบได้บ้างไม่ได้บ้าง อรัญเหนื่อยหอบแทบหายใจไม่ออกสามรายลงไปนอนวัดกับพื้นเรียบร้อยด้วยฤทธิ์ขาเก้าอี้เหล็กในมือ อีกสามยังกระเหี้ยนกระหือไม่เลิกการพักคุมเชิงทำให้หายเหนื่อยไปได้ แต่ยังไม่ทันหายใจได้ทั่วท้อง เจ้าฟันหลอซ้ายมือก็ตวัดเท้าเตะสูงหมายก้านคอ หวดขาเก้าอี้เข้ารับเต็มเหนี่ยวเช่นกัน จนหลุดกระเด็นจากมือ เจ้านั่นร้องเป็นวัวถูกเชือด นั่งกุมหน้าแข้งดิ้นเร่า ๆอรัญเป็นฝ่ายบุกออกไปบ้าง สองรายถอยกรูด เมื่อเห็นพวกล้มไปจากกันไปดื้อ ๆแหย่เท้าซ้ายหมายต้นขา พอมันตั้งแขนรับก็ตวัดผัวะขึ้นด้านบนเข้าทัดมาลา ไม่แรงนักแต่ก็มีผลให้มันถลา ชนกันเอง ไม่ปล่อยโอกาสทอง ตวัดหลังยันโครมด้วยลีลาที่เขาชอบนักชอบหนา เข้าหน้าท้องมันกระเด็นไปนอนแอ้งแม้งทับอีกคนที่นั่งกุมหน้าแข้งอยู่รายสุดท้าย ซึ่งเคยจับปิยนันท์เป็นตัวประกัน มันควักมีดอีกเล่มออกมาโชว์ ไม่ใหญ่โตเหมือนมีดโบวี่ แต่ถ้าเสียบใครก็ตายได้เหมือนกัน หน้าผากมันเลือดอาบดูแล้วน่ากลัว บวกกับใบหน้าเหี้ยมเกรียมของมันแล้วน่าสยองเพิ่มอีกหลายเท่าอาวุธในมือหลุดไปแล้ว อรัญชักขยาดมีดที่คมขาววับนั้น ถอยหลังกรูดเมื่อมันพุ่งแทงแบบหวดซ้ายป่ายขวาอรัญเดินวนรอบคุมเชิง ไม่มีกองเชียร์ ไม่มีเดิมพัน แต่มีชีวิตเป็นเครื่องประกัน ถ้าพลาดสงสัยว่าเขาคงไม่ต้องถึงหมอแน่นอนปิยนันท์ยืนใจหายใจคว่ำ เมื่อเห็นมันตวัดมีดในมือไปมา โดยมีอรัญคอยยักโยกหลบ เธอกลัวว่าเขาจะพลาดและอรัญก็พลาดจริงๆ เธอเห็นเขาตีแขนปัดมือมีดที่ถลำแทงเข้ามานั้น มันไม่ได้แทงจริง มันแค่หลอกเท่านั้น พอแทงจริงอรัญกลับกันไม่ทัน เสื้อขาดเป็นรอยแหกที่หน้าอก เธอหลับตาอย่างหวาดเสียว แต่เมื่อไม่เห็นเลือดก็ถอยหายใจอย่างโล่งอกมันถลำแทงใหม่ อรัญคว้าหมับบิดพรวด แต่แรงไม่แพ้กันทำให้มีดไม่หลุด การต่อสู้แบบประชิดตัวเริ่มขึ้น ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปตามพื้นสิ่งที่ทุกคนเห็นคือ อรัญถูกนั่งคล่อม กดให้อยู่ด้านล่าง มือพยายามดันมีดให้ออกห่างจากใบหน้า เลือดจากหน้าของมันหยดลงบนหน้าเขาจนแดงเถือกไปด้วยกันหญิงสาวแทบไม่หายใจ กับภาพที่หวาดเสียวนั้น หล่อนสลัดจากอ้อมกอดของธรากรคว้ากระถางดอกไม้วิ่งตรงเข้าไปทุ่มโครมจนกระถางแตกกระจายมือมีดผวาลงไปนอนให้กรรมการนับร้อย สิ้นสุดเสียทีการเดิมพันด้วยชีวิตที่เริ่มจากเรื่องเล็กขี้ประติ๋วเดียว ของเจ้าศักดิ์อรัญนอนหายใจพะงาบ ๆ ความรู้สึกในสมองมันปั่นป่วนรุนแรง ปวดหนึบ เลือดกำเดาเริ่มไหลเป็นทางยาว“นี่…เรา..เป็นอะไร..ทำไมปวดหัวอย่างนี้ โอย….โอ๊ย..”อรัญกลิ้งไปมาเมื่อศรีษะปวดแทบแตกเป็นเสี่ยง นุกูลวิ่งเข้ามาประคองให้นั่ง“เป็นไงบ้างพี่?”อรัญส่ายหน้าพูดไม่ออก ได้แต่ดิ้นอย่างรุนแรงจนบ๋อยหลายคนต้องเข้ามาช่วยจับตัวไว้“อา..ทำไมมันปวดทรมานอย่างนี้…”ร้องลั่นได้เพียงแค่นั้นก่อนจะหมดสติไป ปิยนันท์สั่งให้พนักงานช่วยหันหามร่างเขาส่งขึ้นรถ ก่อนพาไปโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด“ทำไมพี่รีบลาออกนักล่ะ ทำงานไม่ถึงสิบวันเลย ลาออกจากงานยังพอทำเนา นี่ยังย้ายออกไปด้วย แล้วพี่จะไปอยู่ไหน?”แม้นุกูลจะถามเหตุผล แต่เขาก็ไม่ได้บอกหลังจากทำงานตอนกลางวัน อรัญจำต้องเดินหาบ้านเช่าหลังใหม่ถึงวันนี้เงินที่มีกลับยิ่งร่อยหรอลงกว่าเดิม เงินเดือนยังไม่ออก เพราะทำงานยังไม่ครบเดือน ช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาล ปิยนันท์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ แต่เขาก็ยังไม่ได้คุยหรือพบหน้าหล่อนอีกเลยนับจากวันนั้น ตอนที่ลาออก ก็เพียงแต่ไปบอกกับนิวน้องสาวของหล่อนเท่านั้นเองเดินเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งก็เมื่อมาอยู่บนกลางสะพานพุทธแล้ว สายลมยามเย็นพัดแรงหอบเอาความหนาวเย็นมาด้วย วันนี้หนาวจริง ๆมองลงไปใต้สะพาน เรือน้อยใหญ่วิ่งลอดผ่านไปมา ทำให้โป๊ะริมฝั่งโยกไหว แล้วแต่ความแรงของเรือที่วิ่งผ่านริมตลิ่งมันมีบันไดให้คนลงอาบ หญิงชายสองสามคนกำลังสะสางเหงื่อไคลด้วยน้ำที่ผู้คนโดยมากรังเกียจว่าสกปรกหลังจากที่เขาปวดศรีษะอย่างรุนแรงในวันนั้น อรัญกลับรู้สึกขอบคุณเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น มันช่วยคืนความทรงจำเก่า ๆ กลับมาให้เขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่หมอยังแนะนะให้เขากลับไปตรวจเช็คบ่อยๆ หากมีอาการผิดปกติอีกความทรงจำสูญหายก็เพราะช่วยปิยนันท์ ความทรงจำกลับคืนมาก็เพราะช่วยหล่อนอีกเช่นเดียวกัน โชคชะตามันช่างตลกสิ้นดีเดินวกกลับมาตามถนนราชินี ผ่านวัดโพธิ์ และมาเตร่อยู่บริเวณสนามหลวงอีกครั้งหนึ่ง“อรัญ….”เจ้าของเสียงตบผั๊วะเข้ากลางหลังมาก่อนคำถามทำให้อรัญสะดุ้งหันขวับ“………”“มาทำอะไรที่นี่”“……….”นึกถึงหล่อน หล่อนก็มา ช่างตายยากจริงแม่คุณ ศุภาลัยมือล้วงกระเป๋ากางเกง ยื่นหน้ามองเขายิ้มๆ หล่อนแต่งหน้าจัดอีกตามเคย หากหล่อนไม่ทักก่อน เขาเองก็อาจจะงงไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าหล่อนเป็นใคร“มาทำอะไรที่นี่?”“มาเที่ยวครับ…”“ไม่เชื่อ…สะพายกระเป๋าใบนี้ แน่นอนเลย ตกงาน”“ครับตกงาน และไม่มีที่จะซุกหัวนอนด้วยตอนนี้ …ว่าจะไปขอพักที่บ้านคุณสุพอดีเลย”“อ้าว..ก็แล้วทำไมไม่ไปล่ะ?”“ไม่น่าถาม ใครจะกล้า….”“อื๋อ…ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็เคยบอกแล้วนี่ อยากมาก็มา บ้านนี้ ห้องนี้ยินดีต้อนรับเสมอ”“งั้นคืนนี้ไม่เกรงใจนะ ถ้าต้องนอนแถวนี้มีหวังหนาวตายก่อน”“งั้นไปกันเลย”อย่างง่าย ๆ ศุภาลัยพาเขาเดินตรงมาที่รถซึ่งจอดรออยู่ริมถนนห้องที่เขาเคยนอน ศุภาลัยปรับแต่งให้ดีขึ้น ไม่ปล่อยว่างเปล่าเหมือนแต่ก่อนหล่อนบอกว่า เขาอาจจะแวะมาพัก จึงเตรียมห้องไว้ให้“ฉันเดาแม่นมั๊ย…”“เดาแม่นอย่างนี้ผมชอบ แต่ช่วยเดาต่อหน่อยเถอะว่าตอนนี้ผมต้องการอะไร”“ทะลึ่ง….เดี๊ยะ”ศุภาลัยค้อนจะขว้างด้วยหวีในมือ ก่อนจะเดินกลับขึ้นชั้นบนไป“ทะลึ่งตรงไหน…”อรัญเกาหัวตัวเอง ตอนนี้เขากำลังหิวต่างหาก หิวข้าวนี่มันเป็นความทะลึ่งด้วยรึศุภาลัย บอกว่าระยะที่เขาไม่อยู่ หล่อนไปเที่ยวต่างจังหวัด ถ้าหากเขามาหาหล่อนก็คงไม่เจออรัญไม่ต้องนอนหนาวกลางสนามหลวงอีก ด้วยการสงเคราะห์ของศุภาลัย หล่อนอนุญาตให้เขาอยู่จนครบเดือน เมื่ออรัญขอศุภาลัยในความรู้สึกของเขาบางครั้งหล่อนเป็นคนที่งอนง่าย เหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ แต่บางครั้งก็ดูเครียดจนเขาไม่กล้าตอแยด้วย โดยเฉพาะเวลาที่หล่อนรับโทรศัพท์หล่อนจะบ่นอุบอยู่คนเดียวไม่ยอมให้เข้าไปใกล้ และมีอีกหลายอย่างที่เขาไม่ค่อยจะเข้าใจนัก ดูหล่อนมีหลายบุคลิกที่ขัดแย้งในตัวเองแต่อาจจะด้วยเหตุผลกลใดเขาไม่อาจทราบได้ เขาไม่เคยได้เห็นใบหน้าจริงๆ ภายในเครื่องสำอางค์ที่หล่อนตั้งใจพอกเพื่อปกปิดใบหน้าที่แท้จริงของหล่อนเลย“ไปได้ยัง? คุณเจ้านาย”“เรียกอยู่ได้ คุณเจ้านาย ชื่อฉันก็มีไม่เรียก ..”ศุภาลัย โยนกระเป๋าใส่หน้าเขาพร้อมกับบ่น ก่อนจะเข้ามานั่งทำหน้าที่เป็นคนขับ“ก็ชื่อเรียกสั้นจิ๊ดอย่างนั้นไม่ห็นเพราะเลย คุณสุ….ฟังพิลึก”“บ้า สั้นยังไงก็ชื่อฉัน เรียกให้ถูกก็แล้วกัน ยังกะชื่อนายเพราะนักนี่ นายแมงรันอึ”อรัญสะดุ้งโหยงเมื่อหญิงสาวเปลี่ยนชื่อ ฉับพลันนั้นเอง ถ้อยคำของหล่อนมันทำให้เขานึกถึงถ้อยคำของหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาเข้าใจว่าหล่อนยังคงอยู่ดีมีสุขบนดินแดนอันไกลโพ้น จันทิมา“มันเป็นการบังเอิญเกินไปหรือเปล่า” อรัญรำพึงกับตัวเองเบาๆ และได้แต่ถอนหายใจ เมื่อนึกถึงจันทิมา คนรักที่อยู่ห่างไกล และจากกันโดยไม่รู้ข่าวคราวมาเกือบสองปีแล้วมีเพียงจันทิมาเท่านั้นที่เคยเรียกเขาด้วยถ้อยคำนี้ เมื่อยามที่หล่อนไม่พอใจเขา“ทำไม..ถอนหายยาวเลย” หล่อนหันมาถาม ขณะค่อยๆ ปล่อยรถออก และเลี้ยวออกจากซอยไป“…………………”“ทำไม มีอะไรก็บอกได้นะ แต่ถ้าไม่อยากบอกก็จะไม่ถาม”“เศร้า….”“ทำไมต้องเศร้า อย่างนายเศร้าเป็นด้วยหรือ”“อ้าว….คุณสุ”“อ้าว…แมงรันอึ มีอะไร เศร้าเรื่องอะไรก็บอกมาสิ เผื่อให้คำปรึกษาได้นะ”“คำว่าแมงรันอึน่ะ”“ทำไม ไม่อยากให้เรียกหรือไง”“มันก็ไม่ได้น่ารังเกียจขนาดนั้นหรอก แต่ที่เศร้า เพราะว่าผมกำลังนึกถึงคนที่เขาเรียกผมเป็นคนแรก”“ใคร….”“คุณอย่าหัวเราะผมนะ”“ทำไมต้องหัวเราะ” หญิงสาวถามยิ้มๆ“เมียผมน่ะ”“นายแต่งงานมีลูกเมียแล้วหรือ” รอยยิ้มหุบและหล่อนเบรครถกระทันหันทำเอา เขาแทบพุ่งหน้าชนกับขอบหน้ารถ“……..ทำไมต้องเบรครถกระทันหันแบบนี้ด้วยล่ะ อย่างนี้ผมก็แย่สิครับ อูย…”แต่ยังไม่ทันที่หล่อนจะกล่าวตอบ เสียงแตรจากรถคนที่ตามมาด้านหลังก็บีบไล่ ศุภาลัยจึงรีบออกรถอีกครั้ง“..แต่งน่ะ ยังไม่เคยแต่ง ลูกก็ยังไม่เคยมี แต่เมียน่ะมีแล้ว” คำตอบของเขาทำให้หญิงสาวเม้มริมฝีปาก และสีหน้าเครียดไป แต่อรัญไม่ได้สังเกตุ เพราะยังมัวแต่จัดตัวเองเข้าที่นั่งใหม่“ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน”“ไม่รู้เหมือนกัน…”“……………..”“จริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าตอนนี้เธออยู่ทีไหน จากกันไปนานแล้ว เกือบสองปีได้แล้วมั๊ง”“หย่ากันหรือ…”“เปล่า ยังไม่ได้แต่งกันด้วยซ้ำไป หรือบางที ผมอาจจะคิดไปฝ่ายเดียวว่าเขาเป็นภรรยาผม แต่เขาอาจจะไม่คิดอย่างผมก็ได้”“ก็แปลกดี ทำไมนายคิดอย่างนั้นล่ะ”“เธออาจจะแค่เหงาใจ แต่ผมก็ไม่อยากจะคิดแบบนั้น เพราะผมเองก็ไม่อยากจะดูถูกน้ำใจเธอ แต่ก็นั่นแหละ เธอกับผม และช่วงเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น”“ทำไมนายไม่รั้งเธอไว้ตอนที่เธอจากไปล่ะ” หญิงสาวเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น เปลี่ยนจากเม้มริมฝีปาก เป็นการซ่อนยิ้มน้อยๆ“ถ้ารั้งได้ ผมก็คงจะทำ แต่ผมไม่มีโอกาสได้รั้งเธอด้วยซ้ำไป มารู้อีกทีก็ตอนที่เธอจากไปไกลแล้ว”“ไปไหน ไกลแค่ไหน”“แคนาดา …ผมคงไม่มีปัญญาหาเงินบินไปตามหาเมียถึงที่โน่นหรอก”“แล้วเธอไม่ติดต่อกลับมาบ้างเลยหรือ”“ไม่…อืม..แต่ก็ครั้งเดียว ที่เธอแจ้งมาว่าเธออยู่ที่แคนาดานั่นแหละ จากนั้นผมก็ไม่ได้ข่าวเธออีกเลย”“ทำไมนายไม่ติดพยายามติดตามล่ะ”“แหม…ถามจัง ผมอายนะ”“พูดความจริงไม่เห็นต้องอาย”“ความจริงก็อยากจะตามไป แต่ผมไม่มีปัญญาเพียงนั้นหรอก ทำงานลูกจ้างเงินเดือนไม่เท่าไหร่เอง ไม่ใช่ลูกกำนันมีเงินเหมือนคุณสุนี่ จะได้ขอเงินพ่อไปตามหาเมียได้”พูดจบก็ต้องร้องเหวออีกครั้งเมื่อหญิงสาวเบรครถกระทันหันอีกครั้ง“นายรู้ได้ไงฉันเป็นลูกกำนัน”“แหะแหะ”“บอกมารู้ได้ไง” หญิงสาวหันมามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแววจริงจัง“ก็ไอ้สองคนในคืนวันเกิดเหตุไง ถามมันนิดหน่อย”“แล้วรู้อะไรบ้าง”“แหะ แหะ ออกรถสิครับ คันหลังมันบีบแตรไล่แล้ว” นั่นแหละหญิงสาวจึงได้ปล่อยเบรกออกรถอีกครั้งหนึ่ง“จำไม่ค่อยได้แล้ว นอนโรงบาลสองสามวันลืมหมดเลย”“อ้าว….จากกันไม่กี่วัน นี่นายต้องเข้าโรงบาลถึงสองสามวันเลยหรือ” ศุภาลัยหันมามองเขาอีกครั้งด้วยแววที่ผิดแปลกออกไป มันเป็นแววตาของความเป็นห่วงอย่างจริงจัง แต่ก็เพียงแว่บเดียว เท่านั้น เพราะหล่อนหันกลับไปมองทางตามเดิม“สองสามวัน…แต่ก็ดี มันทำให้ผมดีขึ้น มันเหมือนชีวิตที่หลุดพ้นออกมาจากมุมมืดในยามที่ผมต้องการแสงสว่าง ถึงตอนนี้ มันทำให้ผมไม่ต้องหวั่นเกรงอะไรอีก และมันอาจจะได้เวลาที่ผมจะตามหาคนที่ผมจะต้องตามหาแล้วก็ได้”“ถ้าเธอรู้ เธอคงจะดีใจนะ”“ผมกลัวมากกว่า กลัวจะพบกับความจริงที่ว่าเธอมีคนอื่นไปแล้ว เพราะนี่มันก็เกือบสองปีแล้ว เวลามันนับว่าไม่ใช่น้อยเลย”“ถ้าเธอมีคนอื่นล่ะ นายจะทำอย่างไร”“ผมจะทำอะไรได้ล่ะ…ก็คงต้องยอมรับความจริง เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่กล้าที่จะไปคาดหวังไว้เต็มเปี่ยมเพียงนั้น”“ตอนที่เธอจากไป นายเสียใจไหม”“ครับ…แต่ก็ไม่มากมายถึงขนาดต้องตีอกชกตัวร้องห่มร้องไห้ตามเขาหรอก เพราะผมรู้ว่าเธอคงมีเหตุผลที่จะไป”“เหตุผลอะไร….”“อืม….ขอไม่บอกได้ไหม”เมื่อเขาขอเช่นนั้น หญิงสาวจึงไม่ถามอีก ต่างคนต่างนิ่งไปกาญจนบุรีเป็นจุดหมายในการเดินทางครั้งนี้ศุภาลัย พาเขาตรงมาที่สะพานประวัติศาสตร์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือที่รู้จักกันเป็นส่วนมากในนามสะพานทางรถไฟสายมรณะทางรถไฟสายมรณะ มีระยะทาง 415 กิโลเมตร อยู่ในเขตประเทศไทย 303.95 กิโลเมตร นอกนั้นอยู่ในเขตพม่า สร้างโดยเชลยศึก 6 ชาติ คือ อังกฤษ อินเดีย อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และฮอลแลนด์ ซึ่งบนป้ายจารึกไว้เช่นนั้นนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ร้านรวงขายของที่ระลึกได้รับความอุดหนุนกันคับคั่ง ส่วนมากจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศเขายิ้ม เมื่อนึกเปรียบเทียบระหว่างศุภาลัยกับสุวกรณ์ เด็กสาวที่เขาไม่ได้พบเป็นขวบปีแล้วเช่นกัน ทั้งคู่ชอบแอ๊คถ่ายรูปเหมือนกัน แต่ไม่ทราบด้วยอุปาทานหรือไม่ เขารู้สึกเหมือนว่าทั้งคู่ออกจะคล้ายกันด้วยซ้ำไป“หิวข้าวยัง? คุณเจ้านาย ผมหิวแล้ว”“ทนหน่อยสิ ยังหาของที่ต้องการไม่ได้เลย” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับเดินชมพลอยอัญมณีขึ้นชื่อของเมืองกาญจน์อรัญ ถอยออกมายืนมองหล่อนอยู่ห่างๆ ใต้เพิงร้านขายน้ำหวาน ไม่อยากเดินเข้าไปในร้าน เพราะอากาศร้อน“ได้เปล่า ไอ้ที่ต้องการน่ะ?”หญิงสาวส่ายหน้า บอกว่าหาที่ต้องการไม่ได้ศุภาลัยขับรถไปตามถนนซอยที่มีชื่อประหลาดของเมืองกาญจน์ มันเป็นชื่อประเทศต่าง ๆ หลายสิบประเทศ และวกเข้าไปในซอยที่มีบ้านพักเป็นบังกาโล และแพอาหารริมแควใหญ่น้ำแควใหญ่ไหลเอื่อยเรื่อยพัดแพให้ไหวเยิบยาบ สีเขียวมรกตบอกถึงความลึกที่ยากหยั่ง มีเพียงเขาและหล่อนที่เข้ามาใช้บริการในวันนี้ ศุภาลัยเลือกเรือนแพลำหนึ่งซึ่งจอดใกล้กอไผ่ใหญ่“สั่งอะไรดีคะ?” เด็กสาวพนักงานของร้านอาหารเดินลงมาถาม“นายจะทานอะไร?” ศุภาลัยหันมามองหน้าเขาอรัญขอเมนูจากเด็กสาว มาพิจารณา มีแต่ชื่อที่เขาไม่ค่อยรู้จัก พอถามจริง ๆ กลับไม่ได้พิสดารอะไรนัก ก็อาหารพื้นเมืองธรรมดานี่เอง แต่ตั้งชื่อให้ชวนพิศวงน่ารับประทานมากขึ้น มีอยู่อย่างหนึ่งที่เขางง“ไอ้ต้มยำปลาคัง นี่มันเป็นไง ปลาคังน่ะ หน้าตามันเหมือนปลาช่อนหรือเปล่า?”เด็กสาวไม่ตอบ คงนึกว่าเขาล้อเล่น ศุภาลัยหัวเราะ“ไม่รู้ก็เอามาลองดูสิ?”“ทานแล้วไม่ท้องเสียนะ?”ศุภาลัยค้อน ดึงเมนูไปจัดการเลือกและสั่งอาหารเองอาหารแต่ละอย่างที่ศุภาลัยเลือกมาอรัญมองแล้วหน้าละห้อย ล้วนแต่เผ็ดเข้าไส้ หล่อนทานเข้าไปได้ยังไงกัน“อยากโดดน้ำเล่นจริง ๆ ดูสิ ใสแหน๋วเลย แต่คงเย็นพิลึกนะ”ศุภาลัยยืนเกาะเสาแพพยามยื่นเท้าจะให้สัมผัสน้ำ หลังจากเจ้าของแพเก็บสำรับไปเรียบร้อยแล้ว“ก็ลองโดดดูสิ รับรองเย็นแน่เลย”อรัญสนับสนุน เมื่อศุภาลัยทำท่าจะโดดลงไปจริง ๆ“- น้ำแรงออกอย่างนั้น รับรองได้นอนใต้แพไปนาน”“บ้า แช่งกันได้ เดี๋ยวเถอะ…”ศุภาลัยพูดไม่ทันจบ คลื่นใหญ่จากเรือหางยาว ที่แล่นแรงก็ทำให้เรือนแพไหววูบวาบ หญิงสาวมือพลัดหลุดจากเสาที่เกาะหล่นตูมลงไปในน้ำทันที“ว๊าย…ตูม…”อรัญใจหายวาบวิ่งชนโต๊ะเก้าอี้ล้มเทกระจาด ตรงเข้าไปหมายจะช่วย แต่ก็ต้องหายใจโล่ง เมื่อศุภาลัยเกาะยางรถยนต์ข้างแพจมอยู่ใต้น้ำครึ่งตัวชายหนุ่มหัวเราะกึก ๆ เมื่อเห็นเช่นนั้น พยักหน้าถาม“เย็นดีเนาะ คุณเจ้านาย”“ช่วยทีสิ มองอยู่ได้”ศุภาลัยค้อน ยื่นส่งมือให้ แต่เขานั่งหัวเราะเฉย และวิ่งหลบน้ำที่หล่อนกวักสาด“มีอะไรหรือครับ?”เจ้าของแพร้องถามลงมา เขาโบกมือบอกไม่มีอะไร หันไปมองหญิงสาวหล่อน ปีนขึ้นแพอย่างทุลักทุเล“เป็นไงบ้าง คุณเจ้านาย”“ฮึ..!”ศุภาลัยยืนบิดน้ำตามเสื้อผ้า ไม่ยอมพูดด้วย หล่อนงอนโกรธที่เขาเอาแต่ยืนหัวเราะ หญิงสาวเดินกลับไปที่รถ และขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว“หว๋าว..หว๋าว หว๋าว..จะไปไหนน่ะ?”เขาร้องทั้งวิ่งตาม แต่หล่อนไม่หยุดรอเลยยังคงขับรถบึ่งออกไป ทิ้งให้เขามองตามอย่างงง ๆ“อะไรวะ โกรธขนาดนี้เลยรึ?”ชั่วโมงกว่า หญิงสาวก็ไม่กลับมา เข้าใจว่าหล่อนคงไม่กลับมาอีก อรัญจ่ายค่าอาหารด้วยเงินที่มีมาทั้งหมด ก่อนจะเดินออกมาตามถนนชื่อแปลกมองนาฬิกาที่แขนพร้อมกับถอนหายใจหนักหน่วง คงไม่มีเงินกลับกรุงเทพฯ ถ้าไม่อาศัยมันอีกเขาแวะเข้าไปในร้านขายของชำข้างทาง เพื่อแลกนาฬิกาเป็นเงิน แต่ทุกคนส่ายหน้า บอกว่าไม่ต้องการอรัญแทบอยากจะปามันทิ้งหลายครั้ง แต่เมื่อนึกถึงคนให้ ก็ได้แต่ถอนใจ“นุ่นเอ๊ย…พี่แกตกยากซะแล้ว”กัดฟันเดินตามบาทวิถี มาถึง บขส.จังหวัด จนเหงื่อโทรมกาย คิดว่ายังไงก็คงต้องขอร้องเด็กรถขอขึ้นฟรีสักครั้ง“พี่รัน…!”อรัญสะดุ้งรีบหันไปมองต้นเสียง ใจชื้นอย่างยินดี เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง ใครหนอจะเป็นเทวดามาช่วยเขาในยามนี้“นุกูล…!”
โปรดติดตามตอนต่อไปอ่านแล้ว อย่าลืมให้กำลังใจ ออกความเห็นเพื่อพัฒนาการเขียนต่อไปนะครับ