ไพลินิญญาเห็นว่าเ้านายมีท่าทีงุนงงไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลยมันจึงบอก {หินสีเขียวนั่น เรียกว่าหยกปราณ์ก้อนเล็กนั้นคือหยกปราณ์ระดับต่ำ ก้อนใหญ่นั่นคือหยกปราณ์ระดับกลางนางมารผู้นั้นใจกว้างกับเ้านายไม่น้อยเลย นางให้หยกปราณ์กับเ้า อ่อหยกปราณ์ก็คือเงินของแดนเทพนี่แหละ ส่วนแสงวิบๆ นั่นก็คือไอเทพอย่างไรล่ะไอเทพนี้ก็คล้ายๆ กับพลังฟ้าดินนั่นแหละเพียงแต่มันบริสุทธิ์มากกว่าพลังฟ้าดินไอเทพนี้มีเฉพาะในแดนเทพเท่านั้น หากเ้าไปแดนมารก็จะเห็นไอมารคล้ายๆเช่นนี้เพียงแต่ว่าเป็สีดำ}
{ไอมาร ข้าเคยเห็นแล้วตอนที่พี่สาวัเอาตำรามารให้ข้าดูข้ายังดูดกลืนไอมารเข้าไปด้วยซ้ำ} เฉินมู่อิ๋งบอกไพลินิญญาอึ้งไป {นับว่าเ้าโชคดีที่มีพลังของข้าขจัดไอมารไม่เช่นนั้นไอมารจะทำให้เ้าวิกลจริตเข้าสักวันแน่ๆ}
{อืมพี่สาวัก็บอกคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน} เฉินมู่อิ๋งคุยกับไพลินิญญาอยู่ในห้วงจิต{ข้าว่าข้าไปจากที่นี่ดีกว่า}
{เดี๋ยวเ้านายเ้าอย่าใช้เสี่ยวเฮยในแดนเทพดีกว่าไม่เช่นนั้นคนอื่นอาจเข้าใจผิดได้ว่าเป็กระบี่มาร ทีนี้ล่ะเ้าได้ถูกตามล่าแน่}ไพลินิญญาเตือน เฉินมู่อิ๋งจึงถาม {แล้วจะไปจากที่นี่ได้อย่างไร?}
{ข้าจำได้ว่ามีเรือล่องเมฆานะแต่ไม่รู้ว่าเรือล่องเมฆานี้จะมาที่นี่เมื่อไหร่ เ้าก็คอยก่อนเถอะ} ไพลินิญญาบอก เฉินมู่อิ๋งจึงส่งเสียงรับ {อืม}
เขานั่งลงตรงนั้นแล้วรอคอยเรือล่องเมฆาคนอื่นๆ ก็ไม่เข้าไปใกล้เ้าเทพใหม่นัก เพราะเห็นมันระวังตัวแจทีเดียว ทำอย่างกับพวกเขาจะหลอกมันไปขายอย่างนั้นแหละเฮอะ! เด็กใหม่เช่นนี้ต้องปล่อยให้มันติดแหง็กอยู่ที่นี่นานๆหน่อย พอมันทนไม่ไหวเดี๋ยวมันก็ขอเข้าร่วมกองกำลังเองนั่นแหละถึงตอนนั้นค่อยเข้าไปคุยกับมันก็ยังไม่สาย ฮี่ๆๆๆ
เฉินมู่อิ๋งนั่งอยู่เฉยๆไม่รู้จะทำอะไรจึงขัดสมาธิแล้วดูดกลืนไอเทพเข้าไป ทำให้รอบๆตัวเขาเกิดกระแสลมพัดโหมทันที วู้มมมม---
“หือ?”เหล่าเทพที่อยู่ ณ ประตู์มองคลื่นลมที่เกิดขึ้นอย่างประหลาดใจคลื่นลมหมุนม้วนราวกับพายุลูกหนึ่งแล้วถูกดูดหายเข้าไปในร่างของเฉินมู่อิ๋ง วูบ!
ทำให้ไอเทพในบริเวณนั้นเบาบางลงจนสังเกตได้เฉินมู่อิ๋งหายใจออกทีหนึ่ง แล้วหายใจเข้าใหม่อีกครั้ง คลื่นลมรอบๆตัวก็กระเพื่อมไหวอีกครา วู้มมมม---
“โอ! เ้าเด็กนี่ดูดซับไอเทพเป็แล้วรึ?” เทพคนหนึ่งอุทานออกมาแน่นอนว่าเทพใหม่ล้วนยังไม่รู้วิธีดูดซับไอเทพเข้าไป ต้องได้รับการสอนจากเทพคนอื่นเสียก่อนแต่เ้าเด็กนี่เพิ่งขึ้นมาใหม่ยังไม่มีใครสอนก็ดูดซับเองได้แล้ว!
“ดูดซับแรงเสียด้วย”เทพอีกคนพยักเพยิดมองดูเด็กใหม่ดูดซับไอเทพอย่างสนใจ เทพข้างๆ พูดขึ้นว่า“ก็คงดูดซับได้อีกนิดหน่อยแล้วก็คงถึงจุดอิ่มตัวกระมัง”
คลื่นลมในบริเวณนั้นหมุนม้วนราวกับพายุพัดโหมคราวนี้แรงยิ่งกว่าเดิมหลายสิบเท่า แรงเสียจนพวกเทพที่อยู่ ณประตู์ล้วนนั่งไม่ค่อยอยู่แล้ว พวกเขาราวกับจะปลิวตามแรงลมทำให้ต้องใช้พลังต้านแรงลมเอาไว้บางคนยืนจิกเท้าก้มตัวต้านแรงลมที่ราวกับจะกระชากพวกเขาให้ปลิวหลุดลอยตามกระแสลมยิ่งนานแรงลมยิ่งพัดโหมเสียจนพวกเขาต้องใช้พลังต้านกระแสลมกันทั้งหมดพลังหลากสีจึงเปล่งออกมาตามธาตุของแต่ละคน บางคนสีเขียว บางคนสีเหลืองบางคนสีน้ำตาล บางคนสีแดง ฯลฯ
วูบบบบบ---เฉินมู่อิ๋งดูดกลืนไอเทพในบริเวณนี้เข้าไปจนหมด แม้กระทั่งพื้นหยกสีมรกตยังไร้ประกายซ้ำยังดูดกลืนพลังที่เทพแต่ละคนเปล่งออกมาเป็เกราะต้านแรงลมหายไปด้วยทำให้พวกเขาไร้เกราะป้องกันเซล้มลุกคลุกคลานกันถ้วนหน้า “เหวอ---”
“หว๋าาาาา---”
เมื่อลมพายุหายไปเหล่าเทพก็มองดู พวกเขาตกตะลึงจนปากอ้าตาค้างเติ่งกันเลยทีเดียว “นี่!”
ไอเทพในบริเวณนี้ไม่เหลือสักเศษเสี้ยวแม้แต่หินหยกที่ปูพื้นยังไร้ประกายกลายเป็หินสีเขียวขุ่นที่ราวกับหินเก่าใกล้จะผุพังเต็มที
“โอ!”
“อา!”
ความสามารถเช่นนี้ทำให้จางเย่าหยางถึงกับตื่นเต้นเสียจนระงับไว้ไม่อยู่เขารีบก้าวไปหาเทพใหม่คนนั้นทันที “เ้าหนู”
เฉินมู่อิ๋งลืมตามองเห็นจางเย่าหยางก้าวมาหาเขาจึงดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างระวังตัวทันที จางเย่าหยางรีบยกมือ “ข้ามาดีๆ”
แล้วเขาก็รีบพูดว่า“เ้าเข้าร่วมกับแดนเป่ยต้าไห่ของข้าเถอะ ข้าจะรายงานเื่เ้าเป็กรณีพิเศษจะทำให้เ้าได้รับทรัพยากรฝึกฝนที่มากกว่าคนอื่นแน่นอน”
“แซ่จาง ท่านจะรีบร้อนไปใย”เทพคนหนึ่งพูดแทรก เขาก้าวไปหาเทพใหม่ แล้วชักชวนว่า “เ้าหนู เ้าเข้าร่วมกับแดนหนานต้าไห่เถอะข้ารับรองว่าเ้าจะได้รับการดูแลอย่างดีทีเดียว”
“เ้าหนูเ้าอย่าไปฟังพวกเขาเลย เ้าเข้าร่วมกับแดนเทพซีฟางต้าไห่ดีกว่าข้ารับรองว่าเ้าจะได้รับผลประโยชน์มหาศาลเลยทีเดียว”
“เ้าหนูเ้าเข้าร่วมกับแดนเทพตงต้าไห่เถอะข้ารับรองว่าเ้าจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าการเข้าร่วมกับแดนอื่นแน่”
เฉินมู่อิ๋งฟังแล้วก้าวถอยหลังไปอย่างระวังตัวทำให้เทพคนหนึ่งอดปากไม่ไหว “นี่ๆ เ้าไม่ต้องทำเหมือนพวกเราจะหลอกเ้าไปขายหรอกน่าพวกเราล้วนเป็เทพที่มาคอยรอรับเทพใหม่ มีเกียรติอันสูงส่งหาใช่โจรชั่วช้าสามานย์ไม่”
“ก็ไม่แน่หรอกหากไม่ระวังตัวข้าอาจถูกขายแล้วยังช่วยเขานับเงินอีก* ก็ได้”เฉินมู่อิ๋งพูดน้ำเสียงเ็า ทำให้เทพเ่าั้หน้ากระตุกยึกๆคนละทีสองทีอย่างไม่พอใจ พวกเขาจึงสะบัดแขนเสื้อถอยห่างไปทันที “หึ!”
“เฮอะ!”
(ถูกขายแล้วยังช่วยเขานับเงินอีก被人卖了还帮人家数钱 หมายถึง ถูกเอาเปรียบแต่ยังไปขอบคุณหรือซาบซึ้งในน้ำใจของคนที่มาเอาเปรียบได้มีความหมายคือ โง่มากๆ ซื่อบื้อสุดๆ)
“หึ! คงต้องปล่อยให้มันติดแหง็กอยู่ที่นี่หลายๆ วันหน่อยแล้ว”เทพคนหนึ่งกระซิบกับสหายข้างๆ คนข้างๆ ก็พยักเพยิด “อืมๆ”
เฉินมู่อิ๋งเห็นพวกเขาถอยไปแล้วจึงนั่งลงขัดสมาธิมองไปรอบๆตัว พบว่าในบริเวณนี้ไม่มีประกายแสงไอเทพเหลืออีกซ้ำพื้นหินสีเขียวเป็ประกายก่อนหน้านี้ก็เปลี่ยนเป็สีขุ่นเก่าคราคร่ำราวกับผ่านแดดผ่านฝนมานับร้อยๆปี แต่ก็ไม่มีเทพคนไหนกล่าวโทษเขาในเื่นี้เลยราวกับว่าพวกเขาไม่ใส่ใจที่ไอเทพในบริเวณนี้หายไปหมดข้อนี้ทำให้เฉินมู่อิ๋งที่เตรียมตั้งท่าจะหนีเมื่อครู่เบาใจลง
ณ แดนจิติญญา หยางเจียงหยุนที่อาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่แล้วเดินออกไปนั่งในห้องโถง เขาเหยียดยิ้มเยาะหยันสุดท้ายจิตานั่นก็หลอกเขาข้อหนึ่งนั่นคือหลังจากมันหลอมรวมกับเขาแล้วมันก็ไม่อาจช่วยปกป้องเ้าเด็กเซียนคนนั้นได้ไม่รู้ว่าป่านนี้มันเป็อย่างไรบ้าง อาจจะถูกเซียนคนอื่นๆ ฆ่าตายไปแล้วกระมัง หรือไม่ก็หนีหัวซุกหัวซุนอยู่เป็แน่แต่ต่อให้มันตกตายไปแล้วเขาก็ต้องเอาิญญามันมาบดขยี้จึงจะหายแค้นที่มันทำให้แผนการของเขาพังไม่เป็ท่าเช่นนี้!
“จิงจ้าน” เขาเรียกจิงจ้านขานรับทันที “พะย่ะค่ะ”
“เ้ากับข้าไปโลกพันเล็กลำดับที่2,900 ส่วนเฉินจื้อให้อยู่ที่นี่ดูแลดินแดน” หยางเจียงหยุนสั่ง จิงจ้านขานรับ“พะย่ะค่ะ”
“องค์าา”เฉินจื้อเรียกเสียงเบา เขาอยากติดตามไปด้วยแต่พอสบตากับดวงตาดุคมกริบเขาก็ย่นคอไม่กล้าพูดอะไรอีก “...”
หยางเจียงหยุนเมินเฉินจื้อแล้วเดินออกไปจิงจ้านรีบตามไป เฉินจื้อได้แต่งุนงงสงสัย เขาไปทำอะไรให้องค์าาไม่พอใจหรือ?
คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกั้แ่องค์าาตื่นขึ้นมาก็มองเขาราวกับเป็ศัตรูก็มิปาน!ฮือๆๆๆ...
จิงจ้านเดินตามเ้านายไปเขารู้สึกว่าองค์าาน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมหลายร้อยเท่านักทำให้เขาได้แต่เดินตามเงียบๆ ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ หลอมรวมกับจิตาทำให้ขั้นพลังขององค์าาสูงขึ้นมากก็จริงแต่ก็มีข้อเสียไม่น้อยเลย นั่นคือนิสัยที่เหี้ยมโหดเพิ่มขึ้นทำให้เขาหวั่นกลัวเสียจนอยากจะอยู่ให้ห่างๆแต่ก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้
หยางเจียงหยุนเดินออกไปหน้าตำหนักเขาเอาเรือเยว่กวง (月光)ออกมา ซึ่งเรือเยว่กวงนี้มีคุณสมบัติต่ำกว่าเรือล่องพิภพแต่ก็สามารถล่องไปในผืนฟ้ากระจ่างดาวได้ อีกทั้งมีคุณสมบัติดีกว่าชิงชิงฉวน* เล็กน้อย
(ชิงชิงฉวน 星星船 เรือสตาร์ ชิงชิงฉวนนี้สามารถทะลวงกฎของโลกพันเล็กซึ่งก็คือจักรวาลขนาดเล็ก)
เขาลอยขึ้นไปบนเรือเยว่กวงจิงจ้านรีบตามขึ้นไป เขายืนนิ่งอยู่ข้างหลังองค์าา ก้มหน้าลงต่ำแต่ก็แอบเหลือบตามององค์าานิดหนึ่ง องค์าาคิดจะไปโลกพันเล็กลำดับที่ 2,900ด้วยตัวเอง แน่นอนว่าคงไปจัดการเหตุที่ทำให้แผนการล่มแน่แท้ เขาไม่กล้าถามเหตุที่ทำให้แผนการล้มเหลวได้แต่รอให้องค์าาเป็คนเอ่ยปากเองจะดีที่สุดขืนถามไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็ที่รองรับโทสะก็ได้ บรื๊ออออ---
หยางเจียงหยุนใช้พลังบังคับเรือเยว่กวงพุ่งออกไปทันทีเรือเยว่กวงก็พุ่งขึ้นสู่ผืนฟ้ากระจ่างดาวราวด้วยความเร็วสูงสุดทำให้เฉินจื้อเห็นเพียงแสงนวลอ่อนราวแสงจันทร์ทิ้งยาวเป็สายขึ้นสู่ผืนฟ้ากระจ่างดาวการใช้เรือเยว่กวงแต่ละครั้งต้องใช้ทรัพยากรมากมายยิ่งนักไม่ใช่ว่าใครมีเรือเยว่กวงแล้วจะสามารถใช้ได้ดั่งใจ ต้องร่ำรวยหยกิญญาด้วยจึงจะทำให้เรือเยว่กวงสามารถแล่นไปได้ซึ่งเรือเยว่กวงนี้ผลาญหยกิญญาอย่างยิ่ง!
หยางเจียงหยุนเดินไปนั่งที่เก้าอี้บนดาดฟ้าเรือมองผืนฟ้ากระจ่างดาวสีหน้าบึ้งตึงจิงจ้านก้าวตามไปยืนอยู่ด้านหลังอย่างเงียบเชียบราวกับไร้ตัวตน
ณ ประตู์ เฉินมู่อิ๋งที่นั่งรอมานานมาก นานเสียจนเขาแทบหลับเลยทีเดียวเขาจึงเปลี่ยนท่านั่งเป็ชันเข่าคู่ขึ้นมาแล้วก้มลงซบหน้ากับเข่าตัวเองหลับตาลงนอนหลับ เหลือประสาทััไว้สายหนึ่งเช่นเคย เทพคนอื่นๆก็มองเทพใหม่เป็ครั้งคราว อยากจะเข้าไปพูดคุยด้วยแต่เ้าเด็กนั่นก็ระวังตัวแจยิ่งทำให้พวกเขาล้มเลิกความคิดที่จะคุยกับเ้าเด็กนั่นก่อนรอไว้มันมาถามไถ่อะไรก็ค่อยเล่นตัวกับมันบ้างเถอะ เหอๆๆๆ...
จนกระทั่งเรือล่องเมฆาแล่นมาเทียบท่าสะพานเรือก็เปิดลงมา คนเรือร้องะโ “เรือมาแล้วๆ ใครจะไปก็รีบขึ้นมาเร็ว”
มีเทพสองสามคนเดินไปหาเรือลำนั้นเฉินมู่อิ๋งจึงลุกขึ้นเดินตามไป เทพคนอื่นๆ มองแล้วยิ้มเยาะ กระซิบกับสหายข้างๆว่า “หึ! เ้าหนูนั่นคิดจะขึ้นเรือไปตราบใดที่มันไม่มีหยกปราณ์ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ขึ้นเรือน่ะ”
“นั่นซิๆ โถ เ้าหนูช่างไม่รู้เื่รู้ราวเอาเสียเลย” คนข้างๆ พยักเพยิดกระซิบตอบ
เทพที่เดินนำหน้าอยู่จ่ายหยกแล้วเดินขึ้นเรือไปเฉินมู่อิ๋งเดินตามไป คนเรือก็ยื่นมือขวาง “10 หยก”
เฉินมู่อิ๋งจึงเอาหยกปราณ์ระดับต่ำออกมาจ่ายค่าเรือคนเรือรับหยกไปแล้วเบนมือไปทำท่าเชื้อเชิญ เฉินมู่อิ๋งจึงเดินขึ้นเรือไปพวกเทพทั้งหลายถึงกับมองตาค้าง “อ๋า?”
“เ้าหนูนั่นมีหยกรึ?”
“แสดงว่าเ้าหนูนั่นต้องมีเส้นสายแน่นอนไม่ใช่เด็กใหม่ที่ไม่รู้เื่รู้ราวอะไร หรือว่ามันเป็คนของสำนักโอสถจากโลกเบื้องล่าง?”
“เฮอะ! เป็ดสุกบินหนีไปเสียแล้ว*”
(เป็ดสุกบินหนีไปเสียแล้ว หมายถึง โอกาสหรือเื่ที่ดีมาถึงมือแล้วก็หายไปพลาดโอกาสที่ดี)
“เฮ้อ...”
ฯลฯ เหล่าเทพคุยกันพักใหญ่คนเรือมองๆ ไปไม่เห็นใครมาขึ้นเรือแล้วเขาจึงจะเดินขึ้นเรือไป แต่แล้วเขาก็หันไปมองใหม่เมื่อเพิ่งสังเกตเห็นว่าบรรยากาศที่ประตู์เปลี่ยนไปมีไอเทพลอยอยู่บางเบามาก ซ้ำหยกปูพื้นยังกลายเป็สีเขียวขุ่นไร้ประกายเหมือนที่เคยเป็เขาถึงกับยอบตัวลงจับพื้นหยก “หือ?”
“ไม่ต้องหือต้องหาล่ะเป็ฝีมือเ้าเด็กหน้าใหม่ที่เพิ่งขึ้นเรือไปน่ะ” เทพคนหนึ่งบอกคนเรือถึงกับเบิกตากว้าง “หือ?”
“เป็ฝีมือเ้าเด็กเทพใหม่นั่นแหละมันดูดซับไอเทพในบริเวณนี้ไปเสียหมด ช่างเป็ตัวประหลาดอีกคนแล้ว” เทพคนเดิมบ่นคนเรือทำหน้าตารับรู้ ยืนขึ้นแล้วเดินขึ้นเรือไป จากนั้นก็เก็บสะพานเรือเรือก็แล่นออกจากท่า
เฉินมู่อิ๋งถูกพาไปยังห้องพักใต้ท้องเรือเขามองห้องเล็กๆ ที่มีเตียงหลังหนึ่ง โต๊ะเล็กๆ กับเก้าอี้ 2 ตัว กับฉากบังตาแล้วก็อ่างอาบน้ำเล็กๆตั้งอยู่หลังฉากบังตานั้น คนที่พาเขามานั้นเมื่อส่งแขกเข้าห้องแล้วก็จากไปทันทีเฉินมู่อิ๋งจึงปิดประตู เดินไปนั่งที่เตียง เขาเหนื่อยจนอยากจะนอนหลับยาวๆสักตื่นจึงถอดรองเท้าแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง ดึงผ้าห่มมาห่มตัวเหมือนดักแด้เหลือประสาทััสายหนึ่งเอาไว้เช่นเคย ใจคิดถึงอาจารย์หยางที่ตกตายไปอย่างเศร้าใจถึงอาจารย์หยางแรกๆ จะไม่ดีกับเขา แต่หลังๆ มาก็ดูแลเขาดียิ่งเขาจึงเกิดความผูกพันกับอาจารย์หยางที่เปรียบเสมือนบิดาคนที่สองขึ้นมาแต่คนก็ตกตายไปแล้วเขาจึงได้แต่หวังว่าวันหน้าอาจจะเจออาจารย์หยางที่มาเกิดใหม่ในสักวันกระมังเหมือนเช่นที่เขาพบท่านพ่อ ท่านแม่ ตาเฒ่าฮ่องเต้ องค์ชายเก้าที่มาเกิดใหม่เขาหลับตาลงนอนหลับไป
เรือล่องเมฆาก็แล่นไปตามเส้นทางเป้าหมายคือแดนเทพเป่ยต้าไห่
เวลาผ่านไป 1 วัน เฉินมู่อิ๋งก็ตื่นขึ้นมา เขาจึงลุกขึ้นบิดี้เีแล้วมองรอบๆห้องเห็นตรงเหนืออ่างอาบน้ำมีอักขระเขียนอยู่ เขาจึงเดินไปอ่านแน่นอนว่าตอนนี้เขาอ่านอักขระเทพได้แล้ว หลังจากบรรลุขั้นถูกสายฟ้า์ชำระล้างร่างแล้วร่างกายก็จะเปลี่ยนไปกลายเป็ร่างเทพที่แข็งแกร่งกว่าร่างเซียนซ้ำยังได้ความรู้พื้นฐานในการอ่านอักขระเทพปลูกฝังลงในจิติญญาด้วยตรงนั้นเขียนอธิบายถึงวิธีการใช้อ่างอาบน้ำเอาไว้เฉินมู่อิ๋งอ่านเสร็จแล้วก็เปิดท่อน้ำร้อนกับท่อน้ำเย็นทำให้น้ำร้อนและน้ำเย็นไหลมารวมกัน ใครชอบน้ำร้อนก็เปิดน้ำร้อนมากหน่อยใครชอบน้ำเย็นก็เปิดน้ำเย็นมากหน่อย วิธีการเช่นนี้ช่างสะดวกยิ่งไม่ต้องเรียกคนยกน้ำร้อนมาเทเขาไม่รู้ว่าวิธีการเช่นนี้ทางเรือล่องเมฆาได้ทำการปรับปรุงตามแบบห้องอาบน้ำของตำหนักไป๋หยุนซึ่งเป็ที่อยู่ของตี้จวิน*ส่วนคนที่ออกแบบระบบน้ำร้อนน้ำเย็นนี้ก็คือตี้โฮ่ว**
(ตี้จวิน คือเทพผู้มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในแดนเทพเปรียบได้กับาาสูงสุดของแดนเทพนั้นเอง เพียงแต่ตี้จวินจะยุ่งเกี่ยวกับเื่ราวที่เกี่ยวข้องกับความเป็ตายของแดนเทพเท่านั้นส่วนเื่หยุมหยิมเขาไม่ยุ่งเกี่ยวเลย
ตี้โฮ่ว คือฮูหยินของตี้จวิน นางเป็เทพที่มีพลังแข็งแกร่งเทียบเท่าตี้จวินอยากรู้เื่ราวความรักของตี้จวินและตี้โฮ่ว เชิญอ่านนิยายเื่ สตรีน่าตาย ค่ะ)
เมื่อน้ำถึงค่อนอ่างเฉินมู่อิ๋งก็ปิดท่อน้ำร้อนน้ำเย็นถอดอาภรณ์ออก แกะหน้ากากปลอมแปลงออกแล้วลงแช่น้ำเขาแกะผ้าผูกผมออกแล้วจัดแจงสระผมไปด้วยร่างกายได้แช่น้ำอุ่นทำให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่งนักหลังจากอาบน้ำสระผมเสร็จแล้วเขาก็ลุกออกจากอ่าง จัดแจงแต่งตัวใหม่เขานั่งลงตรงหน้ากระจกจัดแจงแปะหน้ากากปลอมแปลงเข้าไป สำรวจรอยขอบของหน้ากากดีแล้วจึงลุกไปเปิดประตูห้องแล้วเดินขึ้นไปชั้นบนซึ่งเป็โถงกว้างมีโต๊ะวางเรียงรายคล้ายกับโถงของโรงเตี้ยมไม่มีผิด ด้านหนึ่งของผนังมีอักขระเขียนชื่ออาหารต่างๆติดเอาไว้เรียงยาวเหยียด เขามองชื่ออาหารบนผนังแล้วร้องสั่ง “บะหมี่ชามนึง”
“ขอรับๆ”เสี่ยวเอ้อร์รับคำแล้วเอาบะหมี่ที่แช่แข็งเอาไว้ออกมาอุ่นด้วยความร้อนแน่นอนว่าบะหมี่นี้เป็ของ ‘สำนักที่หนึ่ง’ ที่ทำขายไปทั่วแดนเทพ บะหมี่นี้ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำเป็ชามๆแช่แข็งเอาไว้ มี ‘ฉลาก’ บอกวันผลิตและวันหมดอายุเอาไว้ด้วย เวลาจะกินก็ง่ายมาก เอาไปอุ่นให้ร้อนๆ ก็กินได้แล้วทำให้บะหมี่ของสำนักที่หนึ่งนี้ขายดียิ่งนัก เรือล่องเมฆาจึงสั่งบะหมี่ของสำนักที่หนึ่งมาแช่แข็งเอาไว้บริการลูกค้าส่วนสำนักที่หนึ่งเป็สำนักที่เทียนโฮ่ว* ก่อตั้งแน่นอนว่าสำนักของนางเป็ ‘ที่หนึ่ง’ จริงๆเชี่ยวชาญการทำอาหารขายจนคนในสำนักที่หนึ่งล้วนอ้วนท้วนกันทุกคน
(เทียนโฮ่ว คือ ฮูหยินของเทียนจวินเทียนจวินก็คือาาของแดนเทพ
ลำดับอำนาจในแดนเทพแบ่งตามนี้ :-
1. ตี้จวิน
2. ตี้โฮ่ว
3. ผู้าุโจางอี้ปิน
4. เทียนจวิน
5. เทียนโฮ่ว
6. าาแดนเทพทั้ง 4 แดน าาเผ่าเฟิ่งหวง าาเผ่าัเ้าสำนักศาสตรา และเ้าสำนักโอสถ
ส่วนเื่ราวความรักของเทียนจวินกับเทียนโฮ่วอ่านได้ในเื่ สตรีอ้วนป่วน์ ค่ะ เป็แนวทะลุมิติเกิดใหม่ค่ะ)
“มาแล้วๆ”เสี่ยวเอ้อร์ยกบะหมี่ร้อนๆ ไปวางที่โต๊ะแล้วถอยไป เฉินมู่อิ๋งมองบะหมี่น้ำหอมฉุยชวนกินเขาหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบกิน คำแรกที่เข้าปาก เขารู้สึกว่าอร่อยมาก! อร่อยเสียจนเขาแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปเลยทีเดียว เขาจึงเป่าๆ กินๆ ยกชามซดน้ำอย่างห้ามใจตัวเองไม่ได้เมื่อกินหมดแล้วเขาก็สั่งอีกชามทันที “บะหมี่อีกชาม”
“ได้ขอรับ”เสี่ยวเอ้อร์รับคำแล้วเอาบะหมี่ออกมาอุ่น จากนั้นก็ยกไปวางที่โต๊ะ “ชามที่ 2นี้คิดเพิ่ม 10 หยกขอรับ ซึ่งชามแรกนั้นรวมกับค่าเรือแล้วขอรับ ทุกวันท่านลูกค้าจะสามารถกินอาหารโดยไม่ต้องจ่ายหยกเพิ่มมื้อละ1 จานขอรับ จึงเป็ 3 จานต่อวันขอรับ หากว่าท่านกินเพิ่มต้องจ่ายของจานที่ 2 ขอรับ”
“อ่อ” เฉินมู่อิ๋งพยักหน้ารับรู้เขาเอาหยกออกมาจ่าย เสี่ยวเอ้อร์รับไปแล้วถอยไป เฉินมู่อิ๋งก็กินบะหมี่ร้อนๆ แสนอร่อยต่อปกติแล้วเขากินแค่ชามเดียวก็อิ่ม แต่บะหมี่นี้อร่อยมากทำให้เขาอยากกินอีกเมื่อกินชามที่ 2 หมดเขาก็ถึงกับเรอออกมา “เอิ๊กกกก---”
“อร่อยจริงๆ”เขาชมแล้วลุกขึ้นเดินขึ้นไปชั้นบนซึ่งเป็ดาดฟ้าเรือ เขาเดินไปยืนตรงข้างกาบเรือมองทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ เขามองดูผืนน้ำใสแจ๋ว ดูสัตว์ทะเลแหวกว่ายไปมาอยู่ในน้ำความสวยงามนี้ทำให้เขามองอย่างเพลินตาเลยทีเดียว บนดาดฟ้าเรือมีเทพคนอื่นราวๆเจ็ดแปดคน คนเ่าั้ล้วนไม่สนใจคนอื่น พวกเขาบ้างนั่งบ้างยืนชมทิวทัศน์ข้อนี้ทำให้เฉินมู่อิ๋งรู้สึกสบายใจที่ไม่มีใครมายุ่งกับเขา
{ไพลินิญญาเ้ารู้เื่เกี่ยวกับแดนเทพมากน้อยขนาดไหน?} เขาถามไพลินิญญาในห้วงจิตไพลินิญญาจึงตอบ {ก็รู้มาบ้างแต่ข้าไม่ได้มาจากแดนเทพนี้หรอกนะ ข้ามาจากเผ่าิญญาซึ่งอยู่ห่างไกลจากที่นี่มากในเมื่อเ้าเป็เทพแล้วข้าก็จะเล่าประวัติบรรพบุรุษของเ้าให้ฟังละกัน}
เฉินมู่อิ๋งรอฟังตาก็มองทิวทัศน์เบื้องนอกไปด้วย ไพลินิญญาจึงเล่าว่า {บรรพบุรุษเ้าเป็ชาวเผ่าิญญาพวกเราไม่ใช่เทพแต่เป็เผ่าิญญาที่มีพลังเทียบเท่ากับเทพวิชาที่พวกเราเชี่ยวชาญก็คือวิชาที่เกี่ยวข้องกับิญญา ไม่ว่าจะเป็การกลืนิญญาหลอมิญญา มองิญญา ค้นิญญา เื่นี้เอาไว้เ้าค่อยๆ เรียนรู้เถอะกลับมาที่บรรพบุรุษเ้าก่อน บรรพบุรุษเ้าเป็าาิญญาข้าเป็ของวิเศษที่เกิดจากการหลอมิญญา เผ่าเ้ามีศัตรูตัวฉกาจก็คือเผ่าจิติญญาซึ่งเผ่านี้ถือเป็ศัตรูตัวร้ายของพวกเราทีเดียว พวกมันควบคุมจิต หากใครถูกพวกมันควบคุมก็จะกลายเป็ทาสของพวกมันพวกมันยึดครองแดนิญญาเมื่อหลายหมื่นปีก่อน เ้านายข้าพาข้าหนีพร้อมกับฮูหยินของเขากับพวกบ่าวส่วนหนึ่งนายท่านหนีไปจนถึงโลกพันเล็กลำดับที่ 2,900 ซึ่งก็คือโลกที่เ้าเกิดนั่นแหละ}
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ