เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน
นางมารน้อยกินยาตามกำหนด ประกอบกับรับประทานซุปและอาหารชั้นดี ร่างกายจึงฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว
อาหารบางครั้งดีเกินกว่าที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้จะปรุงเองได้
คราวนี้นางไม่สามารถจากไปในทันที ทำให้มีเวลาสำรวจดูโรงเตี๊ยม
โรงเตี๊ยมมีเพียงสองชั้น แม้ไม่ใหญ่โต แต่ก็สะอาดสะอ้าน อาหารแม้ไม่เลอเลิศ แต่ก็โอชะ สุราแม้ไม่ดีที่สุด แต่ก็ดีเยี่ยม แต่นางไม่อาจดื่มสุรา อย่างน้อยก็อีกสองเดือน
นางค้นพบว่าจุดเด่นที่สุดของโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีสองประการ
ดอกโบตั๋นที่ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลาและเสี่ยวเอ้อที่แทบไม่พูดจา
เมื่อมีลูกค้าเข้ามามันจะเข้าไปทักทาย เมื่อลูกค้าสั่งสุราอาหารมันจะตอบรับ เมื่อลูกค้าจ่ายเงินมันจะขอบคุณ
นอกจากนี้มันไม่ค่อยกล่าวอันใด
บางคราวลูกค้าวัยหนุ่มร่ำสุราเมามายจิกตีกันราวฝูงไก่ มันกลับไม่ว่ากล่าวห้ามปราม เพียงรอให้จบศึกจึงลงมือกวาดถูอาหารตกหล่น ถ้วยชามแตกหัก
นี่นับเป็ผู้ที่มีขันติผู้หนึ่ง
เวลานี้ย่างเข้าฤดูชิวเทียน (ใบไม้ร่วง) อุณหภูมิลดต่ำลง นางมารน้อยสวมเสื้อผ้าหนาขึ้น เดินออกแรงอยู่ริมรั้วไม้ไผ่
ใกล้รั้วมีโต๊ะตัวหนึ่ง แสงอาทิตย์ฤดูร้อนเคยสาดส่องมาถึงในยามเช้า เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน แสงก็เปลี่ยนทิศไป
แม้แต่แสงอาทิตย์ยังแปลี่ยนแปลง จิตใจคนใยไม่เปลี่ยนแปร
สายตานางมองผ่านรั้ว พบเห็นผู้คนเดินไปมาบนถนน รถม้าบรรทุกผู้โดยสาร เกี๊ยวรับจ้างหาบหามผู้มีอันจะกิน พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารง่ายๆ ราคาย่อมเยาให้แก่ชาวบ้านที่ตรากตรำทำงานหนักหาเลี้ยงบุตรภริยา
นี่เป็จังหวะที่ชีวิตที่ไม่เคยสังเกตเห็น
นางนั่งลงที่โต๊ะ สั่งชาอู่หลงหนึ่งป้าน
ม้าตาหวานตัวหนึ่งเดินมานั่งฝั่งตรงกันข้าม
หากโต๊ะที่คั่นอยู่ตรงกลางเป็สรวงสรรค์ ทั้งสองย่อมเป็นางฟ้า
นางฟ้าที่งามสุดหล้า
“ไฉนเ้ายังไม่ไป” เจียเจียใช้สายตาสีฟ้าขุ่นเคืองทิ่มแทงไปยังใบหน้าขาวซีดของอีกฝ่าย
เหมยฮวา มองสบตาไม่ลดละ
“นี่เกี่ยวอันใดกับเ้า”
“ย่อมเกี่ยว”
“อย่างไร”
“เ้านอนห้องของมัน”
“แต่ข้ามิได้นอนกับมัน”
“แล้วมันไปที่ใด”
“ไม่ใช่เื่ของข้า”
เสี่ยวเอ้อลนลานยกชาอู่หลงหนึ่งป้าน พร้อมถ้วยชาสองใบมาที่โต๊ะ
“ข้าไม่ได้สั่ง” เจียเจียแหวใส่
“นางไม่ได้สั่ง” เหมยฮวาเสียงดัง
เสี่ยวเอ้อผู้โชคร้ายรีบหยิบถ้วยชากลับไป กลับลืมว่าต้องวางไว้ใบหนึ่ง
มันคิดถึงลูกค้าหนุ่มฝูงนั้น