บทที่ เจ็ดสิบเก้า
ม่านโปร่งสีงาช้างที่กั้นล้อมรอบเตียงไม้หอมยังคงพลิ้วไหวเล็กน้อยร่างของสตรีผู้หนึ่งทอดตัวอยู่บนนวมปักลายเมฆาเลื่อมเงินผืนผ้าห่มสีอ่อนกลิ่นยาอ่อนๆ ลอยอ้อยอิ่งคล้ายผสานกลิ่นดอกบัวและรากโสม ริมฝีปากซีดจางขยับเล็กน้อยดวงตากลมภายใต้ขนตาแน่นหนาเริ่มกะพริบช้าๆ เมื่อนัยน์ตาสตรีลืมขึ้นอีกคราสิ่งแรกที่นางรู้สึกคือความหน่วงและความแสบร้อนในต้นขาและหัวไหล่
เพดานไม้ประณีตแกะลายคลื่นมวลเมฆแลดูพร่ามัวอยู่พักใหญ่หลังกะพริบตาดวงตาสีดำของหลิวชิงเซียงกะพริบอีกรอบ พลางสูดลมหายใจเข้าอย่างเชื่องช้าอากาศในตำหนักอบอุ่นแต่มิได้อับ มีกลิ่นกำยานสมุนไพรบางเบาอบอวลในทุกอณูเงียบสงัดเสียจนได้ยินแม้แต่เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เร่งร้อนมา
“พระสนม!” เสียงตะโกนเครือด้วยความปีติดังมาจากนอกม่านโปร่ง
ม่านปิดไว้กึ่งหนึ่งถูกเปิดออกอย่างเร็วร้อนร่างของหญิงสาวสองทั้งพุ่งเข้ามาพร้อมกันชายแขนเสื้อของทั้งสองยังมีรอยเปื้อนจางๆ จากหยดน้ำยาสมุนไพร
อิงหลานและฟ่านหรูต่างรีบย่อตัวลงข้างเตียงดวงตาของทั้งคู่แดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้าราวประหนึ่งรั้งไว้ไม่อยู่
“ท่านฟื้นแล้วเจ้าค่ะ..” เสียงฟ่านหรูแทบสะอื้นขาดช่วงพลางใช้ชายแขนเสื้อเช็ดน้ำตา ขณะที่อิงหลานยื่นมือออกไปแตะแขนของนายตนเบาๆอย่างไม่กล้าออกแรง
“ท่าน..เจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ” อิงหลานถามด้วยเสียงสั่นร่างสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
หลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากฝืนยกมือขึ้นเล็กน้อย รู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่ปวดตึงตามเนื้อไหล่และบริเวณต้นขาราวกับถูกทุบซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่เมื่อเห็นแววตาเต็มไปด้วยความห่วงใยของคนทั้งสองก็ฝืนส่ายหน้าเบา
“นี่ข้ากลับมาที่ตำหนักได้อย่างไร” เสียงของหลี่ผินเอ่ยออกเบาราวสายหมอกคำพูดของนางแผ่วนัก ริมฝีปากแทบไม่ขยับ ดวงตาเปี่ยมด้วยความสงสัย
สองสาวสบตากันแล้วฟ่านหรูก็คุกเข่าก้มหน้าก่อนตอบ “พวกหม่อมฉันไม่พบหลี่ผินเลยตั้งแต่งานล่าสัตว์ในตอนนั้นหลังเกิดเรื่องขึ้นก็ถูกส่งตัวออกมาที่นี่ จนเหล่าองครักษ์พาท่านกลับมาที่ตำหนักเจ้าค่ะร่างของหลี่ผินในยามนั้น..ทั้งเสื้อผ้าและสภาพเนื้อตัว..พวกข้าเห็นแล้วหวาดกลัวนักเจ้าค่ะ”
อิงหลานแทรกเสียงพลางน้ำตาคลอ“ทันทีที่หลี่ผินมาถึงหมอหลวงเผยก็ตามมาติดๆ หลังตรวจอาการ บอกว่าบาดแผลไม่ถูกจุดสำคัญดีที่ท่านพันแผลไว้แต่แรก แต่เลือดที่เสียไปก็ไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ”
หลิวชิงเซียงขยับตัวขณะที่มุมปากปรากฏรอยยิ้มจาง“ท่านหมอเผยว่าอย่างไรอีกบ้าง”
“หมอหลวงว่าอาการไม่น่าห่วงแล้วเจ้าค่ะแต่ขอให้งดเคลื่อนไหวรวดเร็ว ห้ามฝืนร่างกาย และพักผ่อนให้มากที่สุด”
หญิงสาวบนเตียงพยักหน้าช้าๆความปวดในร่างยังกดทับอยู่เต็มอก แต่ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจนางนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยอีกครา เสียงของนางเบากว่าครั้งก่อนแต่แฝงแววตั้งใจ
“แล้ว..ช่วงที่ข้าหายไป..ฝ่าบาทว่าอย่างไรบ้าง”
อิงหลานกับฟ่านหรูชะงักไปชั่วขณะดวงตาทั้งสองหันมองหน้ากันก่อนจะสบตานายตนอย่างชั่งใจ
“ฝ่าบาท..ก็หายไปพร้อมกับหลี่ผินนี่เจ้าค่ะ” อิงหลานเอ่ยเสียงเคร่งเครียด “ตอนนั้นที่เกิดเหตุวุ่นวายมีระเบิดไฟขึ้นระหว่างพิธีล่าสัตว์..”
ดวงตากลมเบิกกว้างเหมือนว่าวันนั้นที่พิธีล่าสัตว์จะเกิดเหตุการณ์หลากหลายมากกว่าที่คิดแต่ระเบิดไฟนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วจะไม่ให้ตกใจคงยาก “เล่าให้ข้าฟังที เกิดอะไรขึ้น”
ฟ่านหรูเอ่ยตอบทันทีราวจะเทออกให้หมดถึงท่าทางยังตระหนกอยู่ในที “ตอนนั้นม้าในขบวนแตกตื่นเจ้าค่ะแต่ระเบิดไฟ..ไม่ใช่แค่จุดเดียวมีถึงแปดจุดด้วยกัน พวกหม่อมฉันอยู่ด้านนอกยังได้ยินเสียงระเบิดเหมือนสวรรค์พิโรธเลยเจ้าค่ะ”
“เหล่าองครักษ์ที่อยู่ใกล้ฝ่าบาทรีบพาพระองค์หลบเข้าป่าแต่พบว่ามีกับดักล่าสัตว์ซ่อนอยู่ ขบวนแตกกระเจิง..” อิงหลานเสริม
“แล้วฝ่าบาท?” หลิวชิงเซียงกระซิบรอยขมวดระหว่างคิ้วเรียวยิ่งแน่นขณะฟังไปเรียบเรียงเรื่องในหัวไปด้วย
“หลังจากนั้นเมื่อขบวนกลับมาตั้งหลักได้พบว่าฝ่าบาทหายไปเจ้าค่ะ”ฟ่านหรูว่าเสียงเบา “พวกองครักษ์ว่าหลุดขบวนพร้อมกับพระองค์หายไปทั้งกลุ่มไม่มีใครตามทัน จากนั้นทุกคนก็แตกตื่น บางว่าเป็นการลอบสังหารบ้างก็ว่าต้องมีแผนร้ายจากคนในคนใดคนหนึ่ง”
“หรือแม้แต่คณะทูตจากเฉาหนานก็ต้องสงสัย..” อิงหลานกล่าวต่อเสียงหม่น “ตอนนี้ถูกกักตัวไว้ในจวนแล้วไม่มีผู้ใดออกได้”
หลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากแน่นนัยน์ตาแปรเปลี่ยนจากงุนงงเป็นแน่วแน่ “แล้วเหตุใดข้าจึงถูกพากลับมาข้ากลับมาพร้อมกับฝ่าบาทหรือ พระองค์กล่าวอะไรไหม?” เพราะนางไม่อยากเอ่ยอะไรที่อาจจะขัดเรื่องราวที่ถูกวางเอาไว้จากอีกฝ่าย
“เรื่องนี้พวกหม่อมฉันก็ไม่ทราบแน่ชัดเจ้าค่ะเห็นว่าเหล่าองครักษ์ที่พาฝ่าบาทกลับมา ก็พาท่านกลับมาด้วย”
หลังคำบอกเล่าหญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่งราวกับก้อนหินใหญ่ทับอยู่กลางอก คำถามมากมายผุดขึ้นมาไม่สิ้นสุดหากนี่เป็นแค่การวางกับดักล่าสัตว์เหตุใดจึงจุดระเบิดถึงแปดจุดในพื้นที่พิธีล่าสัตว์ขององค์จักรพรรดิ
หากเป็นแค่การแย่งชิงบัลลังก์ภายในวังหลังเหตุใดจึงเกี่ยวพันถึงคณะทูตเฉาหนานอีกทั้งนางก็เห็นชัดว่าเป้าหมายของนักฆ่าคือตัวนางเองหรือว่าจะมีเป้าหมายมากกว่าหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นผู้บงการมากกว่าหนึ่งอีกด้วยเรื่องนี้ซับซ้อนมากเกินไปแล้ว
“มีผู้ใดกล่าวถึงเรื่องนี้ในวังอีกหรือไม่” นางเอ่ยถามอีกครั้งพลางพิงหลังกับหมอนซ้อนสูง คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันจนแทบแนบสนิท
“ข่าวแพร่ไปทั่ววังเจ้าค่ะแต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดตรงๆ ว่าฝ่าบาทหายตัวไปทั้งที่สำนักราชเลขาเรียกขุนนางประชุมฉุกเฉิน แม้แต่แม่ทัพกองจตุรทิศก็ถูกเรียกเข้าวังในวังหลังก็ไม่น้อย ฮองไทเฮาเรียกทั้งไท่เฟยไท่ผินเข้าไปที่ตำหนักฉือหนิงกล่าวได้ว่าโกลาหลนัก”
“จนสองวันก่อน..ฝ่าบาทเสด็จกลับพร้อมกับหลี่ผินนี่แหละเจ้าค่ะ” อิงหลานกล่าวเสียงแผ่ว “ทุกคนล้วนตกใจเพราะตอนแรกไม่มีผู้ใดคิดว่าท่านจะหายไปพร้อมกันคิดว่าเป็นหลี่ผินเพียงพลัดหลงจากระเบิดไฟ”
“มีการประกาศหรือยังว่าใครอยู่เบื้องหลัง”
“ยังเจ้าค่ะ” ฟ่านหรูส่ายหน้า “แต่ได้ยินว่าส่งเรื่องให้สามศาลสูงสุดเข้ามาแล้วเตรียมการไต่สวนเก็บหลักฐาน อีกไม่นานต้องมีการสืบสวนแน่ๆ”
หลิวชิงเซียงทอดถอนใจเบาร่างบางบนเตียงยังคงซีดเซียวไปบ้างแต่ก็รอดปลอดภัยก็นับว่าดีแล้วสีหน้าของนางปรากฏความครุ่นคิด ลึกเข้าไปในนัยน์ตามีเพลิงสุมเงียบงันใครที่กล้าก่อเหตุร้ายเช่นนี้ในพิธีสำคัญ ย่อมมีจุดมุ่งหมายที่มิอาจเพิกเฉยได้ “หากมีการไต่สวนตำหนักฟู่ตงของพวกเราก็ไม่อาจจะสงบอีกเช่นกันข้าหายไปพร้อมฝ่าบาทเรื่องต้องมาถึงแน่ๆ”
“เช่นนั้นนายหญิงต้องรักษาตัวให้หายโดยเร็วเจ้าค่ะ” ฟ่านหรูรีบเอ่ยดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
อิงหลานพยักหน้า“ท่านต้องฟื้นกำลังให้ได้ไม่ว่าฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลาย พวกหม่อมฉันจะไม่ยอมให้ท่านเผชิญสิ่งใดลำพังอีก”
หลิวชิงเซียงก็หลุบตาลงช้าๆมือเรียวขยับช้อนขึ้นประคองตัวเองเอนพิงหมอนปัก ใต้แผ่นหลังนั้นอ่อนนุ่มแต่ยามนี้กลับให้ความรู้สึกหน่วงหนักร่างบางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาแน่นิ่งหากในใจกลับราวแม่น้ำเชี่ยวกราก
หลังจากฟังเรื่องเล่าจากสองนางกำนัลไปแล้วก็ตามแต่ให้ใคร่ครวญเองนางก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนม่านหมอกขมุกขมัวที่คลี่คลายเพียงเล็กน้อยทว่ากลับมีม่านใหม่มาบดบังเพิ่มขึ้นอีกชั้น แต่อีกไม่นานจะมีการสอบสวน ผู้ใดหมายชีวิตของนางหรือหมายสร้างความไม่สงบต่อบัลลังก์เบื้องสูง นางก็หวังว่าการไต่สวนจะใหญ่จนขุดรากออกมาได้ทั้งหมด
นางหลับลงภาพเรื่องราวในห้วงคำนึงฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าทบทวนรายละเอียดที่ได้ยินจากอิงหลานกับฟ่านหรูอย่างรอบคอบความคิดในใจนางพลันแทรกขึ้นเป็นห้วงๆ ร้อยเรียงไม่ขาดตอน
'ระเบิดแปดจุด..ขบวนแตก..กับดักล่าสัตว์'ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะลืมขึ้นช้าๆดวงตาใสจับจ้องเพดานแกะสลักลายที่สูงเหนือศีรษะ ทว่าใจกลับไม่อยู่ตรงนั้น ‘เหตุการณ์เช่นนี้หากมิใช่ผู้อยู่เบื้องหลังที่สูงส่งจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไรในพิธีสำคัญระดับแผ่นดิน’
ใจหนึ่งก็หวนนึกถึงก่อนออกเดินทางวันที่เขามาหานาง รอยอันแผ่วบางในแววตาของเขายามนั้น ความลังเลอันไม่ค่อยเห็นมาก่อนในบุรุษผู้มั่นคงเยี่ยงศิลาเย็นเขาเอ่ยเพียงไม่กี่คำ แต่ก็สื่อชัดถึงความกังวลใจบางอย่างที่เขาไม่อาจกล่าวออกหรือว่าเขารู้ว่าจะมีเรื่อง? ‘แต่หากรู้ว่ามีภัย..เหตุใดยังต้องจัดพิธีล่าสัตว์?’ เว้นเสียแต่ว่าพิธีนั้นคือบันไดที่เขาจำต้องก้าวแม้จะรู้ว่าปลายทางอาจเต็มไปด้วยขวากหนาม
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลิวชิงเซียงถอนหายใจเงียบ พลางยกมือขึ้นกดหน้าผากเบาๆความครุ่นคิดอันหนักอึ้งทำให้นางรู้สึกถึงความปวดที่ลึกลงไปยิ่งกว่าบาดแผลภายนอก‘เวลานี้ยากจะเข้าใจทั้งหมด’ บางทีการได้พบเขาอาจจะไขปริศนาได้เมื่อถึงเวลานั้นเขาอาจบอกกับนางเอง ว่าเรื่องทั้งหมดแท้จริงเป็นเช่นไร
ร่างบางขยับเล็กน้อยขยับกายแนบหมอนอีกข้างอย่างช้าๆนิ้วเรียวยังแตะอยู่ข้างขมับราวหวังบรรเทาความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ
“อิงหลาน ฟ่านหรู” เสียงนางแผ่วนัก แต่ยังมั่นคง “หากมีโอสถก็ไปจัดมาเถิดข้าจะพักผ่อนอีกครู่ ลำบากพวกเจ้าแล้ว..”
ทั้งสองนางกำนัลสบตากันแล้วรีบย่อตัวรับคำสีหน้าทั้งคู่ฉายชัดความอาลัยห่วงหา “หลี่ผินเจ้าคะ..อย่ากล่าวคำว่าลำบากเลย” ฟ่านหรูเอ่ยน้ำเสียงสะท้อนใจ “การได้รับใช้ท่านเป็นความปรารถนาของพวกเรา”
อิงหลานรีบกล่าวเสริม“ใช่เจ้าค่ะท่านดีต่อนางกำนัลอย่างพวกเรายิ่งนัก จะให้คิดว่าลำบาก..จะคิดเช่นนั้นได้อย่างไร”
เสียงของทั้งสองแฝงความจริงใจมิได้เสแสร้งทั้งสายตาแวววาวสะท้อนแสงพอให้เห็นว่าระยะเวลาและความใกล้ชิดที่ผ่านมานั้นเปลี่ยนความเป็นนายบ่าวให้ลึกซึ้งมากกว่านั้น
“ขอบใจพวกเจ้า” หลิวชิงเซียงหลุบตามอง น้ำเสียงต่ำแต่อบอุ่นนางรู้ดีว่าทั้งสองอยู่ข้างตนตั้งแต่เข้าวังวันแรกไม่เคยลดความซื่อตรงลงเลยแม้แต่วันเดียว ในยามปกติคนเราย่อมวัดใจได้ยากแต่เมื่ออยู่ในยามยากใครที่ยังกล้าอยู่เคียงข้าง ย่อมประเมินค่าได้ดั่งทองคำแท้บางทีวังหลวงแม้จะเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายแต่ก็ยังมีคนที่จริงใจให้พึ่งพิงได้
ร่างบางค่อยปิดเปลือกตาลงช้าๆขณะที่สองนางกำนัลลุกขึ้นอย่างเงียบงันแล้วถอยหลังออกไปเพียงชั่วขณะในห้องบรรทมก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครา
สองวันให้หลังแสงแดดยามสายส่องลอดผ่านระแนงหน้าต่างหลิวชิงเซียงนั่งเอนอยู่กับเบาะนวมพิงหลังหนานุ่มบนโต๊ะกลมตรงหน้าเป็นสำรับอาหารเบาๆ ที่ฟ่านหรูจัดเตรียมไว้เรียบร้อยอาภรณ์ของนางเป็นผ้าทอเนื้อบางสีฟ้าอมเขียวยามนี้ผิวหน้านางมีสีเลือดฝาดกลับมาแล้วเล็กน้อย ดวงตาก็แจ่มใสขึ้นมาก
แม้ยังมีอาการปวดเมื่อยบ้างบริเวณไหล่และต้นขาแต่ก็เรียกได้ว่าอาการโดยรวมดีขึ้นมากนางกำลังใช้ตะเกียบคีบผักจากจานเคลือบสีขาวลายไผ่มาเคี้ยวช้าๆสลับกับซดน้ำแกงเห็ดหูหนูดำพอให้ลำคอชุ่มชื่น
เสียงฟ่านหรูกับอิงหลานเบาแผ่วเป็นระยะยามปรนนิบัติก็เอ่ยเรื่องราวจากวังหลวงให้นายของตนฟังเป็นระยะราวกับจะกลบความเงียบในตำหนัก “เมื่อเช้านี้ไท่เฟยเสด็จเข้าท้องพระโรงอีกเจ้าค่ะได้ยินว่าเป็นเรื่องสอบสวนเพิ่มเติม”
“ท่านแม่ทัพก็เข้าวังทุกวันตอนนี้ในวัง..ไม่มีวันใดที่ไม่มีคนถูกเรียกไปไต่สวนเลยเจ้าค่ะเหล่าขุนนางต่างพากันกังวลจนไม่กล้าแม้แต่จะซุบซิบ”
หลิวชิงเซียงเพียงพยักหน้าเบาๆไม่เอ่ยอะไรกลับ แววตานางสว่างกระจ่างหากภายในใจยังคงวนเวียนกับคำพูดของฟ่านหรูเมื่อวันก่อนคณะทูตจากเฉาหนานถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ผู้ที่เกี่ยวข้องถูกสอบสวนอย่างไม่ละเว้นขุนนางชั้นต้นจนถึงขันทีในพิธีล่าสัตว์ ล้วนตกอยู่ภายใต้สายตาแห่งราชสำนัก
‘เรื่องนี้..คงไม่จบง่าย’ นางกำลังจะยกตะเกียบอีกครั้งแต่ยังไม่ทันที่ปลายตะเกียบจะแตะจานเสียงฝีเท้าเร่งรีบประสานกับเสียงร้องประกาศก็ดังขึ้นจากหน้าตำหนัก
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
ข้ารับใช้ที่อยู่ในเรือนลานหน้าตำหนักพลันรีบรุดคุกเข่าพร้อมเพรียงกันโดยทันทีมือประสานแนบอกก้มหน้าลงอย่างเคารพ เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่ไม่รีบร้อนใกล้เข้ามาก่อนที่ชายชุดคลุมสีแดงเลือดนกจะปรากฏที่กรอบประตู
โม่เหวินหานก้าวเข้าสู่ตำหนักฟู่ตงโดยไร้ขบวนเส้นผมดำขลับรวบสูง ตรงหว่างคิ้วมีแววหม่นจางจากความเคร่งเครียดสะสมแต่เมื่อสายตาพบกับร่างบางบนตั่งนวม ดวงตาคู่นั้นก็อ่อนลง
หลิวชิงเซียงนั่งอยู่เช่นเดิมมิมีท่าทีจะลุกขึ้นเคารพหรือแม้แต่แสดงอาการลำบากเลยไม่สะดวกจะถวายพระพรแต่อย่างใดนางเพียงแค่หันหน้ามองพระองค์ตรงๆ ดวงหน้าเรียบสนิทไม่มีแววลุกลี้ลุกลนหรือเสแสร้งทำความเคารพอย่างนอบน้อม
โม่เหวินหานมองภาพตรงหน้าแล้วเพียงหัวเราะในลำคอเบาๆเดินอ้อมโต๊ะกลมไปนั่งลงข้างนางโดยไม่พูดอันใดจนกระทั่งกายสูงใหญ่เอนตัวลงนั่งเรียบร้อย เสียงทุ้มต่ำจึงเอ่ยขึ้น“อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว” เสียงนั้นแม้จะทุ้มแต่ในน้ำเสียงแฝงความห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด
หลิวชิงเซียงหันมาสบตา“ดีขึ้นมากแล้วเพคะยังมีตึงบ้างตรงแผล แต่ไม่ถึงกับร้ายแรง”
เขาพยักหน้ารับเบาๆสายตามองมือของนางที่ยังจับตะเกียบไว้อยู่ “ช่วงนี้ขยับตัวให้น้อยหน่อยอย่าฝืน แล้วก็อย่าลืมทานยาบำรุงด้วย” พูดจบก็กวาดตามองไปทางอิงหลานฟ่านหรู “ไป จัดสำรับใหม่อีกหนึ่งสำรับ”
สองนางกำนัลรับคำเสียงเบาแล้วรีบออกไปจัดการตามคำสั่งแล้วเสร็จอย่างว่องไว
หลิวชิงเซียงหันหน้ามองเขานิดหนึ่ง“ฝ่าบาทเสวยก่อนเถอะเพคะ”
เขาไม่พูดพล่ามให้ยืดยาวมือข้างหนึ่งก็หยิบตะเกียบขึ้น คีบเนื้อไก่ตุ๋นเครื่องยาสมุนไพรจากจานตรงหน้ามาวางในถ้วยของนางอย่างไม่เกรงใจ
“นี่เจ้าควรทานให้หมด” เขาเอ่ยเรียบๆแล้วก็คีบอีกอย่างตามมาไม่หยุด
หลิวชิงเซียงเบี่ยงหน้าหลบแทบไม่ทันต้องพูดห้ามเสียงแผ่ว “ฝ่าบาท..ค่อยๆ เพคะ หม่อมฉันทานไม่ทัน ฝ่าบาทเสวยบ้างเถอะเพคะบอบช้ำมาพอกัน”
แต่พระองค์กลับหัวเราะในลำคอเสียงหัวเราะนั้นแผ่วต่ำอย่างยินดี “เจ้าอย่าคิดว่าเราจะยอมให้วันนี้ต้องทานให้หมด ไม่มีทางหลบเลี่ยง”
พูดจบเขาก็คีบขนมไส้ดอกส้มที่ด้านนอกเป็นแป้งบางกรอบหอมอบเชยวางลงบนจานของนางด้วยความตั้งใจ
หลิวชิงเซียงจึงจำต้องทำบ้างนางคีบผักน้ำมันงาปรุงพิเศษขึ้นมาแล้วยื่นให้เขาโดยไม่ถาม ก่อนจะคีบอีกอย่างและอีกอย่างไม่ยอมหยุดคล้ายเป็นการชิงชัย
โม่เหวินหานมองด้วยดวงตาเปี่ยมความขบขันแล้วก้มเอ่ยเสียงทุ้มชิดใบหู“มีแต่ของที่เราชอบสนมรักรู้ใจเราจริงๆ”
นางชะงักเล็กน้อยสุดท้ายก็แค่นเสียงหัวเราะแห้งๆ พร้อมกลั้นยิ้มบางที่หุบไม่สุดแววตายังเปี่ยมด้วยความระแวงปะปนความอบอุ่นบางเบา
ทั้งสองใช้เวลาอยู่กับสำรับอาหารจนของในจานพร่องไปเกินครึ่งแม้จะไม่มีเสียงพูดมากนัก แต่ความเงียบก็หาใช่ความอึดอัดไม่ทุกการเคลื่อนไหวระหว่างทั้งสองมีจังหวะลงตัวราวกับเคยชินมาเนิ่นนาน
เมื่ออาหารพร่องเกือบหมดโม่เหวินหานก็หยิบผ้าเช็ดมืออย่างใจเย็น จากนั้นลุกขึ้นช้าๆ เตรียมจะกลับทว่าเสียงเบาและนุ่มกลับรั้งเขาไว้เสียก่อน
“ฝ่าบาทอยู่สนทนาด้วยกันอีกครู่ได้หรือไม่” เสียงนั้นเบาแทบไม่ถึงโสตอีกฝ่ายดีที่เขาประสาทรับเสียงยอดเยี่ยมมากพอจะทำให้ฝีเท้าที่กำลังหมุนตัวหยุดลง
โม่เหวินหานเหลียวกลับมามองเห็นหลิวชิงเซียงเอนตัวมาใกล้เล็กน้อยคล้ายเรียกเขาเข้าหา ร่างสูงจึงโน้มกายเบาๆเข้าหา นางถึงยอมเอ่ย “อยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น..ได้หรือไม่เพคะ?”
ดวงตาคมลึกของบุรุษผู้นั้นนิ่งสงบเขามิได้ขยับแม้แต่น้อยอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนริมฝีปากเฉียดผ่านไรผมของนาง “อืม..แต่เรื่องนั้นยังไม่ลงตัวอย่างไรเราสัญญาจะไม่ปิดบังเจ้าแน่ถ้าได้ความใดๆ”
กล่าวจบเขาก็ผละออกอย่างแผ่วเบาก่อนจะยื่นมือมาบีบปลายจมูกของหลิวชิงเซียงเบาๆ อย่างมันเขี้ยว “แต่ก่อนหน้านั้น..อย่าแอบไปซ้อมวรยุทธ์เชียวเราจะส่งคนมาเฝ้าเจ้า”
น้ำเสียงเอื้ออาทรเจือความขบขันในทีแล้วกล่าวปิดท้ายพลางหมุนตัวเตรียมจากไป “ไว้เจ้าหายดีเราจะยอมประลองกับเจ้า..เจ้าว่าดีไหม”
หลิวชิงเซียงยกมือแตะจมูกแล้วส่ายหน้าเบาๆอย่างไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายทำเช่นว่านางเป็นเด็กจากนั้นเพียงยิ้มจางอย่างอ่อนใจในพฤติกรรมเอาแต่ใจแต่ก็แฝงความห่วงใยของอีกฝ่าย
เมื่อนางเงยหน้าอีกครั้งชายชุดคลุมสีแดงเลือดนกก็พ้นกรอบประตูไปแล้วเหล่าข้ารับใช้ที่อยู่ด้านนอกต่างก้มตัวลงแนบพื้นอีกครั้ง ปล่อยให้สายลมและเสียงฝีเท้าค่อยๆไกลออกไป จนเหลือเพียงความเงียบงันในห้องพักอีกครา