เวินจื่อถงไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ นางเพียงแต่จัดการาแไปพลาง บ่นพึมพำไปพลางว่า
“เ้าอย่าได้ดูถูกผงคราบเขม่าก้นหม้อนี่เชียวนะ! ผงคราบเขม่าก้นหม้อนี่เป็ตัวยาที่ถูกต้องตามตำราเลยล่ะ! หรือที่เขาเรียกว่าไบ๋เฉ่าซวง าแของเ้ามีเยอะเกินไป พอดีเลยจะได้ใช้ช่วยลดการอักเสบและห้ามเืให้เ้า!”
“ถึงแม้จะดูน่าเกลียดไปสักหน่อย แต่เ้าควรจะรู้ว่าบ้านข้าไม่มีเงิน พวกเรายากจนมาก! ไม่มีปัญญาหาหมอมาตรวจอาการให้เ้าหรอก ดังนั้นเ้าก็ทนเอาหน่อยเถอะ ไม่ตายก็ถือว่าดีมากแล้ว!”
“รอให้แผลของเ้าหายดีแล้ว อย่าลืมตอบแทนข้าก็พอ ข้าเห็นว่าเ้าดูท่าทางจะมีเงิน ไม่น่าจะขาดแคลนเงินเล็กน้อยเพื่อตอบแทนการช่วยชีวิตครั้งนี้หรอกนะ?”
เมื่อเวินจื่อถงจัดการาแเสร็จสิ้น ก็จัดแจงปิดเสื้อผ้าของเด็กหนุ่มแล้วมองอย่างพึงพอใจ จากนั้นจึงหันไปมองเด็กหนุ่มผู้นั้น
นางเห็นเพียงเด็กหนุ่มจ้องมองตนด้วยสายตาแปลกประหลาด ราวกับเห็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้เวินจื่อถงเกิดความสงสัยจึงลองลูบใบหน้าของตนเองแล้วถามว่า
“เ้าจ้องข้าทำไมกัน? มีอะไรติดหน้าข้าหรือ? อ๋อ! ต้องเป็ตอนที่ช่วยทายาให้เมื่อครู่แล้วผงคราบเขม่าก้นหม้อติดมาแน่ ๆ ! หึ! ดูสิ ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทเพื่อเ้าตั้งมากมาย เ้าห้ามลืมบุญคุณนี้เชียวนะ!”
หลังจากเตือนเด็กหนุ่มเสร็จ เวินจื่อถงจึงแอบย่องออกไปด้วยความพึงพอใจ นางไม่อยากให้พวกพี่ชายจับได้ว่านางแอบทำเื่เหล่านี้
หลังจากเวินจื่อถงจากไป เด็กหนุ่มจึงหยิบมีดสั้นในมือออกมา เขามองมีดสั้นที่คมกริบเล่มนั้นด้วยความมึนงงแล้วเม้มริมฝีปาก
เวินจื่อถงในชาติที่แล้วนั้นเรียบร้อยและเก็บตัว แม้แต่การมองเขาเพียงแวบเดียวก็ยังหน้าแดง แล้วจะกลายเป็คนพูดมากเหมือนตอนนี้ได้อย่างไร?
หรือเป็เพราะหลังจากที่ตนเองเกิดใหม่ในวัยสิบขวบ จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น?
ก็จริง หากเป็ชาติก่อน เขาจะได้พบกับเวินจื่อถงในอีกห้าปีให้หลัง ซึ่งก็คือตอนที่เขาอายุสิบห้าปี
ตอนนี้เร็วขึ้นห้าปี บางทีอาจเป็เพราะเวินจื่อถงยังเด็ก นิสัยจึงยังไม่โตเต็มที่?
ช่างเถอะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ในเมื่อตนเองได้พบกับคนตระกูลเวินผู้นี้อีกครั้งโดยบังเอิญ เช่นนั้นครั้งนี้... เขาอาจจะต้องเริ่มลงมือให้เร็วขึ้น
พี่น้องตระกูลเวินแต่ละคนล้วนเป็พวกรับมือยาก แม้ว่าชาติที่แล้วท้ายที่สุดเขาจะกำจัดพี่น้องตระกูลเวินได้สำเร็จ แต่วิธีการนั้นก็ค่อนข้างซับซ้อน
บัดนี้ ในเมื่อได้เกิดใหม่ครั้งหนึ่ง เขาย่อมต้องกำจัดก้อนหินที่ขวางทางเหล่านี้ออกไปล่วงหน้า
เพียงแต่ตอนนี้เขาาเ็สาหัส จึงยังไม่ควรวู่วาม ควรพักรักษาตัวให้ดีก่อน
รอจนกว่าแผลจะหาย พี่น้องตระกูลเวินพวกนี้...
ในดวงตาของเด็กหนุ่มฉายแววจิตสังหารวูบหนึ่ง
...
บนโต๊ะอาหารเรียบง่ายมาก มีเพียงหน่อไม้ผัดกากหมูหนึ่งจาน หัวไชเท้าหนึ่งจาน และปลานึ่งหนึ่งตัว พี่น้องหลายคนต่างกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
“ไม่นึกเลยว่าหน่อไม้นี่จะกินได้จริง ๆ ! ไม่รู้ว่าถ้าเอาไปขายจะมีคนซื้อไหมนะ?”
เวินจื่อซ่างกินหน่อไม้ไปพลางเริ่มคิดถึงความเป็ไปได้ในการหาเงินไปพลาง
ในขณะที่เวินจื่อชีคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าสงสัยว่าจะมีคนซื้อไหม เราก็แค่เอาไปลองขายดูไม่ดีหรือ? ขายได้ก็ขาย ขายไม่ได้เราก็กินเอง! อีกอย่าง อย่างไรเสียเราก็ไม่มีต้นทุนอยู่แล้ว!”
เวินจื่อซ่างคิดดูแล้วก็เห็นด้วย จึงยิ้มแล้วคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งใส่ในชามของเวินจื่อชี พร้อมหัวเราะว่า “เสี่ยวชีฉลาดมาก ให้เนื้อปลาเป็รางวัลชิ้นหนึ่ง”
เวินจื่อชีหัวเราะแหะ ๆ อย่างซื่อบื้อ ราวกับคนทึ่มคนหนึ่ง
เวินจื่อถงที่อยู่ข้าง ๆ ตักข้าวเข้าปากพลางพูดว่า “ปลาที่ถงเป่าจับมาได้ก็เอาไปขายได้นะ! บ่ายนี้ถงเป่าจะไปจับอีก!”
เวินจื่อซ่างมองปลาอีกสิบกว่าตัวที่เหลืออยู่ในโอ่งน้ำ ในใจก็เริ่มสนใจ แต่เมื่อนึกถึงเื่ที่เวินจื่อถงเจอตอนไปจับปลา จึงเอ่ยขึ้นว่า
“เอาแบบนี้ ถึงตอนนั้นให้พี่เจ็ดของเ้าไปเป็เพื่อน เ้าไปคนเดียวมันอันตรายเกินไป”
หากต้องเจอคนอย่างเซวียลี่เหนียงอีก ย่อมเป็เื่ยุ่งยาก
แต่เวินจื่อถงไม่สนหรอกว่าใครจะไปเป็เพื่อน
การได้มีโอกาสออกจากบ้านอย่างเปิดเผยเช่นนี้ นางดีใจยิ่งนัก! ถึงตอนนั้นนางสามารถวางไซดักปลาไว้ แล้วขึ้นเขาไปเก็บยาได้เลย จะได้ไม่เสียเวลา แถมได้ทั้งสองอย่าง!
พี่น้องตระกูลเวินปรึกษากันด้วยบรรยากาศที่สงบสุข ครู่ต่อมา เวินจื่อเอ๋อร์ก็เหลือบมองไปยังห้องที่เด็กหนุ่มพักอยู่แล้วพูดว่า
“เดี๋ยวให้เสี่ยวชีเอาอาหารไปให้คนผู้นั้นหน่อย แม้เราจะหาหมอมาดูอาการให้เขาไม่ได้ แต่จะปล่อยให้เขาหิวตายไม่ได้เช่นกัน”
หากเด็กหนุ่มผู้นั้นทนไม่ไหวเอง นั่นเป็เพราะดวงของเขาไม่ดี ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา
แต่หากมาหิวตายในบ้านของพวกเขา เื่นี้ย่อมจะพูดลำบาก
“ถงเป่าไปเอง! ถงเป่าไปเอง! ถงเป่าทำได้!”
เวินจื่อถงรีบยกมือรับหน้าที่นี้ทันที
แม้พวกเวินจื่อเอ๋อร์จะไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ทว่าเวินจื่อถงได้ถือชามที่คีบกับข้าวไว้แล้วะโโลดเต้นเข้าไปในห้องเสียแล้ว
ทุกคนมองดูร่างเล็ก ๆ นั้น สุดท้ายก็ไม่ได้ห้าม
ช่างเถอะ แค่น้องสาวมีความสุขก็พอ
เมื่อเวินจื่อถงเข้ามาในห้องอีกครั้ง เด็กหนุ่มก็หลับไปแล้ว
เด็กหนุ่มยามหลับใหลคิ้วและดวงตางดงามราวกับภาพวาด ขนตายาวงอนนั้นเหมือนกับผีเสื้อที่กำลังจะขยับปีกบิน ริมฝีปากบางสีชมพูเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อเกิดเป็เส้นโค้งที่สมบูรณ์แบบ
เวินจื่อถงไม่เคยเห็นคนที่หน้าตาดีขนาดนี้มาก่อนเลย
แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังเด็ก แต่ไม่ใช่เื่ยากเลยที่จะจินตนาการว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้น จะมีความสง่างามที่หาใครเปรียบไม่ได้เพียงใด!
จะว่าไป ตัวละครที่ผู้เขียนต้นฉบับบรรยายไว้อย่างวิจิตรบรรจงที่สุด ก็น่าจะมีเพียงพระเอกสายยันเดเระจอมคลั่งผู้นั้นกระมัง?
เวินจื่อถงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มองเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความสงสัย อดไม่ได้ที่จะคิดว่า พระเอกสายยันเดเระคนนั้น... คงไม่ใช่เขาหรอกนะ?
แต่ไม่นาน เวินจื่อถงก็สลัดความสงสัยนี้ทิ้งไป
ในต้นฉบับ พระเอกจะปรากฏตัวในอีกห้าปีให้หลัง ตามหลักแล้วใน่เวลานี้ พระเอกน่าจะถูกขังอยู่ในตำหนักเย็น ใช้ชีวิตที่ลำบากยิ่งกว่าคนรับใช้เสียอีก!
จะว่าพระเอกผู้นี้โเี้ก็โเี้จริง แต่ความรันทดก็รันทดไม่แพ้กันเลย!
เพราะมารดาของพระเอกมีพื้นเพเป็หญิงคณิกา มีรูปโฉมงดงามล่มเมือง ราวกับหญิงงามผู้มีรูปเป็ภัย หรือนางปีศาจผู้เลอโฉม
รูปลักษณ์เช่นนี้ย่อมได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้อย่างยิ่ง จนเป็หญิงสาวที่ได้รับความรักเพียงผู้เดียวในวังหลัง
น่าเสียดาย...
หญิงงามมักอายุสั้น มารดาของพระเอกสิ้นใจเพราะคลอดลูกยากในขณะที่ให้กำเนิดพระเอก ทิ้งให้พระเอกต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง
หากจะบอกว่ามีสายเืราชวงศ์ย่อมไม่ลำบากเกินไป แต่น่าเสียดายที่ตอนมารดาได้รับความโปรดปรานนั้น กลับถูกผู้คนเกลียดชังมาก!
ด้วยเหตุนี้ หลังจากสนมผู้โปรดปรานสิ้นใจ ความเกลียดชังของผู้คนไม่มีที่ระบาย จึงพุ่งเป้ามาที่พระเอกที่ยังเยาว์วัยทั้งหมด
ก่อนที่พระเอกจะหนีออกจากวังหลวงได้ เขาต้องถูกทุบตี ถูกทิ้งให้อดอยาก หนาวเหน็บ และถูกทรมานอีกมากมาย
ประสบการณ์อันแสนรันทดในวัยเด็กนี่เอง ที่หล่อหลอมให้พระเอกมีนิสัยยันเดเระจอมคลั่ง ไม่เชื่อใจใคร ยอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศตน!
สรุปสั้น ๆ คือ เด็กหนุ่มตรงหน้านี้ ไม่มีทางเป็พระเอกสายยันเดเระผู้นั้นแน่นอน!
เมื่อคิดได้ดังนี้ เวินจื่อถงจึงได้สติ แล้ววางอาหารที่นำเข้ามาไว้ข้างเตียง จากนั้นก็ยื่นมือไปเขย่าตัวเด็กหนุ่ม
“นี่ ๆ ๆ พี่ชาย ตื่นเร็วเข้า ดื่มโจ๊กสักหน่อยแล้วค่อยนอน”
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นยังมีความมึนงงอยู่บ้าง น้ำเสียงดูสะลึมสะลือและมีเสียงแบบเด็ก ๆ ขานรับคำหนึ่ง แต่ร่างกายกลับไม่ขยับเขยื้อน
เวินจื่อถงเห็นดังนั้น จึงถามด้วยความสงสัยว่า “เมื่อกี้ยังดุขนาดนั้น ตอนนี้กลายเป็ลูกแมวน้อยไปแล้วหรือ?”