ทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 67 ลาออกจากโรงหมอ

            ลู่จื่อยู่มองลงไปที่หลินกู๋หยู่ซึ่งเตี้ยกว่าเขามากขมวดคิ้วเล็กน้อย

            เขาไม่กล้าบอกความคิดของเขากับท่านปู่เพราะเขารู้ว่าท่านปู่จะไม่มีวันเห็นด้วยกับเขาอย่างแน่นอน

            เมื่อฉือหางปรากฏตัวเมื่อวานนี้ ลู่จื่อยู่รู้สึกเพียงว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

            ในขณะเดียวกันหลินกู๋หยู่รู้สึกได้ว่าลู่จื่อยู่กำลังเฝ้าดูนางตลอดเวลานางรอให้ลู่จื่อยู่พูด

            "หลิน" ลู่จื่อยู่พูดได้คำเดียว เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อยหลังจากคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้เขาก็หยิบกล่องออกมาจากแขนเสื้อและส่งให้หลินกู๋หยู่ "นี่คือสิ่งที่ข้าให้เจ้า ... อืม เป็นของขวัญปีใหม่"

            เมื่อได้ฟังถ้อยคำของลู่จื่อยู่หลินกู๋หยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองลู่จื่อยู่จากนั้นลดสายตาลงแล้วพูดเบาๆ ว่า"ขอบคุณคุณชายลู่สำหรับความกรุณา เพียงแต่สิ่งนี้มันไม่สมเหตุสมผลเลย"

            นางไม่เคยเป็นคนประเภทที่ยอมรับสิ่งของของคนอื่นง่ายๆเช่นเดียวกับตอนที่ฉือหางทำเช่นนั้นในตอนแรก นางก็ปฏิเสธเช่นกัน

            “เจ้ากับเขา” ลู่จื่อยู่เงยหน้าขึ้นมองหลินกู๋หยู่ ถามอย่างลังเลว่า “ข้าแค่อยากจะถามว่า เจ้าอยากจะอยู่กับเขาจริงๆ หรือไม่?”

            หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจขมวดคิ้วเล็กน้อย "นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า"

            “ถ้าเช่นนั้นเจ้ายังสามารถให้โอกาสข้าได้หรือไม่?” ลู่จื่อยู่ยื่นของในมือให้หลินกู๋หยู่

            หลินกู๋หยู่ส่ายศีรษะแล้วถอยหลังหนึ่งก้าว"ขอบคุณสำหรับการดูแลของท่าน เพียงแต่ความกรุณาของท่าน ข้าไม่กล้ารับ"

            หลังจากที่หลินกู๋หยู่พูดจบนางก็เดินตรงออกไปด้านนอก

            เมื่อหลินกู๋หยู่ออกมาจากห้องนั้น นางเพิ่งรู้สึกตัวว่าร่างกายของตนเย็นเยียบไปหมด

            ไม่เคยคิดมาก่อนว่าลู่จื่อยู่จะพูดอะไรเช่นนี้

            หลินกู๋หยู่เหงื่อออกท่วมตัวมือของนางก็กำหมัดแน่น

            ไม่แปลกใจแล้วที่หมอตู้พูดเช่นนั้นหลินกู๋หยู่หันศีรษะมองไปที่ประตูด้วยความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาในใจ นางเม้มริมฝีปากแน่น

            ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนางถึงได้รับอนุญาตให้ลาได้ก่อนหน้านี้หลินกู๋หยู่รู้สึกว่านางเพียงโง่มาก

            จู่ๆ นางก็ไม่อยากทำงานที่นี่อีกต่อไปแล้ว

            ลู่จื่อยู่รู้ทั้งรู้ว่านางแต่งงานแล้วแต่กระนั้นเขาก็ยังพูดเรื่องนั้นออกมา

            ยิ่งเขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้หลินกู๋หยู่ก็ยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนมากกว่าเดิม นางเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองในห้องโถงคิดจะเขียนจดหมายลาออก นางจะไม่มาที่นี่ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

            หลังจากเขียนจดหมายลาออกแล้วหลินกู๋หยู่ก็พับกระดาษอย่างระมัดระวังใส่ลงในซอง

            ดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก ก่อนจะค่อยๆจมดิ่งลงช้าๆ

            หลินกู๋หยู่มอบจดหมายในมือให้เสี่ยวซื่อสั่งกำชับเสี่ยวซื่อส่งมอบให้กับลู่จื่อยู่ จากนั้นนางก็ห่อโต้ซาให้แน่นสนิทแล้วพาโต้ซาออกไปข้างนอก

            ท่าทางของฉือหางยังคงตึงเครียดหลินกู๋หยู่กล่าวอย่างเป็นห่วงหลายส่วน "เรื่องของพี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง?"

            “จะเป็นหรือตายอย่างไรพี่สะใภ้ใหญ่ก็ไม่พูด” ฉือหางถอนหายใจเล็กน้อย กอดโต้ซาแน่นมองหน้าหลินกู๋หยู่ที่ซีดเซียวและขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าก็ไม่รู้จักใส่เสื้อผ้าให้มากกว่านี้หรือว่าเอาผ้าพันที่คอของโต้ซาให้เจ้า ข้าจะอุ้มเขาไว้เอง”

            “ข้าไม่หนาว” หลินกู๋หยู่รีบส่ายศีรษะ ถ้าไม่ใช่เพราะท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วนางอยากจะซื้อของกลับบ้านจริงๆ

            “หน้าเปลี่ยนสีแล้ว” ในขณะที่ฉือหางพูด เขากำลังจะแก้ผ้าพันคอที่คอของโต้ซา

            หลินกู๋หยู่เอื้อมมือไปจับมือฉือหางด้วยใบหน้าจริงจังว่า"ไม่จำเป็น ข้าไม่หนาว"

            หลินกู๋หยู่วางมือบนหลังมือของฉือหางแล้วพูดว่า "เจ้าดูสิ ไม่หนาวใช่หรือไม่?"

            ฉือหางไม่เชื่อคำพูดของหลินกู๋หยู่ เขาอุ้มโต้ซาแน่น

            "อย่างไรก็ตาม"หลินกู๋หยู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าไม่อยากทำงานในโรงหมออีกต่อไปแล้ววันพรุ่งนี้ข้าจะไม่มาแล้ว"

            บนถนนที่ปูด้วยหินชนวนที่ว่างเปล่ามีผู้คนไม่มากนัก ให้ความรู้สึกอ้างว้างไม่น้อย ลมหนาวพัดผ่านทำให้ผู้คนตัวสั่น

            "ทำไมเจ้าไม่มาแล้วละ?" ฉือหางมองหลินกู๋หยู่ด้วยความประหลาดใจ ในความคิดของเขาหลินกู๋หยู่ชอบการเป็นหมอมาก

            “ไม่มีเหตุผลใดเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เราสามารถเตรียมตัวสำหรับฤดูหนาวได้เลย” หลินกู๋หยู่พูดราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “ทว่าพรุ่งนี้ข้าอยากกลับไปบ้านแม่ ข้าไม่เคยว่างเลยสักคราในที่สุดตอนนี้ข้าก็มีเวลาสักที"

            ฉือหางขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดต่อ"พรุ่งนี้หรือ รีบร้อนเกินไปแล้ว"

            โดยไม่รอให้หลินกู๋หยู่พูด ฉือหางพูดต่อ"เราควรจะซื้อของบางอย่างกลับไปด้วย เวลานี้สายมากแล้ว วันพรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปซื้อของ มะรืนนี้เราค่อยไปกัน ดีหรือไม่?"

            “ส่งอะไรให้ดี?” หลินกู๋หยู่หันศีรษะไปมองที่ฉือหาง นางมักจะสับสนกับสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ

            "ซื้อไก่หนึ่งตัว แล้วก็เอาไข่หลายฟองกลับไปด้วย"ฉือหางตรึกตรองอยู่พักหนึ่ง "แล้วก็ซื้อเนื้อเพิ่มอีกสองสามจิน"

            “ถ้าเช่นนั้นหาซื้อในหมู่บ้านก็เพียงพอแล้ว” หลินกู๋หยู่พูดอย่างสบายๆ “อากาศเย็นลงข้าจะทำเสื้อผ้าให้ท่านแม่และน้องชายของข้า จะได้ส่งไปให้พวกเขา”

            ฉือหางไม่เคยคัดค้านสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูด

            ครอบครัวของพวกเขายังมีเงินอยู่แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีเงิน เขาก็ยังสามารถออกไปหาเงินได้

            ทั้งสองคนกลับบ้านพร้อมทั้งพูดคุยและหัวเราะหลินกู๋หยู่ได้ยินเสียงร้องห่มร้องไห้ของเด็กเล็กในบ้านหลักของสกุลฉือลอดมาจากระยะไกล

            “ยังไม่หยุดอีกหรือ?” หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปที่ฉือหางอย่างสงสัย

            ฉือหางเองก็งงงวยเล็กน้อยเช่นกันพูดด้วยความสับสนว่า "ตอนที่ข้าออกไป ที่นั่นยังดีอยู่ เขาไม่ได้ร้องห่มร้องไห้เช่นนี้"

            “กู๋หยู่เจ้าพาลูกกลับบ้าน ข้าจะไปดู” ฉือหางพูดพร้อมส่งโต้ซาให้หลินกู๋หยู่

            “ให้ข้าไปดูกับเจ้าเถอะ” หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้ว “ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับพี่สะใภ้ใหญ่เผื่อว่าข้าพอจะถามได้”

            หลินกู๋หยู่รู้ว่าพี่สะใภ้รองที่ไม่น่าเชื่อถือคนนั้นย่อมจะไม่พูดอะไรดีๆอย่างแน่นอน

            เมื่อฉือหางหลินกู๋หยู่และโต้ซาปรากฏตัวในบ้านสกุลฉือ พวกเขาต่างก็ตกตะลึง

            ซ่งซื่อกำลังนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นเด็กสองคนฉือหมิงและฉือซงต่างจับแขนของซ่งซื่อร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด

            หลินกู๋หยู่มองไปที่ฉือหาง แล้วรีบรุดเข้าไปหา

            “พี่สะใภ้ใหญ่พี่กำลังทำอะไรหรือ?” หลินกู๋หยู่ก้าวไปข้างหน้าเพื่อดึงฉือซงขึ้นมาก่อนแล้วจึงดึงซ่งซื่อ

             

            ซ่งซื่อร้องไห้โอดครวญเสียงดัง นางสะอึกสะอื้น “ข้าพูดไม่ถูกหรืออย่างไรข้าทำงานอย่างยากลำบากเพื่อครอบครัวนี้ งานภายในบ้านมีกี่คนกันที่ทำ ไหนจะงานในไร่นาอีกนอกจากข้ากับสามีของข้า พวกเจ้าทำงานเท่าใดกัน?"

            เดิมเสียงของซ่งซื่อก็ดังอยู่แล้วหลินกู๋หยูที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกว่าในใบหูของนางแทบจะสั่นสะเทือน

            ฉือหมิงดึงแขนของซ่งซื่อน้ำมูกไหลเข้าปากจากการร้องไห้ "ท่านแม่ ท่านอย่าไป ท่านอย่าไป"

            ฟางซื่อออกมาจากด้านใน เห็นหลินกู๋หยู่ดึงซ่งซื่อนางก้าวไปข้างหน้าเพื่อดึงหลินกู๋หยู่ออกไป

            “น้องสะใภ้สาม” น้ำเสียงเฉียบคมอันเป็นเอกลักษณ์ของฟางซื่อแววตาฉายแววดุร้ายมองซ่งซื่อปราดหนึ่ง จากนั้นจึงพูดต่อ “ท่านแม่โกรธมากแล้ว เจ้ายังสนใจอะไรนางอีก?”

            “เกิดอะไรขึ้นหรือ?” หลินกู๋หยู่ถามด้วยความสับสน

            ฟางซื่อมองดูซ่งซื่ออย่างเย่อหยิ่งและพูดอย่างโกรธเคืองว่า "ก็แค่สั่งให้นางไปทำงานในไร่นา ใครจะไปคิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ยอมไปสุดท้ายก็ยกเอาเรื่องแยกครอบครัวมาพูด ถ้อยคำสามหาวอกตัญญูเช่นนี้ เป็นคำพูดที่ลูกสะใภ้พูดได้หรือ?”

            แยกครอบครัวหรือ?

            สายตาของหลินกู๋หยู่จับจ้องไปที่ซ่งซื่อนางถอนหายใจอย่างจนปัญญา นางมองไปที่ฉือซู่ซึ่งนั่งยองๆ อยู่ตรงมุมในระยะไม่ไกล

            หลินกู๋หยู่รู้ว่านางไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้ได้นางเพียงแค่เดินไปด้านหน้าของฉือหางอย่างเงียบๆ

            ฉือหางก็ได้ยินถ้อยคำของฟางซื่อเช่นกันเมื่อเห็นหลินกู๋หยู่เดินเข้ามาใกล้ เขาก็ถอนหายใจเบาๆ “เรากลับกันเถอะ”

            หลินกู๋หยู่คิดว่าจะเป็นการดีกว่าที่ทั้งสองคนจะกลับไปเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวใหญ่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกเขา

            หากพวกเขาสองคนยังอยู่ที่นี่พวกเขาอาจจะยังต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย

            ด้วยเหตุนี้หลินกู๋หยู่จึงเดินตามฉือหางออกไปข้างนอก

            “ใครสั่งให้พวกเจ้าออกไป!” จู่ๆ เสียงโกรธขึ้งของโจวซื่อก็แผดดังออกมาจากเรือน

            ฉือหางและหลินกู๋หยู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องยืนอยู่กับที่

            โจวซื่อมองดูหลินกู๋หยู่อย่างเย็นชาไม่ว่าจะมองอย่างไร นางก็รู้สึกไม่สบายใจ พูดอย่างฉุนเฉียวว่า"ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าสามแยกครอบครัว เจ้าใหญ่ก็ไม่ต้องลำบากเช่นนี้ใช่หรือไม่?"

            หลินกู๋หยู่ก้มศีรษะลง ขมวดคิ้วเล็กน้อยคนในครอบครัวนี้แปลกประหลาดจริงๆ

            ซ่งซื่อสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ใบหน้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงร้องไห้ว่า "ท่านแม่เมื่อก่อนน้องสามยังสามารถช่วยพวกเราสามีภรรยาทำงานได้"

            "แต่ตอนนี้เล่า?" ซ่งซื่อเหลือบมองครอบครัวเจ้ารองอย่างขุ่นเคือง พูดอย่างโมโหว่า"ข้ากับสามีของข้าดูแลท่านก็เป็นสิ่งที่ควรแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะต้องเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวเจ้ารองพวกเขาทั้งครอบครัวมีมือมีเท้า ไฉนจะไปทำงานในไร่นาไม่ได้เล่า?”

            พอฟางซื่อได้ฟังถ้อยคำของซ่งซื่อก็ออกอาการไม่พอใจ"พี่สะใภ้ใหญ่ พี่กำลังพูดถึงอะไรหรือ? ข้าไม่ทำงานหรือ? ข้าไม่ทำงานเมื่อไรหรือ? ข้าทำงานทุกวันพี่ไม่เห็นก็อย่ามาพูดไร้สาระ”

            “เจ้าทำงานหรือ?” ซ่งซื่อยิ่งขมวดคิ้ว พูดอย่างฉุนเฉียวว่า “เจ้าทำงานทุกวันแต่กลับยังมีเวลามากพอที่จะออกไปคุยกับคนอื่นข้างนอกอีกงั้นหรือ?”

            “เจ้าสี่ต้องเรียนหนังสือข้าและเจ้าใหญ่จะช่วยหาเงินให้เขา แม้ว่าเราจะต้องขายทุกอย่างก็ตาม” ซ่งซื่อพูดด้วยความคับแค้นใจทันที “มีแต่พวกเจ้าสองคนที่เกียจคร้านเอาแต่กินกับนอน ทุกวันไม่ยอมทำงาน พวกเจ้าสองคนไม่ทำอะไรเลย ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงสิ้นสุดลงแล้วงานในไร่นา ข้าและเจ้าใหญ่ทำไม่ทันจริงๆ ข้าขอให้พวกเจ้าไปทำด้วยแล้วพวกเจ้าทำอย่างไรหรือ?

            เมื่อซ่งซื่อพูดเช่นนี้น้ำตาก็ไหลพรากอาบแก้มออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ นางพูดพลางร้องไห้"พวกเจ้าสองคนไม่เพียงแต่วิ่งหนี ซ้ำพวกเจ้าสองคนยังก่นด่าพวกเราพวกเราคู่สามีภรรยาสมควรใช้ชีวิตลำบากเพราะพวกเจ้างั้นหรือ?"

            โจวซื่อเดินเข้าไปฟาดฝ่ามือที่ใบหน้าของซ่งซื่อโดยไม่ลังเล

            “ท่านแม่?” ซ่งซื่อตะลึงกับการถูกตบ หลังจากนั้นไม่นานนางก็ร้องไห้และพูดว่า “ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะปลงใจหย่า ข้าไม่อยากมีชีวิตที่ทรมานยิ่งกว่าตายเช่นนี้!"

            ซ่งซื่อเอามือข้างหนึ่งปิดใบหน้าที่ถูกทุบตีแววตาจ้องเขม็งไปที่ฟางซื่ออย่างเกรี้ยวกราด นางกัดฟันแน่น “ข้าใช้ชีวิตเช่นนี้มาหลายปีแล้ว ข้าพอแล้วข้าไม่อยากใช้ชีวิตเช่นนี้อีกต่อไป"

            เมื่อได้ฟังสิ่งที่ซ่งซื่อพูดหลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นมองเจ้ารองคู่สามีภรรยาที่ยืนอยู่ข้างๆ

            ครอบครัวของเจ้ารองเกียจคร้านไม่ทำงานทำการแม้หลินกู๋หยู่จะแต่งงานเข้ามาที่นี่ไม่นาน แต่นางก็ยังชัดเจนเกี่ยวกับคนในครอบครัวของพวกเขา โดยเฉพาะฟางซื่อที่มีฝีปากคมคาย นางสามารถเกลี้ยกล่อมโจวซื่อจนโงหัวไม่ขึ้น

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ) ที่คุณอ่าน