6 ปีผ่านไป
“คุณชายเ้าคะ ถึงเวลาพักผ่อนแล้วเ้าค่ะ” เสียงใสดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ พร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงสาวในอาภรณ์ขาว ดวงตาดอกท้อโค้งเป็พระจันทร์เสี้ยวน่ามอง เข้ากันได้ดีกับลักยิ้มข้างเดียวบนแก้มด้านขวาของนาง รองเท้าปักสีขาวประณีตก้าวเท้าเข้ามาในห้องหนังสืออย่างถือวิสาสะไม่มีความเกรงใจเ้าของห้องเลยแม้แต่น้อย
ภายในห้องหนังสือ ผ่านไปหลายปีมีความเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ห้องที่เคยโล่งว่างมีสิ่งของอยู่เพียงเล็กน้อย ตอนนี้กลับมีชั้นหนังสือวางซ้อนกันหลายชั้น และทุกชั้นล้วนมีตำราล้ำค่ามากมายยัดไว้จนเต็ม นอกจากนี้ยังมีดาบ กระบี่ และของล้ำค่าในาถูกจัดวางไว้เป็ระเบียบอยู่บนผนังห้อง ภายในห้องมีโต๊ะตัวใหญ่ที่ถูกสร้างจากไม้ล้ำค่าสีดำวางไว้เด่นอยู่กลางห้อง เื้ัของโต๊ะมีเงาร่างของชายหนุ่มร่างหนึ่งกำลังก้มหน้าอ่านตำราสักอย่างด้วยความจริงจัง
เด็กชายเมื่อ 6 ปีก่อนเติบใหญ่กลายเป็ชายหนุ่มในวัย 17 ปีอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ได้ผ่านการฝึกฝนและการดูแลอย่างเอาใจใส่จากสาวใช้เพียงคนเดียวในเรือนเป็อย่างดี ทำให้ร่างกายซึ่งเคยผอมแห้งในวันวาน กลับกลายเป็บุรุษที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเพราะการเรียนฝึกวรยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ
อาภรณ์สีดำถูกตัดเย็บอย่างประณีตสลัดภาพเด็กชายผอมแห้งที่สวมชุดสีซีดเต็มไปด้วยรอยขาดจนหมดสิ้น ผ้าไหมชั้นดีสีดำเงาวาวเมื่อสวมอยู่บนตัวของเขาทำให้ดูองอาจและดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่าอายุจริงๆของตนเอง ผมถูกรวบไว้ด้วยแถบผ้าสีดำเรียบง่าย
ชายหนุ่มหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องหวานใส มือหนาจนสังเกตเห็นเส้นเืวางตำราไว้บนโต๊ะช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตานิลซึ่งเคยเ็าอ่อนลงเล็กน้อยเพราะเ้าของร่างในอาภรณ์ขาวและดวงตากลมโตซึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่
“อืม” เสียงทุ้มตอบรับในลำคอทั้งที่ดวงตาสีนิลยังก้มลงมองหญิงสาวไม่วางตา เวลาผ่านไป 6 ปี นอกจากความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของเขาและความสูงที่เพิ่มมากขึ้น แต่หญิงสาวเบื้องหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยนไปเลย ใบหน้านั้นยังคล้ายดรุณีน้อยในวัย 14-15 ปีเช่นเดิม กลับกลายเป็ว่าเขาดูเหมือนคนที่มีอายุมากกว่านางเสียแล้ว
ป๋ายฮวายิ้มตอบจนลักยิ้มข้างขวาบุ๋มลึกลงไป “พรุ่งนี้คือวันเกิดคุณชาย อายุครบ 17 ปีแล้ว คุณชาย้าสิ่งใดหรือไม่เ้าคะ”
การเติบโตของชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็ความภาคภูมิใจของนางตลอด 6 ปีที่ผ่านมาทำให้นางกลายเป็คนเดียวที่เฟยหลงให้ความไว้วางใจ นี่คือเื่ที่นางรู้สึกพอใจมากๆ
“ไม่มี” แม้จะผ่านมานานแต่เฟยหลงก็ยังเป็คนที่หวงคำพูดและพูดน้อยคำเช่นเดิม แต่ดวงตานิลซึ่งเคยเ็ากันผู้คนออกห่างหลายร้อยลี้กลับไม่มีแล้ว แม้จะไม่พอใจที่เขาพูดน้อยแต่ป๋ายฮวาก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองที่เขาไม่ได้เ็าต่อนางแล้ว
นางไม่ควรโลภมาก
ป๋ายฮวากะพริบตาปริบๆเพราะบทสนทนาของนางและเฟยหลงไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีหรือหลายปีเพียงใด ยังคงเป็นางฝ่ายเดียวที่พูดคุย และบางครั้งยังคล้ายกับว่านางพูดอยู่คนเดียวด้วยซ้ำ ทำให้นอกจากความสามารถดูแลชายหนุ่มให้เติบใหญ่ ความสามารถในการชวนคุยของนางก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน จนทำให้ตอนนี้นางสามารถพูดคนเดียวได้เป็ชั่วยามเลย
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ คุณชายเ้าคะ พรุ่งนี้ซื่อจื่อจะกลับจวนอ๋องแล้ว” ป๋ายฮวาเปลี่ยนเื่คุยก่อนจะทำหน้าหนักใจเพราะตลอด 6 ปี นางและเฟยหลงใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายเรื่อยมา ท่านอ๋องเพียงเดินมาเยี่ยมสองสามครั้ง และพระชายานอกจากวันนั้นที่นางสร้างเรือนใหม่นางก็ไม่กลับมาเหยียบเรือนนี้อีกเลย
ถือว่าเรือนเล็กๆ ของพวกนางกับจวนอ๋องตัดขาดกันโดยสิ้นเชิง
แต่หากวันหน้าซื่อจื่อกลับดินแดนเหนือ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มซึ่งเคยมักจะจ้องมองคุณชายของนางเมื่อ 6 ปีก่อน จะยังคงตามมารังแกเฟยหลงอีกหรือไม่ นางยังจำคำพูดของพระชายาได้ดี เพราะคนในวังหลวง้าลืมตัวตนขององค์ชายใหญ่ ทำให้พวกเขาเ่าั้ไม่กลับมาเหยียบแดนเหนืออีกเลย นางจึงมีเวลาพักหายใจเพื่อเตรียมตัวและเลี้ยงดูเฟยหลงให้เติบใหญ่
ทำให้ตลอด 6 ปีมานี้ของเฟยหลง นอกจากเรียนและเรียนเท่านั้น หลายครั้งที่นางพยายามชวนเขาออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก แต่เพราะแผลเป็สายฟ้าซึ่งเข้มขึ้นในทุกๆ ปี เขาจึงไม่อยากแม้แต่จะเดินออกนอกเรือน
ไม่ใช่ว่าเขากลัว นางรู้ดีว่าผู้ชายที่ไร้ความรู้สึกผู้นี้ ไม่ใช่หวาดกลัวผู้คนและไม่ใช่เพราะกลัวผู้คนรังเกียจเขา เขาเพียงแค่รำคาญทุกครั้งที่มีผู้คนจ้องมองคล้ายว่าเขานั้นเป็ตัวประหลาด วุ่นวายทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบ เขาเพียงไม่ชอบความวุ่นวาย
เวลาผ่านมาหลายปีแล้วจนเฟยหลงเติบใหญ่ นอกจากเรียนและสนามฝึก เฟยหลงก็ไม่ก้าวเท้าออกจากเรือนเลยสักครั้ง
ป๋ายฮวาถอนหายใจ แม้อยากจะให้เฟยหลงออกไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กน้อยคนอื่นบ้าง แต่เมื่อนางคิดอีกที ครั้นเขาเป็มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ของสี่ทะเลแปดดินแดน เทพซึ่งได้รับการกราบไหว้จากทั่วทุกสารทิศ การเคารพจากเหล่าเซียนทุกคน มหาเทพที่อยู่เหนือสุดของอำนาจ ยังไม่ชอบออกจากวังของตัวเองเช่นกัน
ท่านปู่เล็กเคยแอบกระซิบนางว่า มหาเทพเคยไม่ออกจากวังมากที่สุดคือหนึ่งพันปีด้วย หนึ่งพันปีนานเพียงใดน่ะหรือ ก็นานจนนางอายุหกพันปีก็กลายเป็หงส์ขาวตัวเท่านี้แล้วอย่างไรเล่า
แม้แต่ตำแหน่งมหาเทพเขายังชอบเก็บตัวเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย แล้วเมื่ออยู่ในโลกมนุษย์ก็คงมีนิสัยชอบเก็บตัวเช่นกัน นอกจากการเข้าร่วมฝึกในกองทัพแล้ว การใช้ชีวิตของเฟยหลงใน่ 6 ปีที่ผ่านมาก็ยังคงเป็เช่นเดิม มีเพียง่ปีหลังๆ มานี้ที่นางเชิญอาจารย์ผู้มีความสามารถด้านวรยุทธ์คนหนึ่งมาสอนเฟยหลงถึงเรือน
แม้ตอนแรกเฟยหลงจะไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นว่าอาจารย์มีความสามารถมาก เขาจึงยอมเรียน แต่เรียนเพียง่เช้าเท่านั้น เพราะตอนบ่ายยังต้องไปสนามฝึก ทำให้ป๋ายฮวาขย้ำผ้าเช็ดหน้าขาดไปหลายผืน การเรียนวรยุทธ์ใน่หลายปีมานี้แทบจะเบียดบังเวลาการศึกษาเล่าเรียนของเฟยหลง
แม้นางจะสอนเขาเขียนอักษรในปีแรกเท่านั้น เมื่อเขาสามารถอ่านและเขียนอักษรได้เอง นางก็กลายเป็คนไร้ประโยชน์ทันทีเพราะเฟยหลงกลับชอบอ่านตำราด้วยตัวเองมากกว่า แม้จะยังอยากสอนแต่เมื่อนางอ่านตำราทหารเล่มโปรดของเขาก็ถูกโยนทิ้งพื้นในทันทีที่นางอ่านหน้าแรกเสร็จ ตำราที่มีค่านับพันตำลึงทองถูกนางมองข้ามอย่างรวดเร็วเพราะนางอ่านไม่เข้าใจแม้แต่น้อย นางจำได้ดีนั่นเป็ครั้งที่สองที่ได้ยินเสียงหัวเราะของเฟยหลง
เขาเพียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อยก่อนจะกระแอมไอกลั้นเสียงหัวเราะและก้มลงเก็บตำราบนพื้นด้วยตัวเอง ก่อนจะบอกว่าไม่ต้องเป็ห่วง เขาอ่านด้วยตัวเองได้ ทำให้วิชาบุ๋นของเฟยหลงนางเหลือแค่หน้าที่สรรหาตำราล้ำค่ามายัดใส่ห้องหนังสือเขาให้เต็มเท่านั้น ห้องหนังสือซึ่งเคยโล่งตอนนี้เต็มไปด้วยตำราล้ำค่ามากมาย สิ่งที่นางมีมากที่สุดคือเงินทอง เศษกระดาษเหล่านี้นางซื้อมาให้เขาได้โดยตาไม่กะพริบ
แม้จะไม่พอใจที่เฟยหลงเห็นความสำคัญของวรยุทธ์มากกว่าการเรียนหนังสือ แต่นางจะทำอย่างไรได้เล่า นอกจากเห็นดีเห็นงามร่วมกันกับเขา นับแต่นั้นอาจารย์ฉางซึ่งเป็ถึงอดีตแม่ทัพจากแดนใต้ถูกนางล่อด้วยทองมหาศาลก็กลายมาเป็อาจารย์สอนวรยุทธ์ให้เฟยหลงอย่างลับๆอยู่ 4 ปี ก่อนที่เขาจะหอบก้อนทองของนางหนีหายไปไม่กลับมาให้พบอีกเลย
อาจจะเป็เพราะเฟยหลงเรียนวิชาจากเขาจนหมดสิ้น หรืออาจจะเป็เพราะรู้ถึงฐานะของเฟยหลงแล้ว ในเช้าของวันหนึ่งเขาเพียงจ้างชาวบ้านมาบอกนางและเฟยหลงว่าการเรียนวรยุทธ์สิ้นสุดลงแล้วและหนีหายไปทันที นับแต่นั้นนางก็ไม่ได้ยินข่าวของอาจารย์ผู้นี้อีกเลย
เฟยหลงเพียงยืนนิ่งในลานกว้าง นางที่พยายามจะหาคำปลอบโยนแต่เขากลับพยักหน้าช้าๆ และบอกว่าแม้อาจารย์ฉางจะอยู่นานกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่ควรสอนสิ่งที่ควรเรียนรู้ เขาล้วนเรียนครบหมดแล้ว จนไม่รู้สึกว่าอาจารย์ฉางยังสามารถสอนสิ่งใดเขาได้อีก
แม้นางจะไม่มีความรู้เื่วรยุทธ์และด้านทหาร แต่เห็นว่าเฟยหลงไม่เศร้าแม้แต่น้อย นางจึงเตะเื่ของอาจารย์ฉางทิ้งไปไม่สนใจอีก หากไม่นึกถึงนางคงลืมไปแล้วว่าอาจารย์ผู้นี้มีชื่อว่าอะไร
ตลอดทั้ง 6 ปีนางพยายามดูแลเฟยหลงทั้งการเตรียมความพร้อมและร่างกาย ไม่รู้ว่าเมื่อซื่อจื่อกลับมา เขาจะต้องเผชิญหน้ากับซื่อจื่อเช่นไร เพราะคนในวังหลวงไม่มีข้ออ้างในการมาแดนเหนือ ทำให้นางมีเวลาเตรียมตัวให้เฟยหลง
นางทราบดีว่าชะตาชีวิตของเฟยหลงไม่สามารถเรียบง่ายและเก็บตัวอยู่ในเรือนเท่านั้น เขายังมีภาระจาก์ ยังมีชะตาชีวิตที่ต้องเผชิญ นางทราบดีว่าสักวันเขาต้องเดินหน้าเข้าสู่าและการแก่งแย่งอำนาจ
หลายปีที่ผ่านมานางจึงพยายามอย่างมากเพื่อดูแลเื่การเรียนให้เฟยหลง แม้นางจะไม่มีความรู้ด้านวรยุทธ์ แต่นางเคยแอบไปดูเขาว่าเวลาอยู่ในสนามฝึกเป็อย่างไร นอกจากจะเรียนและเรียนล้วนไม่มีใครมาสนใจเขาเช่นกัน
เขาเพียงแค่มองผู้บังคับบัญชาและจดจำกระบวนท่าเงียบๆ มีทหารหลายคนที่คุยกับเขาบ้างบางครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปแม้จะมีคนหวาดกลัวในแผลเป็สายฟ้า แต่โลกของทหารแผลเป็บนใบหน้า แขนขาด ขาขาด ยังมีให้พบเห็นบ้าง รอยฟันจากสนามรบตามร่างกายหรือแม้แต่บนใบหน้าก็ยังมี สำหรับสายฟ้าสีม่วงของเฟยหลงเมื่อไม่เห็นว่ามีอันตราย ทำให้มีทหารหลายนายกล้าเข้าใกล้เฟยหลงและชวนเขาคุย
นางซึ่งแอบมองดูด้วยความภาคภูมิใจ แม้เื่การต่อสู้นางจะไม่รู้เื่ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับทหารคนอื่นนางรู้ดีว่าการต่อสู้ระยะประชิดและการใช้ดาบของเฟยหลงดีกว่าคนทั่วไปอยู่มาก
อาจจะเป็เพราะพร์ที่มี เนื่องจากเดิมทีมหาเทพก็เป็แม่ทัพของสี่ทะเลแปดดินแดนอยู่แล้ว รวมถึงหนังสือมีค่าล่มเมืองหลายเล่มในตลาดถูกนางกวาดมารวมกันไว้ในห้องหนังสือ ทำให้เขาสามารถต่อสู้กับผู้อื่นและมีความรู้ด้านพิชัยาเหนือกว่าใคร ซึ่งเื่นี้ทำให้นางรู้สึกพอใจและภูมิใจเป็อย่างมากเช่นกัน บางทีนางควรหาโอกาสไปแอบดูชีวิตในสนามฝึกของเขาอีกครั้งดีหรือไม่นะ
“เพราะซื่อจื่อเว่ยซีหลานอายุครบ 20 ปี ต้องเข้าพิธีสวมกวาน ทำให้เขาต้องกลับชายแดนเหนือและเห็นบอกว่าท่านอ๋องอายุมากแล้ว กำลังวางแผนหลีกทางให้ซื่อจื่อขึ้นเป็แม่ทัพแทนตัวเองด้วยเ้าค่ะ” ป๋ายฮวาบอกข่าวให้เฟยหลงทราบ
ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ จวนอ๋องยังคงเรียบง่ายเช่นเดิม พระชายาให้กำเนิดเด็กหญิงตัวน้อยเพิ่มอีกหนึ่งคน ตอนนี้เด็กน้อยก็อายุ 5 ขวบแล้ว ชื่อว่า เว่ยฟานฟาน ทำให้ท่านอ๋องเว่ยชีมีทายาทเพิ่มอีกหนึ่งคน เพราะอายุมาก เขาจึงสามารถมีลูกชาย 2 คนและลูกสาว 1 คนเท่านั้น
ไม่รู้ว่าเป็เพราะท่านอ๋องไม่มักมากหรือเพราะอำนาจและความแข็งแกร่งของพระชายา ทำให้ตลอดชีวิตของท่านอ๋องเว่ยชีถูกกำหนดให้มีทายาทเพียง 3 คนเท่านั้น และเว่ยฟานฟานเด็กสาวตัวน้อยก็ได้รับความรักและความเอ็นดูจากผู้เป็บิดามากที่สุด
นี่คงเป็อีกหนึ่งสาเหตุที่ท่านอ๋องอยากวางมือมอบตำแหน่งแม่ทัพให้เว่ยชีหลาน ถอนตัวจากสนามรบเลี้ยงดูบุตรสาวอย่างเงียบสงบ ไม่รู้ว่าเมื่อซื่อจื่อกลับมาและจวนอ๋องคนเริ่มเยอะขึ้น เฟยหลงจะเป็อย่างไร
“อืม” แม้จะเกิดเื่ใหญ่จนนางรู้สึกกังวลอยู่หลายคืน แต่เฟยหลงเพียงพยักหน้าตอบรับคล้ายว่าทราบเื่แล้ว
เฮ้อ แล้วนางจะทำอะไรได้เล่า นอกจากตั้งใจดูแลเขาให้ดีกว่าเดิม
“อืม อะไรเล่าเ้าคะ นี่คือเื่ใหญ่มากเลยนะ” ป๋ายฮวาทำหน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจเพราะนางเครียดกับเื่นี้อยู่หลายวัน แต่เขากลับเพียงพยักหน้ารับทราบเท่านั้น ไม่มีวี่แววความเครียดเลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวในอาภรณ์ขาวซึ่งมีความสูงเพียงไหล่ของชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเฟยหลงไม่วางตา ใบหน้าขาวของนางเริ่มแดงระเรื่อเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่นจนทำให้ลักยิ้มข้างแก้มบุ๋มลงไปลึกและใช้ดวงตาดอกท้อกลมโตจ้องมองเฟยหลงนิ่งด้วยความโกรธ
“ซื่อจื่อเว่ยชีหลานไม่เคยรังแกข้า เขารู้ดีว่าตัวเองต้องทำตัวอย่างไร” เฟยหลงอธิบายเพราะเดิมทีทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายผู้นั้น เว่ยชีหลานก็มักจะเชิดคางและปรายตามองมาทางเขาด้วยสายตาดูถูก แต่ก็ไม่เคยลงมือรังแกเขาเลย
ป๋ายฮวาเม้มปากด้วยความรู้สึกขัดใจ เพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไร เฟยหลงก็ยังไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าการกลับมาของซื่อจื่อเว่ยชีหลานกำลังจะเป็การนำพาความวุ่นวายกลับมาด้วย
ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแดงระเรื่อ ดวงตาดอกท้อจ้องมองเขาเขม็ง เพราะตัวเล็กกว่าจึงต้องเงยหน้าขึ้นทำให้เฟยหลงที่กำลังก้มหน้าลงสามารถมองเห็นนางสูดลมหายใจเข้าเพื่อระงับความโกรธส่งผลให้แก้มทั้งสองข้างของนางพองลมตามไปด้วย
“ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ดีว่าต้องทำอย่างไร” เสียงทุ้มบอกด้วยน้ำเสียงที่เริ่มอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว มือทั้งสองข้างไพล่หลังและจับกันไว้แน่น เพราะความรู้สึกอยากลูบหัวหญิงสาวของเขามีมากขึ้นทุกที
ยิ่งเติบใหญ่เื่อื่นเขาไม่สนใจได้ มีเพียงเื่ของหญิงสาวเบื้องหน้าเท่านั้นที่นับวันยิ่งกวนใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ และเพิ่มมากขึ้นในทุกวัน มือหนาทั้งสองข้างกุมกันไว้แน่นจนเส้นเืปูดขึ้นมาเพราะชายหนุ่มกลัวว่าตัวเองจะห้ามใจไม่ไหว ลูบหัวนางเหมือนที่เขาเคยลูบหัวสุนัขในสนามฝึก
ไม่รู้ว่าผมดั่งเส้นไหมสีดำนั้นจะนุ่มลื่นเหมือนขนของสุนัขหรือไม่
“แค่ก ข้าขอตัวไปสนามฝึกก่อน” เมื่อรู้ตัวว่าตนเองเผลอคิดอะไรที่ไร้มารยาท เฟยหลงจึงกระแอมไอทำลายความเงียบก่อนจะผละตัวและหนีออกห่างจากหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
“คุณชายกินข้าวเที่ยงก่อนหรือไม่เ้าคะ” เสียงหวานะโตามหลังเพราะลืมไปว่าั้แ่เช้าเฟยหลงเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องหนังสือเพื่ออ่านตำรา ตอนนี้ก็จะไปสนามฝึกโดยไม่ทานข้าวเที่ยงอีกแล้ว
ชายหนุ่มซึ่งกำลังเดินออกเรือนชะงักเล็กน้อย “ไม่เป็ไร ข้าจะไปกินที่สนามฝึก” เท้าทั้งสองข้างเพิ่มความเร็วมากขึ้นกว่าเดิมราวกับว่ากำลังมีสัตว์ร้ายวิ่งตามหลัง
“อะไรของเขา” ป๋ายฮวาเมื่อเห็นว่าเฟยหลงเดินออกไปไกลแล้ว ไม่แม้แต่หันหลังกลับมามองนาง ที่สนามฝึกมีเื่รีบอะไรหรือจึงต้องรีบเดินจนไม่มีเวลากินข้าวเที่ยงหรือ