"คะ คะ คะ เคนจัง!"
เสียงกรีดร้องของคาร์ลดังลั่นสนั่นโถงทางเดินคอนโด เมื่อเห็นว่าบนร่างกายของรุ่นน้องคนสำคัญเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษฝุ่น อีกทั้งเสื้อผ้าก็ยังยับเยิน ราวกับว่าเคนจิเพิ่งไปมีเื่ทะเลาะวิวาทกับหมูป่ามาอย่างไรอย่างนั้น
"กะ กะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงกลายเป็แบบนี้ โดนมอนสเตอร์โจมตีระหว่างทางงั้นเหรอ!!"
คาร์ลสำรวจรอบตัวเคนจิ เขาััรุ่นน้องอย่างเบามือ เพราะกลัวว่าคนตรงหน้าจะแตกสลายหายไปในพริบตา
"โดนพวกหมาจรจัดไล่กวดมาน่ะครับ" เคนจิตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ
"หมาเนี่ยนะ?"
ทีนี้กลับกลายเป็คาร์ลที่โมโหจนหน้าสั่น
เขาใช้สองมือประคองใบหน้าของเคนจิเอาไว้ และพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
"ไอ้ตัวไหนที่มันบังอาจมาจู่โจมแก้วตาดวงใจของฉัน บอกมาเลยเคนจัง...ฉันจะไปจัดการมันเอง!"
"ผมจัดการไปแล้วล่ะ"
"หา?" คาร์ลทำหน้าไม่เข้าใจ
เคนจิกอดอกและยกยิ้มภูมิใจ
"ผมชนะ" เคนจิโอ้อวด "บอกแล้วว่าผมแข็งแกร่งกว่าที่รุ่นพี่คิด"
คาร์ลได้แต่ทอดถอนใจ จากเดิมที่โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ แต่พอได้เห็นว่ารุ่นน้องดูจะมีความสุขกับการที่ได้มีเื่กับสุนัขข้างทาง คาร์ลก็หมดคำจะพูดแล้วจริง ๆ
"ฉันไม่ชอบที่เคนจังได้รับาเ็เลย" คาร์ลพึมพำขณะลูบไล้หลังมือที่มีรอยถลอกของเคนจิ
"ผมไม่เป็ไรเลยครับ สบายมาก..."
แน่นอนว่าคาร์ลไม่เชื่อ เขาเหลือบมองไปยังกระเป๋าเป้ที่รุ่นน้องสะพายมาด้วย
"นั่นอะไรน่ะ ก่อนออกไปเคนจังไม่ได้เอามันไปด้วยนี่"
ก่อนที่คาร์ลจะทันได้ฉวยเอากระเป๋าใบนั้นไป เคนจิก็ยกแขนขึ้นมากันอย่างมีพิรุธ
"เอ่อ...ของที่ลุงยามให้ผมมาครับ"
"หา?"
"ลุงยามที่ด้านล่างไงครับ เขาชอบเอาของกินมาฝากบ่อย ๆ "
"งี้นี่เอง"
แม้สีหน้าของคาร์ลดูจะไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร แต่ก็ยังดีที่เขาไม่ได้พยายามคาดคั้นเอาความจริง
เคนจิแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกขณะที่เดินกลับเข้าไปในห้อง เขารีบเอากระเป๋าขึ้นไปซ่อนที่ชั้นบนตอนที่คาร์ลไปเข้าห้องน้ำ
ถ้าเขาบอกว่าข้างในเป็อุปกรณ์ในการทำงาน คาร์ลต้องจับได้แน่ว่าเคนจิแอบกลับไปที่ห้องทำงาน และเื่ที่าแรวมไปถึงรอยเปรอะเปื้อนที่ได้มาในวันนี้เป็ฝีมือของพวกคนนิสัยไม่ดีที่พี่ชายของคาร์ลส่งมาก็จะถูกเปิดเผย
ดูเหมือนแผนในการจะเอางานกลับมาทำที่บ้านจะต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน
พอถึงพรุ่งนี้ เคนจิค่อยแถว่าตนเข้าไปเอาของมาอีกทีก็ได้
เขาต้องระวังให้มาก เพราะถึงคาร์ลจะมีนิสัยเบียวไปบ้าง แต่เขาก็เป็รุ่นพี่ที่ฉลาด และมีไหวพริบดี
เคนจิรู้ว่าเื่โกหกของเขาถูกคาร์ลจับสังเกตได้ในระดับหนึ่ง แต่การที่รุ่นพี่เลือกที่จะถามออกมาราวกับคนไม่รู้เื่อะไรเลย คงเพราะเขาไม่อยากให้เคนจิเป็กังวล
...ทำไมพวกเราทั้งสองคนถึงมีนิสัยที่มักจะเห็นอกเห็นใจกันไปมาอยู่แบบนี้นะ...
"วันนี้พักที่ห้องของผมเถอะครับ"
"หือ?"
คำพูดของเคนจิที่เอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังทานมื้อเย็นอยู่บนโต๊ะอาหาร ทำเอาคนฟังที่กำลังแทะน่องไก่อยู่แทบจะสำลัก
"พะ พูดอะไรน่ะเคนจัง" คาร์ลถึงกับยกมือขึ้นทาบอก "จู่โจมกันแบบนี้ ฉันไม่ทันตั้งตัวเลยนะ"
"ผมไม่รู้หรอกนะครับ ว่ารุ่นพี่มีปัญหาอะไรกับที่บ้าน แต่ผมคิดว่าวันนี้รุ่นพี่ไม่ควรอยู่คนเดียว"
"หมายความว่ายังไงน่ะเคนจัง ฉันไม่เข้าใจ..."
"ผมหมายความตามที่พูดครับ" เคนจิพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "รุ่นพี่กำลังมีปัญหา ถึงผมจะช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่ผมก็อยากจะอยู่เป็เพื่อนรุ่นพี่ครับ ต่อให้คนทั้งโลกจะไม่เข้าข้างรุ่นพี่ แต่ผมอยู่ข้างรุ่นพี่นะครับ"
"อะไรน่ะเคนจัง ทำไมจู่ ๆ ก็พูดอะไรที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากอนิเมะแบบนี้ล่ะ ปกติเคนจังเอาแต่บ่นเื่วิธีการพูดแบบนั้นของฉันไม่ใช่เหรอ"
เคนจิเผยยิ้ม ั์ตาที่สะท้อนแสงไฟสีส้มอ่อน ยิ่งทำให้ดวงตาคู่นั้นที่จ้องมาที่คาร์ลดูสวยงามและเฉียบคมในเวลาเดียวกัน
เคนจิยกมือขึ้นเท้าคาง มองรุ่นพี่ของเขา
"บางที...ผมอาจจะอยู่กับรุ่นพี่มากไป เลยติดนิสัยแบบนั้นมาล่ะมั้งครับ"
"...อะ..." คาร์ลถึงกับเถียงไม่ออก
"..."
คาร์ลยกมือขึ้นกุมขมับ
"นี่ฉันทำให้เคนจังกลายเป็แบบนี้งั้นเหรอ?"
ระหว่างที่คาร์ลเอาแต่ตัดพ้อและโทษตัวเองอยู่นั้น เคนจิก็ลุกขึ้น เก็บกวาดจานชามที่กินเสร็จแล้วของทั้งสองคน
"การที่รุ่นพี่ไม่ตอบ ผมจะถือว่าตกลงรับข้อเสนอของผมแล้วนะครับ"
"ดะ เดี๋ยวก่อน ฉันไม่..."
เคนจิไม่ได้อยู่ฟังคำแก้ต่างของคาร์ล คนตัวเล็กเดินฮัมเพลงไปยังห้องครัวเพื่อล้างจาน
ผลสรุปคือ คืนนั้นคาร์ลก็ต้องพักที่ห้องของเคนจิ ถึงแม้คนตัวโตจะยังมีงอแงอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนเพราะเคนจิยืนยันหนักแน่น ว่าถ้ารุ่นพี่ไม่ยอมนอนค้างที่นี่ เขาจะไม่ช่วยรุ่นพี่ปั่นงานที่ต้องวางขายใน่ไตรมาสที่สี่
เคนจิชะเง้อมองร่างสูงใหญ่ของคาร์ลที่นอนคุดคู้อยู่บนโซฟา ก่อนจะะโลงมาว่า
"รุ่นพี่ครับ จะขึ้นมานอนข้างบนก็ได้นะ"
"ไม่ ไม่เอา!" คาร์ลหันหน้าหนีไปอีกฝั่ง
"นอนตรงนั้นจะปวดหลังเอานะครับ"
เคนจิพยายามเค้นหาเหตุผลมาล่อลวงรุ่นพี่จอมดื้อ
"รุ่นพี่ก็รู้ว่าอาการปวดหลังของตัวเองแย่ขนาดไหน เดี๋ยวก็ปั่นงานไม่ได้หรอกครับ"
"ไม่สน ๆ ไม่ฟังแล้ว!"
คาร์ลฉวยเอาหมอนหนุนมาปิดหูเพราะไม่อยากได้ยินคำพูดเชิญชวนของเคนจิ
"ผมกับรุ่นพี่เป็ผู้ชายเหมือนกัน อย่าคิดมากสิครับ"
"หนวกหู! จอมมารเคนจัง ขึ้นไปนอนเลยนะ!"
"ครับ ๆ ไปก็ได้...แต่ถ้าอยากนอน..."
"โป้งแล้ววว!! เคนจังบ้า! บ้าที่สุดเลย!"
เคนจิหัวเราะคิกคักขณะที่วิ่งขึ้นไปชั้นบน
ในตอนแรก เคนจิคิดว่าตนคงไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้เมื่อมีคนที่ชอบนอนอยู่ที่ชั้นล่าง แต่ในความเป็จริง เมื่อหัวถึงหมอน เคนจิก็ไปเข้าเฝ้าพระอินทร์แทบจะในทันที
คงเพราะเหนื่อยจากการต่อยตีกับพวกคนนิสัยไม่ดีทำให้ร่างกายของเคนจิอ่อนล้า และอยากพักผ่อนเต็มแก่
ดังนั้นตอนที่รุ่นพี่ตัวโตแอบเดินขึ้นมาที่ชั้นบน เคนจิถึงได้ไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
คนตัวสูงย่อตัวนั่งลงที่พื้น ข้าง ๆ เตียงนอนของเคนจิ
สารภาพตอนนี้เลยว่าคาร์ลไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแต่อย่างใด...หลังจากที่ฝืนทนนอนบนโซฟาแข็ง ๆ มานานกว่าสองชั่วโมง แผ่นหลังไม่รักดีของเขาก็แทบจะกรีดร้อง มันทั้งปวด และทรมานเ้าของร่างราวกับจะฆ่ากันให้ตาย
เพราะงั้นข้อเสนอของเคนจิที่เชิญชวนให้เขาขึ้นไปนอนพักสบาย ๆ บนเตียงนุ่ม ๆ ้าจึงดูน่าสนใจขึ้นมา
...แต่ดูเหมือนคาร์ลจะเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว...
คาร์ลที่นั่งขดตัวอยู่ข้างเตียง จ้องมองใบหน้าของคนที่นอนหลับสนิทแล้วถึงกลับลืมความรู้สึกปวดตุบ ๆ ที่หลังไปเลย
...แบบนี้มันฆ่ากันชัด ๆ ...
ภาพคนตรงหน้าทรมานหัวใจของคาร์ลมากกว่าสิ่งอื่นใด
ฝ่ามือหนาของคาร์ลเอื้อมออกไปััแก้มเนียนของเคนจิ
ร่างเล็กส่งเสียงงึมงำ ซึ่งยิ่งทำให้ดูน่ารักน่าเอ็นดูเข้าไปใหญ่
คาร์ลได้แต่ถอนหายใจ
รุ่นน้องที่กำลังนอนหลับอยู่ไม่มีทางรู้หรอกว่าคาร์ลต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนกับการควบคุมความ้าของร่างกายตัวเอง
"เ้าจอมมารตัวน้อย อย่ายั่วกันให้มากนักเลย...แบบนี้ฉันทรมานนะ"
ดูเหมือนคืนนี้คาร์ลจะต้องทนทรมานหลังของตัวเอง และกลับไปนอนยังโซฟาชั้นล่างดังเดิมแล้วล่ะ