ละสายตาจากจิวฉิง นางก็รีบเข้าไปดูาแให้จิวหรงโชคดีที่แผลของเขาหยุดบวมหลังจากที่ใส่ยาของนางแต่ส่วนที่ดำคล้ำไปแล้วก็ยังคงอยู่แบบนั้นไม่เปลี่ยนแปลงอันใดนางมีสีหน้าหนักใจเล็กน้อยก่อนหันไปบอกกับเขาว่า “ทนเจ็บไหวหรือไม่ เกรงว่าต้องตัดเนื้อส่วนนั้นทิ้ง” พอพูดถึงว่าต้องตัดเนื้อออกสีหน้าของคนอื่นๆ ก็ย่ำแย่ไม่ต่างกัน
แต่จิวหรงกลับตอบรับด้วยท่าทางหนักแน่นโดยไม่ปรากฏวี่แววของความหวั่นไหวในสายตา “ข้าทนได้เชิญแม่นางเฟิงเถอะ”
เฟิงฮวาพยักหน้าให้เขา แล้วจึงใช้ยาสลบอย่างแรงทันที
“ส่งไฟให้ข้า”
องครักษ์คนหนึ่งยื่นคบไฟมาให้นาง
จากนั้นนางก็หยิบมีดขึ้นมาเผาไฟจนร้อน จี้ไปที่าแตรงขาของจิวหรงค่อยๆ เฉือนส่วนที่มีสีดำคล้ำออกในระหว่างนั้นองครักษ์บางคนทนไม่ไหวถึงกับเบือนหน้าหนีอยากอาเจียนก็มี
นางทำแบบนั้นอยู่สักครึ่งชั่วยาม แผลก็ถูกใส่ยาพันผ้าเอาไว้เรียบร้อย
“าแของเขาสาหัสนัก ข้าทำเท่าที่จะทำได้แล้วแต่คงมิอาจรับปากได้ว่าแผลจะหายสนิท ที่เหลือคงต้องปล่อยให้เป็เื่ของโชคชะตา”กล่าวจบประโยคนางก็เดินไปทำความสะอาดร่างกายที่ริมน้ำใกล้ๆ
รุ่งเช้าจิวหรงเริ่มได้สติพร้อมกับอาการเ็ปรวดร้าวที่าแอย่างรุนแรง เ็ปกว่าที่เคยพบเจอมาทั้งชีวิตเหงื่อผุดขึ้นที่ใบหน้าร้อนผ่าวของเขาไม่ขาดสาย
เฟิงฮวาเข้ามาตรวจดู ก็พบว่าแผลที่ขาของเขายังคงมีสีดำคล้ำโดยมิได้อธิบายอันใดทุกคนก็พอรู้ได้จากสีหน้าของนางที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า 'ย่ำแย่มากที่สุด'
“ต้องทำอย่างไรต่อหรือ” เสียงของฝ่าาราบเรียบดังเดิมแต่แฝงความห่วงใยถึงหลายส่วนเขาผู้นี้แม้เป็คนเ็า แต่หากเป็พวกพ้อง เขาย่อมต้องช่วยเหลือจนถึงที่สุดยิ่งเป็องครักษ์คนสนิทที่ร่วมเป็ร่วมตายด้วยยิ่งแล้วเขาเองก็มิอาจยอมรับความสูญเสีย
“แผลไม่น่าจะหายได้แล้วปล่อยไว้มีแต่จะลุกลามเป็อันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าหาก…” นางไม่กล้าพูดต่อจนจบเหลือบตามองฝ่าาสลับกับมองไปทางจิวหรง
“ว่ามาเถอะ”
“หากว่าจิวหรงยอมตัดขา ก็อาจจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้”เสียงของนางประดุจดั่งฟ้าผ่าลงตรงนั้นทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจ จิวหรงตกอยู่ในภวังค์เงียบงัน 'นี่...เขาจะต้องกลายเป็คนพิการหรือแล้วต่อจากนี้หน้าที่องครักษ์ของฝ่าาละ'
แม้จะเป็ชายอกสามศอกแต่ขณะนี้ในดวงตาทั้งคู่กลับมีร่องรอยของน้ำตาเอ่อขึ้นเล็กน้อยเขาหดหู่เกินกว่าจะพรรณนาออกมาได้
นอกจากฝ่าาแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก้มหน้าแอบซ่อนดวงตาเศร้าสองมือกำหมัดแน่น อัดอั้นที่ไม่สามารถช่วยอะไรจิวหรงได้เลย ‘สำหรับบุรุษเช่นพวกเขา นี่มันร้ายแรงยิ่งกว่าความตายเสียอีก’
จิวหรงค่อยๆ หันไปคุกเข่าตรงหน้าฝ่าา เขากล่าวอย่างอ่อนแรง"ขออภัย...นายท่าน...ที่ข้าไม่สามารถ...ทำหน้าที่องครักษ์...ได้อีกต่อไปแล้ว...
แม่นางเฟิง...ข้าขอบคุณท่านมาก…แต่ข้า...ทำหน้าที่เป็องครักษ์มาหลายปีหากว่า...ข้าจะต้องกลายเป็คนพิการไร้ประโยชน์เช่นนั้นข้าขอตายอย่างมีเกียรติเสียดีกว่า"
หลังจากที่เขาพูดจบ องครักษ์คนอื่นๆ พากันทรุดลงกับพื้นเฟิงฮวาเองก็ได้แต่ยืนนิ่ง เจ็บใจนักที่ไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่านี้การที่ต้องทนเห็นคนอื่นกำลังจะตายไปต่อหน้าต่อตามันช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน
“ยังพอมีเวลาอีกวันสองวัน ข้าจะลองหาวิธีอื่นดู”จากนั้นนางก็หมุนตัวเดินออกไป บ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ "ถ้าตอนนี้มียาคุ้มจิตก็ดีสินะ เฮ้อ"
จู่ ๆ สายตาของฝ่าาพลันประกายแววดีใจด้วยวรยุทธ์ของเขาจึงสามารถได้ยินสิ่งที่นางพูดเบาๆ นั้นอย่างง่ายดายยาคุ้มจิตน่ะหรือ...เขาพกติดตัวมาด้วยหนึ่งเม็ด
นึกย้อนไป หลังจากเหตุการณ์ถูกลอบทำร้ายในครานั้น มู่เหยียนก็บังคับให้เขาต้องพกยาคุ้มจิตติดตัวเอาไว้เสมอเม็ดหนึ่งก็ยังดี มิฉะนั้นจะคุกเข่าเช่นนี้จนกว่าเขาจะยอม
และเป็เพราะเขารำคาญมู่เหยียนในตอนนั้นจึงยอมนำยานั่นมาด้วย
“พอจะใช้ได้หรือไม่” ฝ่าายื่นยาเม็ดนั้นให้กับเฟิงฮวา
นางเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้าตกตะลึงเป็อย่างมาก นี่ มันยาคุ้มจิตจริงๆเป็สูตรเดียวกับที่นางเคยปรุงด้วย เขาไปเอามาจากไหนกันนะแต่ไม่มีเวลามานั่งคิดอะไรแล้ว นางรีบเอาไปให้จิวหรงกินทันที
เฟิงฮวายังคงใส่ยาที่แผลไปตามปกติร่วมกับเสริมพลังภายในเข้าไปเล็กน้อย
ทุกๆ หนึ่งชั่วยามนางจะเปลี่ยนยาให้เขาหนึ่งครั้ง
ในทุกๆ ครั้ง สีหน้าของเหล่าบุรุษก็หดหู่ลงเรื่อย ๆ 'ไม่มีวี่แววว่าแผลจะดีขึ้นเลยสักนิด'
จนกระทั่งครั้งที่หก ความคาดหวังอันริบหรี่กลับลุกโชนขึ้นแผลของจิวหรงดูมีการฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้วรอยยิ้มกลับมาปรากฏที่ใบหน้าของนางและคนอื่นๆ
รุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง ในที่สุดแผลของเขาก็เข้าใกล้คำว่า ‘ดี’ จนไม่น่ากังวลแล้ว ทุกคนจึงพากันโล่งใจต่างส่งสายตาขอบคุณไปให้เฟิงฮวา ที่บัดนี้สภาพอิดโรยอย่างที่สุด
“ขอบคุณ...แม่นางเฟิงมาก ถ้าไม่ได้ท่าน...ข้าก็คง...”
“อืม ไม่ต้องออกแรงพูดเยอะเ้ายังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าแผลจะหายดี แต่จากนี้ต้องระวังให้มากหน่อย” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้ม คนอื่นๆ ก็พลันมีรอยยิ้มเช่นกัน รวมถึงฝ่าาเอ่อ...เขายิ้ม...ยิ้มเป็เหมือนกันสินะเ้าเฉิง
พักผ่อนอีกประมาณสองชั่วยาม ทุกคนก็เก็บของเตรียมพร้อมออกเดินทาง
แต่เมื่อหันไปเห็นเฟิงฮวา พวกเขาต่างก็ชะงักเล็กน้อย “แม่นางเฟิงท่านไม่ไปกับพวกเราหรือ”
“เอ่อ…กล้วยไม้พันปีก็ได้ไปแล้วเหตุใดข้าถึงต้องไปกับพวกเ้ากันนะ”
นั่นสิ...พวกเขาเคยชินกับการมีนางอยู่ด้วยใน่ที่ผ่านมา จนลืมไปว่ายังไม่รู้ที่มาที่ไปของนางด้วยซ้ำ
“จริงๆ แล้วข้ามีอย่างอื่นต้องทำอีกน่ะแต่ข้าไม่ได้ลืมหรอกนะว่าต้องคิดเงินทองกับพวกเ้า ตามที่สัญญาไว้”
“้าเท่าใด” ฝ่าาเอ่ยนิ่งๆ
“ข้า...ยังคิดไม่ออกเอาเป็ว่าเดี๋ยวไว้คิดออกแล้วจะบอกเ้าอีกทีแต่ตอนนี้มีอะไรมาขัดดอกไว้ก่อนหรือไม่” นางยื่นมือออกไปกรีดกรายตรงหน้าเขาอย่างยียวน
ฝ่าาถอดแหวนทองคำออกจากนิ้วโยนไปให้นาง
นางคว้ารับไปด้วยแววตาโต ‘นี่มัน ทอง ทองของแท้’นางกัดดูก็รู้ว่าคิดไม่ผิด สีหน้าเบิกบานยิ้มกว้าง จนคนอื่นๆก็แอบอมยิ้มตาม
“งั้นข้าไปก่อนละ” นางกำลังจะหมุนตัว
“เอ่อ แม่นาง เื่วิธีแก้พิษ…” เจียวหย่งแอบปรายตาไปทางฝ่าา
นางเห็นท่าทางของเจียวหย่งก็เข้าใจได้ พยักหน้าให้เขา “อื้ม ไว้ข้าจะส่งข่าวให้…"
"ว่าแต่ ต้องส่งข่าวไปที่ใดกันหรือ” นางลืมไปเลยว่ายังไม่รู้ที่อยู่ของพวกเขาเช่นกัน
เจียวหวงเป็คนตอบออกไป “พวกข้าทำงานในพระราชวังซานตงท่านไปถึงถามหาพวกข้าคนใดคนหนึ่งก็ได้”
'พระราชวังหรือ' นางพยักหน้ายิ้มให้พวกเขาแล้วก็ใช้วิชาตัวเบาะโลอยขึ้นไป พริบตาก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
หลังจากนางไปแล้วฝ่าาก็ให้ส่งข่าวให้หน่วยลับของเขาสืบเื่ราวของนางทันที