17 2-2
บทที่34 จากสิ่งเล็กๆนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต่างออกไป
เมื่อต้องเห็นลูกสาวทั้งสองถอดใจไปแบบนั้น เพราะตระหนักถึงสัจธรรมความเป็นจริง กลับกลายเป็นจางอวิ๋นม่านเสียเองที่รู้สึกไม่ดี เธอปวดหนึบที่อกข้างซ้ายเหลือเกินและอดคิดไม่ได้ว่า หากไม่ใช่เพราะความหน้ามืดตามัวของเธอ ที่หลงใหลได้ปลื้มในตัวหลินเจียงจนยอมเสียสละทุกอย่างเช่นนั้น มีหรือที่ลูกๆของเธอจะต้องอดอยากแบบนี้?
ตลอดเวลาที่ผ่านมา จางอวิ๋นม่านปล่อยให้ลูกๆของเธอต้องลำบากมามากเกินพอแล้ว
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่จ๊ะ ทั้งหมดนี้ก็แค่ไม่กี่สิบหยวนเอง ไม่มีอะไรที่แม่ซื้อให้ลูกๆไม่ได้หรอกจ้ะ”
“สหายคะ ขอนมอัดเม็ดรูปกระต่ายขาวทั้งหมดสี่กล่องค่ะ”
“แล้วก็ผ้าอีกห้าฉื่อ”
“สบู่สี่ก้อน”
“....”
หลินเสี่ยวอวี่มองดูผู้เป็นแม่ที่ทำราวกับจะกว้านซื้อของทุกอย่างที่ตามองเห็น หยิบจับโน่นดูนี่ไม่หยุดหย่อน เห็นแบบนั้นเธอก็ถึงกับต้องฉีกยิ้มกว้างและคิดกับตัวเองในใจว่า
[ต้องขอบคุณนังจิ้งจอกเฒ่านั่น ที่อุตส่าห์ทิ้งเงินก้อนไว้ให้พวกเราทำทุน!]
[เงินก้อนนั้นที่นังจิ้งจอกเฒ่าสู้อุตส่าห์เก็บออมมาทั้งชีวิต สุดท้ายก็ตกมาอยู่ในกำมือพวกเรา!]
[ซื้อเข้าไปอย่าได้หยุด! ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าเลยค่ะแม่!!]
ภาพฉากเหล่านี้ทำเอาพนักงานขายคนนั้นถึงกับต้องยืนอ้าปากค้างพูดไม่ออก เธอเฝ้ามองจางอวิ๋นม่านนับธนาบัตรปึกหนาในกำมือ
“เดี๋ยวนี้ชาวบ้านธรรมดาๆอยู่ดีกินดีขนาดนี้แล้วเหรอ?”
“ซื้อชนิดตาไม่กระพริบเลย...”
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันนะ ว่าแต่เป็นแม่บ้านประสาอะไร ถึงได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยขนาดนี้? เงินที่เธอจ่ายรวดเดียวนั่น เท่ากับเงินเดือนของฉันเกือบสองเดือนเชียวนะ...”
หลังจากจับจ่ายซื้อของพร้อมชำระเงินเสร็จสรรพ สองชั่วโมงให้หลัง หลินเสี่ยวอวี่และครอบครัวของเธอจึงเดินออกมาจากร้านสหกรณ์รัฐ พร้อมกับถุงกระดาษมากมายหิ้วพะรุงพะรังเต็มสองมือ
[เข้าใจแล้วจริงๆกับคำพูดที่ว่า ไม่ว่ายุคสมัยไหน ผู้หญิงก็คือผู้หญิง พอได้ฤกษ์ปล่อยของช้อปปิ้ง ก็มักจะปลดปล่อยสัญชาตญาณความบ้าคลั่งออกมา!]
[การจับจ่ายซื้อของมันทำให้ผู้คนมีความสุขมากขนาดนั้นเชียวเหรอ?]
[ดูอย่างแม่สิ หลังซื้อของเสร็จหน้าตาก็ดูเปล่งปลั่งขึ้นทันตาเห็น!]
เพราะหลินเสี่ยวอวี่เป็นเพียงเด็กอายุหกขวบเท่านั้น จึงยังไม่อาจเข้าถึงความสุขแห่งการช็อปปิ้งได้ ยิ่งเห็นแม่ที่ดูมีความสุขล้นปรี่เกินบรรยายแบบนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกทึ่งเข้าไปใหญ่
ในขณะที่หลินเสี่ยวอวี่กำลังครุ่นคิดถึงความมหัศจรรย์แห่งการช็อปปิ้งของผู้หญิงอยู่ในใจ ทันใดนั้น สายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งเดินโฉบแว้บผ่านหน้าไป ซึ่งเธอเองก็รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน
“เอ๊ะ? นั่นมันพี่ชายสุดหล่อคนนั้น ที่เคยให้เงินฉันในร้านอาหารรัฐนี่นา!”
หลินเสี่ยวอวี่รีบวางข้าวของในมือลง แล้วรีบสับเท้าเร่งไปคว้าจับชายเสื้อของพ่อหนุ่มหน้าหล่อเจียงจื่อผิงไว้ทันที
“พี่ชาย จำหนูได้มั้ยคะ? พี่ชายเคยช่วยหนูไว้ครั้งหนึ่งที่ร้านอาหารรัฐไงคะ!”
เจียงจื่อผิงที่จู่ๆก็ถูกใครไม่รู้กระตุกแขนเสื้อรั้งไว้ พลันชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ใส่ทันควัน จังหวะนั้น เขาเตรียมจะหันไปต่อว่า แต่ก็พลันต้องหยุดชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงใสซื่อน่ารักตามประสาเด็กน้อยดังขึ้น ร่องรอยความไม่พอใจที่เคยฉายวาบผ่านใบหน้า ถึงคราวผันเปลี่ยนกลายเป็นความแปลกประหลาดใจไปโดยปริยาย
“อ้าว! สาวน้อยคนนั้นนี่เอง? บังเอิญจังนะ ว่าแต่มีอะไรให้พี่ช่วยอีกรึเปล่าครับ?”
หลินเสี่ยวอวี่ส่งยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตแสนบริสุทธ์สุกใสหยีโค้งจนคล้ายพระจันทร์เสี้ยว
เธอหยิบกล่องนมอัดเม็ดรูปกระต่ายขาวที่เพิ่งซื้อมาออกจากกระเป๋า แล้วยัดใส่มือของเจียงจื่อผิงเสร็จสรรพ โดยไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายปฏิเสธได้เลย
“เปล่าค่ะพี่ชาย หนูแค่อยากจะขอบคุณที่พี่ช่วยหนูไว้ครั้งก่อน นี่ค่ะ ของขวัญแทนคำขอบคุณของหนูค่ะ หวังว่าพี่ชายจะชอบนะคะ”
ยังไม่ทันที่เจียงจื่อผิงจะได้ปริปากเอ่ยตอบอะไรด้วยซ้ำ หลินเสี่ยวอวี่ก็วิ่งกลับไปหาครอบครัวที่รออยู่ริมฝั่งถนนเสียแล้ว พร้อมหมุนตัวกลับมาโบกมือร่ำลาให้กัน
เจียงจื่อผิงยืนมองกล่องนมอัดเม็ดรูปกระต่ายขาวในมือ ที่ยังคงมีไออุ่นจากฝ่ามือของสาวน้อย แรกสัมผัสรับรู้ได้คือกระแสความอบอุ่นที่เข้าปลอบประโลมจิตใจ เขารู้สึกเสมือนได้รับการเยียวยา ส่งผลให้ขั้วอารมณ์ความหงุดหงิดที่ยังคุกรุ่นจากการทะเลาะวิวาทกับครอบครัวเมื่อครู่ ได้อันตรธานหายวับไปในทันที
เขาตัดสินใจเดินวกกลับไปยังสถานที่ที่หลินเจ๋อนัดพบ ด้วยอารมณ์ที่ผ่อนคลายลงมากแล้ว ปรากฏว่าฝ่ายหลินเจ๋อได้ยืนตากแดดทนร้อนรออยู่นานแล้ว
ตั้งแต่เหตุการณ์ในร้านอาหารวันนั้น หลินเจ๋อได้พยายามไหว้วานคนรอบตัวให้ช่วยออกหน้าอธิบายแทนเขาทุกวิถีทาง หวังเพื่อแก้ไขความผิดใจที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น
แต่ทว่าเจียงจื่อผิงผู้ซึ่งตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า ไม่ต้องการนับคนแบบนั้นเป็นเพื่อนอีกต่อไป จึงได้พยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด แต่ถึงอย่างนั้นก็ทนลูกตื๊อไม่ไหว อีกทั้งเริ่มรู้สึกรำคาญมากแล้ว ในที่สุด เขาจึงตัดสินใจลองเปิดใจให้โอกาสหลินเจ๋อได้อธิบายสักครั้ง
และทันทีที่หลินเจ๋อเห็นว่าเจียงจื่อผิงยอมมาพบ สีหน้าท่าทางของเขาก็ดูดีอกดีใจขึ้นมาก
“คิดอยู่แล้วว่านายต้องมา! ยังไงซะเราสองคนก็เป็นเพื่อนกันนี่นา! จื่อผิง เหตุการณ์ในวันนั้นล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด!”
“เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันก็จริง แต่เพราะเธอถูกอาสะใภ้ตามใจจนเสียคนมาตั้งแต่เล็ก โตขึ้นก็เลยกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจอย่างที่นายเห็นนั่นล่ะ อยู่บ้านก็ขี้เกียจตัวเป็นขน หนังสือหนังหาก็ไม่ยอมเรียน ส่วนเรื่องมารยาทยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยล่ะ!”
“จื่อผิง นายต้องเข้าใจนะ อาสะใภ้ของฉันเป็นพวกขี้อิจฉา เห็นฐานะครอบครัวฉันดีกว่าไม่ได้ ก็เลยพยายามใส่ไฟหาวิธีเล่นงานฉันต่างๆนานา! ก็เพราะแบบนี้ไง นังเด็กนั่นถึงได้จงใจเอาน้ำร้อนมาสาดใส่ฉัน! ดูสิ แผลเป็นที่แขนฉันยังไม่หายเลย!”
ทุกถ่อยวาจาที่หลินเจ๋อพ่นออกมา ยิ่งทำให้สีหน้าท่าทางของเจียงจื่อผิงเปลี่ยนเป็นดำทมิฬมากขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่เปิดโอกาสให้หลินเจ๋อได้อธิบายต่อจนจบด้วยซ้ำ เจียงจื่อผิงที่ทนฟังต่อไปไม่ไหวจึงตวาดสวนกลับไปทันควัน
“พอได้แล้ว! นี่นายไม่มีความละอายหลงเหลืออยู่เลยรึไง! ใส่ร้ายได้แม้กระทั่งคนในครอบครัวตัวเอง!”
“ต่อไปนี้อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีกนะ! หึ! ได้เป็นเพื่อนกับคนอย่างนายนี่โคตรซวยเลยจริงๆ!!”
สิ้นเสียงพูดเท่านั้น เจียงจื่อผิงก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ปล่อยหลินเจ๋อให้ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกอยู่คนเดียว
หากหลินเสี่ยวอวี่รู้ว่า การที่เธอมอบ ‘กล่องนมอัดเม็ดรูปกระต่ายขาวเพียงกล่องเดียว’ ให้เขานั้น จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่างเหนือความคาดหมายเพียงนี้ได้ ป่านนี้เธอคงจะยืนเท้าสะเอวหัวเราะลั่นต่อหน้าฟ้าดินด้วยความสะใจไปนานแล้วแน่ๆ!