“ต้วนจิงเย่เป็นสหายคนสนิทขององค์ชายใหญ่ เขาเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลต้วน เพราะความขัดแย้งภายในตระกูลเขาจึงสูญเสียมารดาไป เขาติดตามอยู่ข้างกายองค์ชายมาตั้งแต่เล็ก บุรุษผู้นี้หน้าตาดีเป็นเลิศ จนได้สมญานามว่าเป็น ‘ความงดงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวง’ สตรีผู้ที่อยากจะแต่งงานกับเขานั้นมีมากเสียจนต้องเบียดเสียดกันเต็มท้องถนน”
“เขาเป็นคนถ่อมตน ชำนาญเรื่องการพบปะพูดคุยกับผู้คนมากมาย เขาถูกเรียกว่าเป็น ‘จิ้งจอกพันปี’ ด้วย คนผู้นี้ยากที่จะคาดเดา เราระวังตัวไว้ดีกว่า”
จ้าวต้านนั่งลงที่โต๊ะ ในมือของเขาถือถ้วยชา สายตาก็มองออกไปดูทิวทัศน์ยามค่ำคืนด้านนอกหน้าต่าง กระนั้นก็ยังมีแต่ความคิดอยู่ภายในใจ
สุดท้ายแล้วองค์ชายใหญ่ก็ระวังตัว ไม่ว่าจะกับเขาหรือต้วนจิงเย่
องค์ชายใหญ่ยอมเสี่ยงที่จะถูกฮ่องเต้จับได้ โดยการส่งต้วนจิงเย่ที่เป็นที่จับตามองในเมืองหลวงมาเป็นเหมินเค่อ อาจเป็นเพราะต้องการจะทดสอบว่าต้วนจิงเย่จงรักภักดีต่อเขามากน้อยเพียงใดกระมัง
หากต้วนจิงเย่รับปากที่จะมา ก็แสดงว่ามีความภักดี ย่อมสามารถเป็นหูเป็นตาให้เขาได้ แต่หากปฏิเสธ เช่นนั้นเขาก็จะเริ่มการป้องกัน มิให้ต้วนจิงเย่ก่อการกบฏ...
องค์ชายใหญ่วางแผนได้ดีจริงๆ
แต่เกรงว่าเขาจะประเมินความกลับกลอกของต้วนจิงเย่ต่ำไปน่ะสิ ต้วนจิงเย่น่าจะรู้เป้าหมายขององค์ชายใหญ่ จึงตอบรับอย่างง่ายดาย
“การมาของต้วนจิงเย่จะสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของหลานเยว่เฉิงได้หรือไม่? จ้าวต้าน ข้าเกรงว่าตัวตนของท่านจะปิดไว้ไม่อยู่อีกแล้ว”
เวินซีกังวลเรื่องนี้
คนขององค์ชายใหญ่มาถึงที่นี่แล้ว แม้จะเป็นคนโง่เขลาเพียงใดก็ดูออกว่าเทพสงครามอยู่ที่เมืองนี้
ช่วงเวลาแห่งความสุขของพวกเขาคงจะต้องจบลงแล้วสิ
จะนั่งรอความตายอยู่ในเมืองก็มิได้ พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมให้ดี
เวินซีขมวดคิ้ว นางนำป้ายโองการที่จ้าวต้านเคยมอบให้ออกมาลูบ
“ลูกน้องของท่านอยู่เต็มพื้นที่นี้เลยหรือ?”
“มีอยู่ทุกที่ตั้งแต่เมืองนี้ไปจนถึงเมืองหลวง” จ้าวต้านตอบตามจริง
“ข้าอยากจะขยายร้านชานมกับร้านหม้อไฟออกไปจนถึงเมืองหลวง สามารถหารายได้ได้ ทั้งยังเป็นแหล่งข่าวได้ด้วย ให้ลูกน้องช่วยกันรายงานเพื่อช่วยท่านอีกแรง”
ดวงตาของเวินซีเป็นประกาย
เงินที่หามาได้จากในเมืองเพียงพอให้ขยายร้านออกไปถึงสามด่านเมือง ส่วนร้านที่เหลือก็ต้องทยอยเปิดและเก็บเงินไปพลาง
หลังจากที่ขยับขยายร้านทั้งหมดจนเชื่อมต่อกันแล้ว การฝากซื้อของ ขนส่งพัสดุ บริการส่งอาหาร อยากจะทำสิ่งใดก็ทำได้อย่างง่ายดายโดยมิต้องลงแรงเยอะ
ความร่ำรวยที่ราวกับเป็นเจ้าของราชวงศ์อยู่ใกล้เพียงเอื้อม
“ได้สิ” จ้าวต้านเห็นท่าทีจริงจังของนางก็เอ่ยปากรับคำ
“เรื่องนี้ข้าจะให้ท่านพี่ไปจัดการ หลังจากที่ท่านพี่หายดีแล้วเราจะหาทางส่งเขาออกจากเมืองไป”
นอกจากนี้นางยังใช้ประโยชน์จากเส้นสายของโจวอวี่ชางได้ด้วย
“อยากทำสิ่งใดก็ย่อมได้ ข้าจะให้จ้าวซานช่วยเจ้า แต่วันนี้ดึกมากแล้ว รายละเอียดค่อยว่ากันพรุ่งนี้เถิด ช่วงนี้เราต้องรักษาตัวให้ดี”
จ้าวต้านลุกขึ้นเดินไปที่เตียง เขาเปิดผ้าห่มขึ้น
เวินซีตอบรับพลันนอนลง
ไม่นาน เสียงลมหายใจที่สงบก็ดังขึ้น
ภายในความมืด ดวงตาที่ปิดอยู่ของจ้าวต้านได้ลืมขึ้น เขามองเวินซีอย่างรักและเอ็นดูพลันกอดนางไว้ในอ้อมอก จูบลงที่หน้าผากของนาง
ความรู้สึกที่เขาไม่กล้าแสดงออก บัดนี้ได้เอ่อล้นขึ้นมา เขามุดหัวเข้าไปในผมของนาง
หากมิได้แบกรับหน้าที่อันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติไว้ ก็คงจะใช้ชีวิตฉันสามีภรรยากับนางอยู่ที่บ้านนอกแห่งนี้
เขาถอนหายใจเบาๆ เคลื่อนไหวช้าๆ ลุกขึ้นยืน เปิดหน้าต่างแล้วออกไปข้างนอกท่ามกลางความมืดมิด
วันรุ่งขึ้น ตอนที่เวินซีตื่นขึ้นมา ผ้าห่มข้างกายนางก็เย็นเฉียบไปแล้ว นางชินแล้วจึงไปทานอาหารเช้าที่สวนหลัง
“พี่สะใภ้ อรุณสวัสดิ์ขอรับ!”
ในมือของยียีถือหนังสือเรียนอยู่ เขารีบออกมาจากห้อง เมื่อเห็นเวินซีจึงทักทายอย่างมีความสุข
“จะสายแล้วมิใช่หรือ?”
เวินซียัดขนมชิ้นหนึ่งใส่ในมือยียี ยียีทานมันอย่างมูมมาม เมื่อได้ยินที่นางพูดเข้าก็ชะงักไป
“พี่สะใภ้ ข้า... เมื่อคืนข้าอ่านนิทานจนดึก ข้าจึงตื่นสาย พี่สะใภ้อย่าได้บอกท่านพี่นะขอรับ หากท่านพี่รู้เข้าข้าต้องโดนทำโทษแน่”
ยียีออดอ้อน
“รีบไปเถิด” เวินซีหัวเราะเบาๆ
“ขอบพระคุณขอรับ ข้ารู้ว่าท่านพี่สะใภ้ใจดีที่สุดเลย” ยียียัดขนมสองสามชิ้นใส่กระเป๋าพลันวิ่งออกไป
หลังจากที่เวินซีทานอิ่มแล้ว นางก็นำขนมส่งเข้าไปในห้องของโจวอวี่ชาง
เพราะว่าเขายังเศร้าโศกเสียใจ จึงยังมิได้อ้าปากทานเลยแม้แต่น้อย เขาเหม่อลอยมองดูเสื้อผ้าของลู่สือ
“หากลู่สือรู้ว่าท่านเป็นเช่นนี้ เขาคงมิอยากจะไปเกิดใหม่แน่”
คนโบราณให้ความสำคัญกับการกลับชาติมาเกิด เมื่อได้ยินเวินซีพูดเช่นนั้น โจวอวี่ชางก็กระแอมและเก็บซ่อนสายตาที่เหม่อลอย
“ที่เรื่องราวเป็นเช่นนี้ก็เพราะข้า หากข้าไม่คิดจะตัดความสัมพันธ์กับตระกูลเวิน ก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าลู่สือถูกฝังอยู่ที่ใด ข้าจะไปเคารพศพเขา ไปหาเขาเสร็จแล้วข้าจะเตรียมตัวไปตามทางของตนเองเช่นกัน”
“ลู่สือจะถูกฝังวันมะรืนเจ้าค่ะ ยามนี้ศพของเขาอยู่ที่ประตูจวนตระกูลเวินรับความดูถูกจากผู้คน”
เวินซีนั่งลงข้างๆ แกะผ้าขาวออก ฆ่าเชื้อและทายาใหม่ให้เขา
โจวอวี่ชางนอนลงบนเตียงด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“วันมะรืนข้าจะปลอมตัวให้ท่านเป็นคนรับใช้ ให้ท่านไปส่งลู่สือ แต่จำไว้นะเจ้าคะว่าห้ามพูดอันใดออกไป อย่าได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนเด็ดขาด หลังจากที่ศพออกไปแล้ว ท่านต้องกลับมาทันที”
เมื่อไม่มีลู่สือแล้ว ทุกวันนี้โจวอวี่ชางอยู่อย่างโดดเดี่ยว เวินซีทนเห็นเขาเป็นเช่นนี้มิได้จึงเอ่ยปากช่วย
“ขอบคุณ... แค่ก... ขอบคุณเจ้ามากนะ ซี้ด”
โจวอวี่ชางกระตือรือร้นอยากจะลุกขึ้นนั่ง แต่ก็กระเทือนไปถึงบาดแผล เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และนอนลงอย่างหมดแรง
“มิต้องเกรงใจหรอกเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่ น้องยังมีอีกเรื่องที่อยากจะให้ท่านช่วยเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของเวินซีสงบนิ่ง นางนำเงินออกมาจากกระเป๋าปึกหนึ่งแล้ววางลงบนมือของโจวอวี่ชาง
โจวอวี่ชางมีสีหน้าไม่สู้ดี เขาจะดึงมือออก “น้อง ข้ามิได้ถึงขนาด...”
“ท่านพี่ เงินนี้มิได้ให้ท่านเจ้าค่ะ” เวินซีรู้ว่าเขาจะปฏิเสธจึงรีบอธิบาย
“หลังจากที่ท่านพี่หายดีและออกจากเมืองนี้ไปแล้ว ข้าอยากให้ท่านพี่ช่วยข้าเปิดร้านหม้อไฟกับร้านชานมให้ข้าสักสองสามร้าน ข้าจะส่งคนไปช่วยท่านเจ้าค่ะ”
นางหยิบแผนที่ออกมาจากกระเป๋า พื้นที่ที่อยากจะเปิดร้านนั้นนางได้วงสีแดงไว้แล้ว
โจวอวี่ชางมองนาง รับแผนที่ไปแล้วมองให้ดี
“นี่คือทางกลับเมืองหลวงหรือ?” เขาถามด้วยความประหลาดใจ
“ท่านพี่ยินดีจะช่วยข้าหรือไม่เจ้าคะ?” เวินซียิ้ม
“ชีวิตของข้าเป็นเจ้าที่ช่วยไว้ ความต้องการของน้องพี่จะมิช่วยได้เช่นไร ยามนี้ที่เมืองนี้ก็ไม่มีที่ให้ข้าอยู่แล้ว เช่นนี้ก็ดี ต่อไปพี่จะได้อยู่ช่วยเหลือข้างกายเจ้า”
เขาพับแผนที่และเก็บมันไว้ในแขนเสื้อ
หลังจากที่เปลี่ยนยาให้เขาแล้ว เวินซีก็ลุกขึ้นออกจากห้อง วิ่งไปที่สวนหลังเพื่อทำเครื่องหอมต่อ นางมีความคิดเรื่องเครื่องหอมตัวใหม่แล้ว
ในการนำทัพออกรบ ผู้คนที่ถูกฆ่าในสนามรบนั้นมีน้อยกว่าคนที่ติดเชื้อตายจากบาดแผล
ในยุคโบราณ การฆ่าเชื้อนั้นยังมิได้มีการพัฒนา ทำได้เพียงใช้หรดาลแดงฆ่าเชื้อห้องหับ หรือใช้เหล้าที่มีความเข้มข้นสูงฆ่าเชื้อที่แผล แต่ก็มีหลายคราที่ให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม
ดังนั้นจึงมักจะพบเห็นการใช้ไฟลนบาดแผล เพราะนั่นเป็นทางเลือกเดียว
ด้วยเหตุนี้ทหารจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บ หลังจากที่แผลติดเชื้อจึงทำได้เพียงนอนรอความตาย
หากเวินซีทำเครื่องหอมที่สามารถฆ่าเชื้อได้สำเร็จ ต่อไปในตอนที่จ้าวต้านออกรบก็จะสามารถลดการตายจากการบาดเจ็บได้มาก
เมื่อเวินซีคิดถึงอรรถประโยชน์ที่ยอดเยี่ยม ความกระตือรือร้นในการทำเครื่องหอมก็เพิ่มขึ้นมาก นางนั่งอยู่ภายในเรือนที่สวนหลังทั้งบ่าย
จนกระทั่งฟ้ามืดลง นางถึงได้สติกลับมาสนใจสิ่งรอบข้าง
นางเดินไปที่โถงหน้า ยามนั้นจ้าวต้านกลับมาแล้ว เขากำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่
“ยียีล่ะ?”
เมื่อคิดถึงยียีที่ไปสำนักศึกษาสายเมื่อเช้า นางก็นั่งลงถามเขา
“เขามิได้อยู่ที่เรือนหลังหรือ?” จ้าวต้านวางอาหารจานสุดท้ายลงบนโต๊ะแล้วถามนางกลับ
“ไม่รู้สิ” เวินซียุ่งอยู่ตลอดบ่ายจนมิได้สังเกตเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกเลย
“ท่านพี่ พี่สะใภ้ ยียียังไม่กลับมาเจ้าค่ะ” เอ้อเอ้อร์พูดระหว่างที่ทานอาหาร
ยังไม่กลับมาหรือ?
เวินซีมองออกไปด้านนอกประตูที่มืดสนิท