เมื่ออยู่ในห้องพักแล้วจางิก็ได้นำเอาเห็ดหลินจือทั้งสองดอกออกมาจากตะกร้าเขาพินิจพิจารณามันอย่างละเอียดอีกครั้งและก็ได้เห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเห็ดหลินจือในมือทั้งสองดอก
แต่ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดของเขา จึงไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มันคืออะไรกันแน่“แค่ไม่ได้รับความเสียหายก็ดีแล้วล่ะพรุ่งนี้ก็จะได้รู้แล้วว่าจะขายได้ราคาเท่าไหร่”สายตาที่เขามองเห็ดหลินจือทั้งสองดอกนั้นเต็มไปด้วยความหวังอันแรงกล้า
จากนั้นเขาก็เก็บเห็ดทั้งสองดอกใส่ในถุงผ้าแล้วก็วางเอาไว้ในตะกร้าตามเดิม
แล้วก็ตามมาด้วยการหยิบเอากล่องอาหารที่ป้าเซี่ยมอบให้ขึ้นมาเปิดออกเมื่อกี้นี้กินบะหมี่ไปเพียงหนึ่งชามก็ว่าอิ่มแล้วแต่พอเดินไปเดินมาก็รู้สึกว่าท้องจะว่างอีกครั้งแล้วเช่นกัน“เนื้อกับปลาแห้งนี่เอง ถ้าเป็อาหารปรุงสุกใหม่ๆ อากาศร้อนแบบนี้คงได้บูดแล้ว”พูดพลางเขาก็เริ่มขยับตะเกียบของตัวเอง จากนั้นก็กินอาหารในกล่องอยู่เงียบๆแต่ก็ไม่ลืมที่จะคีบให้ร่างเงาที่คอยตามติดไปด้วย
กลางดึกจางิที่หลับลึกก็ได้ฝันเห็นสถานที่แห่งหนึ่งภายในนั้นมองไปทางไหนก็มีแค่ผืนดินว่างเปล่าและกระท่อมเล็กๆหนึ่งหลัง ไม่มีต้นไม้ ไม่มีน้ำตกหรือลำธารอะไรเลยสักอย่างทั้งยังมีหมอกที่หนาทึบบดบังทัศนวิสัยเอาไว้เกือบทั้งหมดอีกด้วย
ในความฝันนั้นเขาเดินสำรวจไปรอบๆแม้แต่ดินก็ลองหยิบขึ้นมาดู จากที่เขาเคยอยู่ในชนบทมาก่อน ทำให้รู้ได้ทันทีว่าดินในพื้นที่แห่งนี้มันเหมาะสำหรับการเพาะปลูกเขาคิดจะเดินฝ่าหมอกเข้าไปแต่พอเดินเข้าไปจริงๆ มันกลับคล้ายมีบางอย่างโอบล้อมและรั้งร่างของเขาเอาไว้จนไม่อาจเดินต่อไปได้อีก เชาจึงได้คิดจะเดินกลับไปที่กระท่อม
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเดินกลับไปที่กระท่อมนั้นก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำดังออกมา
“สถานที่แห่งนี้ยังไม่ใช่ของเ้าออกไปก่อนเถอะ”
แล้วเขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อที่ท่วมตัว“ทำไมถึงฝันแปลกๆแบบนี้ได้ล่ะ หรือว่าจะเกี่ยวกับแหวนหยกกันนะ”เขาพึมพำกับตัวเองพลางก็ยกมือขึ้นแตะแหวนหยกที่เก็บเอาไว้ในกระเป๋าอกเสื้อรวมกับเงินที่ยืมป้าเซี่ยมาด้วย
ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ออกมาจากแหวนหยกจนจางิต้องล้วงมันออกมาจากกระเป๋า“ฉันไม่มีสิทธิ์ได้แหวนหยกวงนี้จริงๆสินะ แต่ไม่เป็ไรหรอกยังไงก็เก็บเอาไว้เป็ของดูต่างหน้าอยู่แล้ว”
เขาเก็บแหวนหยกเข้าไปในกระเป๋าตามเดิม แล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงต่อด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน เพียงไม่นานเขาก็หลับไป
เช้าของวันต่อมา จางิตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่กระปรี้กระเปร่าและสดชื่นกว่าทุกวันที่ผ่านมาชายหนุ่มสางผมเผ้าให้เรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาจากห้องพักเขามองไปที่เคาน์เตอร์ไม่เห็นพนักงานแม้แต่คนเดียวก็ได้แต่ถอนหายใจจะเอาอะไรกับโรงแรมราคาถูกล่ะ เมื่อวานนี้ยังคิดจะให้เขาจ่ายเงินในราคาโรงแรมห้าดาวอยู่เลยดูก็รู้ว่าอยากขูดเืกันชัดๆ เขาได้แต่โคลงศีรษะอย่างระอาวางกุญแจห้องเอาไว้ จากนั้นก็เดินออกมา
เดินเลียบทะเลสาบมาได้สักพักเขาก็เจอห้องน้ำสาธารณะจ่ายเงินกับคนเฝ้าด้านหน้าแล้วก็เข้าไปจัดการตัวเองอากาศร้อนๆแบบนี้ทำให้ภายในห้องน้ำมีคนมาใช้บริการไม่น้อยเลย
เขาเข้าไปทำธุระในห้องส้วมอยู่ครู่ใหญ่จึงออกมาล้างมือแล้วก็ล้างหน้าแปรงฟันเท่านี้เขาก็พร้อมที่จะนำเอาเห็ดไปขายที่ร้านสมุนไพรแล้ว
แต่ก่อนจะไปที่ร้านสมุนไพรเขาก็ได้แวะที่ร้านบะหมี่ข้างทาง
“บะหมี่เนื้อหนึ่งชามครับ” ครั้งนี้เขาสั่งแค่ชามเดียวเท่านั้น
“ได้ๆๆ รอเดี๋ยวนะ” คนขายที่ยืนอยู่หน้าเตาะโกลับมาอย่างกระตือรือร้น
จางิเดินไปนั่งรอที่โต๊ะเขาวางตะกร้าเอาไว้ที่พื้นข้างตัว สายตาก็มองไปที่ทะเลสาบกว้างใหญ่มีเรือหาปลาของชาวบ้านให้เห็นด้วยหลายลำ ภาพแบบนี้แทบจะไม่มีให้เห็นแล้วในยุคปัจจุบัน
วิถีชีวิตของผู้คนก็แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง่เวลานี้ผู้คนยังคงใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่เร่งรีบ ต่างกับยุคที่เขาจากมาแทบจะทุกอย่างแต่เขาคิดว่ามันก็มีดีกันคนละแบบ อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนมากกว่าสำหรับเขาที่เหลือตัวคนเดียวไม่มีห่วงอะไรในชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ทั้งนั้นแม้ว่าความเสียใจและความคิดถึงพ่อกับแม่จะยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมก็ตาม
นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่ครู่เดียวชามบะหมี่ก็ถูกยกมาเสิร์ฟ จางิมองบะหมี่เนื้อในชามด้วยสายตาเปล่งประกายเมื่อเทียบกับราคาสองหยวนนี่มันได้เยอะมากจริงๆ ได้เยอะกว่าร้านที่เขากินเมื่อวานเสียอีก
เขานั่งกินบะหมี่อยู่เงียบๆเพียงไม่นานบะหมี่ชามใหญ่ก็ถูกเขาจัดการจนหมดเกลี้ยง จากความทรงจำของร่างนี้เมื่อก่อนเขากินเนื้อหรืออะไรที่ย่อยยากไม่ค่อยได้เพราะกระเพาะอ่อนแอแต่ทว่าพอจิติญญาของเขาเข้ามาใช้ร่างร่วมด้วยก็กลายเป็ว่ากินอาหารได้หมดทุกอย่าง และนับวันร่างกายก็เริ่มแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
เขามองชามที่ว่างเปล่าแล้วก็หัวเราะออกมาน้อยๆอย่างผ่อนคลายแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปจ่ายเงิน รับเงินทอนมาแล้วก็สะพายตะกร้าขึ้นบ่า
เขาสอบถามเ้าของร้านเกี่ยวกับร้านสมุนไพรต่ออีกครู่หนึ่งจึงได้รู้ว่าที่นี่มีร้านซื้อขายสมุนไพรใหญ่ๆอยู่สามร้านที่ใกล้สุดก็คือเดินไปอีกราวสามร้อยเมตรก็จะถึงแล้ว ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณเ้าของร้านขายบะหมี่แล้วก็เดินดุ่มๆไปยังร้านสมุนไพรที่ว่าทันที
ไม่นานเขาก็มาถึงหน้าร้านซื้อขายสมุนไพร มีลูกค้าที่กำลังเดินเข้าไปในร้านอยู่สองสามคนเขาก็เดินตามเข้าไปด้วย
“มาซื้ออะไรเหรอเด็กน้อย”ผู้เฒ่าเคราขาวที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์หน้าร้านเอ่ยถามจางิด้วยน้ำเสียงเมตตา
จางิมองลูกค้าสองสามคนก่อนหน้าแล้วก็เห็นว่ามีลูกจ้างคนอื่นคอยบริการแล้ว เขาจึงเดินไปหาผู้เฒ่าเคราขาว“ผมไม่ได้มาซื้อสมุนไพรหรอกครับผู้าุโ แต่ผมมีสมุนไพรมาขาย”
“นำสมุนไพรมาขายอย่างนั้นเหรอ เอาออกมาให้ตาแก่คนนี้ดูสักหน่อยซิ”
จางิล้วงเอาถุงผ้าออกมาจากตะกร้า แล้วก็ยื่นให้ผู้เฒ่าเคราขาว“อยู่ในถุงผ้านี้ครับผู้าุโ”
ผู้เฒ่าเคราขาวรับถุงผ้ามาแล้วก็เปิดออกเพียงแค่เห็นสมุนไพรที่อยู่ข้างใน เขาก็รีบปิดเอาไว้ตามเดิมก่อนจะมองจางิด้วยสีหน้าที่จริงจัง “เธอไปหาพวกมันมาจากไหนเหรอเด็กน้อย”
“เรียกผมว่าเสี่ยวิก็ได้ครับผู้าุโ”
“อืม เธอไปหามันมาจากไหนเหรอเสี่ยวิตาแก่คนนี้อยู่มาจนผมหงอกจนเคราขาวแล้วก็ยังไม่เคยเจอของดีแบบนี้มาก่อนเลยนะ”พูดจบก็หัวเราะออกมาเสียงดังเพราะเขาเจอเข้ากับขุมทรัพย์มหาศาลแล้วนั่นเอง นี่มันเห็ดหลินจืออายุห้าร้อยปีเชียวนะ
“เป็ของเก่าเก็บจากบรรพบุรุษครับผู้าุโตอนนี้ที่บ้านกำลังลำบากพ่อกับแม่ก็เลยให้ผมนำพวกมันออกมา จะได้เอาเงินกลับไปซ่อมแซมบ้านและรักษาอาการป่วยของคุณปู่คุณย่าครับ”จางิเอ่ยออกมาอย่างเป็ธรรมชาติทั้งที่เพิ่งจะแต่งเื่ขึ้นมาสดๆร้อนๆ
ผู้เฒ่าเคราขาวลูบเคราของตัวเองไปมาอย่างใช้ความคิดเห็นว่าเด็กน้อยคนนี้เป็เด็กดีและกตัญญู จึงได้ลอบพยักหน้าอยู่ในใจ
“เธออยากได้ราคาเท่าไหร่พูดมาเลยเสี่ยวิตาแก่คนนี้พร้อมสู้ราคา” พูดออกไปแล้วก็เปิดถุงผ้าออกมาดูเต็มๆตาอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมใจ
จางิมองผู้าุโเคราขาวด้วยสีหน้าแตกตื่นนี่จะให้เขาตอบว่าอย่างไรดีล่ะ “อะ เอ่อ เื่นี้จะให้พูดอย่างไรดีครับผู้าุโพ่อกับแม่ก็ไม่ได้กำชับเื่นี้กับผมเสียด้วยสิครับ”ชายหนุ่มลูบท้ายทอยอย่างเก้อกระดาก จากที่เคยฟังพ่อกับแม่ในยุคปัจจุบันเล่าให้ฟังและเคยมีโอกาสได้เห็นสมุนไพรและของเก่าผ่านตามาบ้างเขาก็มีราคาอยู่ในใจเอาไว้บ้างแล้วล่ะนั่นก็คือสามหมื่นหยวน แต่จะให้พูดออกไปได้อย่างไรล่ะไม่สู้ให้อีกฝ่ายเอ่ยออกมาก่อนจะดีกว่า
“ไอ้หยา!”ผู้เฒ่าเคราขาวมองจางิแล้วก็ได้แต่หัวเราะออกมาอย่างสบายใจ แล้วก็พูดต่อไปว่า“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันตาแก่คนนี้จะให้เธอในราคาเท่านี้”แล้วก็กางนิ้วออกทั้งห้านิ้ว
จางิถึงกับตกตะลึงเพราะเขาก็ไม่คิดว่ามันจะได้ราคามากขนาดนี้“ดะ ได้ครับผู้าุโ”
“ดีๆๆนี่มันเป็เห็ดหลินจืออายุมากถึงห้าร้อยปีเชียวนะ ราคานี้ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว”
“ห้าร้อยปีอย่างนั้นเหรอครับ!!” จางิอุทานออกมาอย่างตื่นตะลึง เมื่อวานที่เขาประเมินอายุของมันตามที่พ่อกับแม่เคยสอนเอาไว้มากสุดก็แค่สองร้อยปีเท่านั้นแต่มาวันนี้กลับกลายเป็เห็ดหลินจืออายุห้าร้อยปีไปได้ยังไงกันเจ็บใจจริงๆไม่น่าตกปากรับคำไปเร็วแบบนั้นเลย
“ใช่แล้วล่ะนอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษด้วยนะ วันหลังถ้ามีสมุนไพรดีๆก็เอามาขายให้ฉันอีกนะเด็กน้อย”พูดพลางก็นำเอาเห็ดลินจือออกมาวางบนถาด แล้วก็เปิดลิ้นชักเก็บเงิน จากนั้นก็หยิบปึกเงินออกมาหลายปึกใส่ลงไปในถุงผ้าของเสี่ยวิ
“ดะ ได้ครับผู้าุโ”ตอนนี้จางิทั้งรู้สึกดีใจทั้งรู้สึกเสียดายปะปนกันถ้านำเห็ดหลินจือพวกนี้ไปขายในยุคปัจจุบันต้องได้เงินหลายแสนไปจนถึงหลักหลายล้านหยวนแน่ๆแต่พอคิดดูดีๆก็ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับหรือเปล่า อีกอย่างเขาก็ยังเหลือเห็ดหลินจืออีกตั้งแปดดอกเอาเถอะเื่นี้ค่อยคิดหาทางในภายหลัง คิดได้แบบนี้แล้วใจของเขาก็เริ่มสงบลงได้
ผู้าุโเคราขาวส่งถุงเงินให้เสี่ยวิ“นี่คือเงินห้าหมื่นหยวนของเธอเสี่ยวิรีบเอาไปให้พ่อกับแม่นะจะได้ซ่อมบ้านแล้วก็นำเงินไปรักษาปู่กับย่า”
“ครับผู้าุโ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ไปเถอะถ้ามีสมุนไพรดีๆก็อย่าลืมตาแก่คนนี้นะ”
“ไม่ลืมแน่นอนครับ” จางิรับเอาถุงผ้ามาแล้วก็ใส่ลงในตะกร้าก่อนจะยกขึ้นสะพายบ่าอย่างฮึกเหิมเพราะตอนนี้มีเงินก้อนใหญ่ในมือแล้วเขาหันกลับไปยิ้มให้ผู้าุโเคราขาวอีกครั้งแล้วก็เดินออกจากร้าน
เงินที่ป้าเซี่ยให้ยืมมาเมื่อวานยังเหลืออยู่อีกเยอะเขาจึงมีความคิดที่จะซื้อของกลับไปฝากท่านด้วยทั้งยังของกินของใช้ของตัวเองที่ยังขาดอีกเยอะ
ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาหาซื้อข้าวของอีกหนึ่งชั่วโมงและก็ใช้เงินหมดไปถึงหนึ่งร้อยหยวน ที่ซื้อได้แค่นี้ก็เพราะตะกร้ามันเต็มแล้ว เขาจึงได้เดินมาซื้อตั๋วรถที่สถานีขนส่งและนั่งรอรถโดยสารประจำทางอยู่อย่างสบายใจ
ระหว่างที่นั่งรอรถอยู่ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงสายตาของใครหลายคนเขาเพียงลอบมองอย่างลับๆแล้วก็ทำตัวตามปกติไม่ได้ปรายตามองตะกร้าที่วางอยู่บนพื้นข้างตัวแม้แต่น้อยนี่ก็เพื่อไม่ให้คนมองออกว่ามันมีความสำคัญกับเขามากแค่ไหนนั่นเอง
จะว่าไปแล้วก็น่าเสียดายที่จางิของยุคนี้ยังไม่ได้เปิดบัญชีธนาคารและตัวเขาในตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะอยู่ที่นี่ไปตลอดหรือว่าอาจจะกลับไปยุคของตัวเองได้เงินก้อนใหญ่จึงยังคงอยู่ใต้ก้นตะกร้าต่อไป
“นี่ๆน้องชายนายซื้ออะไรมาตั้งเยอะตั้งแยะล่ะนั่น” ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานชวนจางิพูดคุยระหว่างที่รอรถโดยสารประจำทางสายตาที่เขามองชายหนุ่มอายุน้อยเต็มไปด้วยความพินิจพิจารณา และไม่นานก็ต้องพยักหน้าน้อยๆอย่างพอใจ
จางิหันไปตามเสียงที่ดังมาจากด้านข้างก็เห็นว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ชายอายุน่าจะยี่สิบปลายไม่เกินสามสิบ และก็น่าจะเป็เ้าหน้าที่ของรัฐจึงพูดคุยด้วยอย่างเป็มิตร“พ่อกับแม่ให้ผมมาซื้อของไปเตรียมเอาไว้สำหรับขึ้นบ้านใหม่น่ะครับพี่ชายพวกมันก็เลยมีเยอะหน่อย” พูดพลางเขาก็ยื่นแอปเปิลให้อีกฝ่ายไปหนึ่งลูก “แอปเปิลสักลูกไหมครับ”
ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานรับแอปเปิลเอาไว้อย่างไม่เกรงใจเช่นกัน“อ้อ ที่แท้ก็จะขึ้นบ้านใหม่นี่เอง” เขาล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีสบายๆ“นี่ฉันให้นายน้องชาย”
จางิที่กำลังจะกัดแอปเปิลก็จำต้องวางลงก่อนแล้วก็รับของมา พอพิจารณาดูก็เห็นว่าเป็หินหน้าตาแปลกประหลาดก้อนของมันมีขนาดเท่ากับเมล็ดอัลมอนด์เท่านั้น“นี่คืออะไรเหรอครับ”
“เครื่องรางพกติดตัวเอาไว้แล้วนายจะโชคดี”พูดจบแล้วเขาก็ลุกขึ้นเพราะรถโดยสารประจำทางมาแล้ว “ไปกันเถอะรถมาแล้ว”
แม้จะสงสัยเื่ที่เ้าหน้าที่ของรัฐเชื่อเื่โชคลางด้วยเหรอแต่เขาก็ไม่ได้คิดจะถามออกไป
“ครับพี่ชาย”จางิรีบเก็บหินหน้าตาประหลาดเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงจากนั้นก็สะพายตะกร้าขึ้นบ่าแล้วเดินตามพี่ชายท่าทางภูมิฐานคนนั้นไป
พวกเขาสองคนนั่งที่นั่งติดกัน จึงมีเหตุให้ต้องพูดคุยกันไปตลอดการเดินทางทำให้นับถือกันเป็พี่น้องอย่างสนิทใจ แต่อีกฝ่ายนั้นต้องลงก่อนเพราะถึงที่หมาย ทำให้จางิต้องนั่งคนเดียวต่อไปอีกนับร้อยกิโลเมตรแต่เขาก็จดจำชื่อพี่ชายคนนั้นเอาไว้แล้ว
“หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะครับพี่เฉิน”