หลินชุ่ยหงปักใจเชื่ออย่างหนักแน่นว่า อาการแพ้ท้องและลักษณะครรภ์ที่แหลมโด่งของเธอ บ่งชี้ว่าทารกในครรภ์ต้องเป็นลูกชายอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้เธอจึงยืนกรานที่จะคลอดเด็กคนนี้ออกมาให้จงได้ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดขวางกั้น
จางเสี่ยวเสียมองปราดเดียวก็รู้ทัน ว่าพี่สาวสามีตั้งใจจะมาขอหลบภัย
“พี่ใหญ่คะ... แล้วถ้าเกิดท้องนี้พี่คลอดออกมาเป็นลูกสาวอีก จะทำยังไงล่ะคะ?” จางเสี่ยวเสียดักคอ “ถึงท้องพี่จะแหลมเหมือนได้ลูกชาย แต่หมอดูคู่กับหมอเดานะคะ ไม่มีอะไรรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ฉันว่าอย่าเสี่ยงเลยดีกว่า เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมามันจะไม่คุ้มกัน”
ท่าทีของจางเสี่ยวเสียชัดเจนแจ่มแจ้ง เธอไม่ต้องการให้พี่สาวสามีมาชักศึกเข้าบ้านจนพวกเธอต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
หลินกั๋วเซิ่งถลึงตามองภรรยาอย่างเอือมระอา “พี่ใหญ่มีลูกยากเย็นขนาดไหนคุณก็รู้ ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้งสิ เผื่อโชคดีได้ลูกชายขึ้นมาล่ะ? คุณจำเมียเจ้าหลินกั๋วหมิงไม่ได้หรือไง ตอนท้องใครๆ ก็ทักว่าเหมือนลูกชาย พอหลบเจ้าหน้าที่ไม่พ้นถูกจับไปทำแท้ง ปรากฏว่าเป็นเด็กผู้ชายจริงๆ... ต่อให้พี่ใหญ่โชคร้ายได้ลูกสาวอีก อย่างน้อยก็ได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง”
หลินชุ่ยหงพยักหน้าสนับสนุน “ฉันกับพ่อเขาก็คิดแบบนี้แหละ ฉันมั่นใจว่าท้องนี้ต้องเป็นลูกชายแน่ๆ แต่ถ้าโชคร้ายจริงๆ เป็นลูกสาวอีก... ก็คงต้องแอบยกให้คนอื่นไปเลี้ยง แถวบ้านฉันมีหลายครอบครัวที่ท้องสองเป็นลูกสาว พอแอบยกให้คนอื่นไป ท้องถัดมาก็ได้ลูกชายสมใจ”
จางเสี่ยวเสียถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ในเมื่อพี่ใหญ่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว งั้นก็ตามใจเถอะค่ะ... แต่ตอนนี้ทางการเขากวดขันเรื่องวางแผนครอบครัวจะตาย พี่ใหญ่คิดจะทำยังไงคะ?”
หลินชุ่ยหงไม่ใช่คนหัวทึบ เธออ่านความคิดของน้องสะใภ้ออกทะลุปรุโปร่ง แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เธอจำต้องแกล้งโง่
“กั๋วเซิ่ง... เสี่ยวเสีย... ฉันกะว่าจะมาขออาศัยหลบอยู่ที่บ้านเดิมสักพัก พอเรื่องซาลงค่อยขยับขยายไปที่อื่น ฉันรู้ว่าช่วงนี้อาจทำให้พวกเธอต้องลำบากใจหน่อย แต่ว่า...”
เพราะมีเรื่องต้องขอร้อง หลินชุ่ยหงจึงจำต้องลดเกียรติและศักดิ์ศรีลง ยอมก้มหัวอ้อนวอนน้องสะใภ้
แม้หลินชุ่ยหงจะวิงวอนอย่างน่าเวทนา แต่จางเสี่ยวเสียกลับใจแข็งดั่งหินผา
“พี่ใหญ่คะ... ฉันรู้ว่าพี่มีลูกยาก และถ้าไม่มีลูกชายพี่ก็อยู่บ้านสามีลำบาก แต่ตอนนี้เบื้องบนเขาเอาจริงมากนะคะ เกิดรับพี่ไว้แล้วมีคนไปแจ้งความ พวกเราจะซวยกันหมดนะคะ!”
เห็นเมียตัดรอนพี่สาวอย่างไม่ไยดี หลินกั๋วเซิ่งก็เริ่มทนไม่ไหว
“เสี่ยวเสีย! พี่ใหญ่แค่มาขอหลบไม่กี่วัน เดี๋ยวก็ไปแล้ว ขอแค่พวกเราระวังตัวหน่อย ใครหน้าไหนมันจะมารู้เห็นได้?”
จางเสี่ยวเสียแค่นเสียงเย็นชา “คุณพูดง่ายจังนะ! คนตัวเป็นๆ เดินเข้าเดินออกบ้าน จะไม่ให้ใครเห็นได้ยังไง? อีกอย่างบ้านเราก็รูหนูแค่นี้ พี่ใหญ่จะไปซุกหัวนอนที่ไหน?”
“บ้านเราถึงจะไม่ใหญ่โต แต่ก็พอมีที่ให้พี่ใหญ่ซุกหัวนอนได้!” หลินกั๋วเซิ่งเถียงคอเป็นเอ็น “ให้พี่ใหญ่อยู่แต่ในห้องชั้นล่าง ห้ามออกไปไหน แล้วพวกเราก็ปิดปากให้เงียบ ใครมันจะไปตรัสรู้ว่าเราซ่อนคนไว้?”
ปกติหลินกั๋วเซิ่งยอมลงให้เมียตลอด แต่วันนี้เมื่อเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของพี่สาว เขาจึงกล้าลุกขึ้นมางัดข้อกับจางเสี่ยวเสียอย่างเปิดเผย
ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด หลินกั๋วเซิ่งสนิทสนมและผูกพันกับพี่ใหญ่หลินชุ่ยหงมากที่สุด
เห็นน้องชายกับน้องสะใภ้ทะเลาะกันเพราะตน หลินชุ่ยหงก็รู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหว เธอรู้ตัวว่าขืนอยู่ต่อไปก็รังแต่จะสร้างความร้าวฉาน จึงตัดสินใจขอตัวลา
“งั้น... ฉันขอตัวไปดูบ้าน เจ้ารองก่อนแล้วกันนะ”
เมื่อหลินชุ่ยหงเดินไหล่ตก มาถึงบ้านหลินกั๋วผิง ทิงเสวี่ยกำลังเป็นลูกมือช่วยพ่อทำอาหารกลางวันอยู่พอดี
“พี่ใหญ่! พี่มาได้ยังไงครับ? กินข้าวมาหรือยัง?”
หลินกั๋วผิงเห็นหน้าท้องนูนเด่นของพี่สาวก็เข้าใจสถานการณ์ทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยถาม เขารีบกุลีกุจอเชิญพี่สาวเข้าบ้าน
พอรู้ว่าพี่สาวยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง หลินกั๋วผิงก็รีบสั่งให้ทิงเสวี่ยอุ่นหมั่นโถวเพิ่ม
ไม่นานอาหารกลางวันก็ถูกลำเลียงขึ้นโต๊ะ พร้อมกับการกลับมาของหลินกั๋วอัน
ระหว่างมื้ออาหาร หลินชุ่ยหงเล่าความคับแค้นใจให้ฟัง ทั้งเรื่องที่ต้องหนีมาหลบภัย และเรื่องที่เพิ่งถูกน้องสะใภ้ใหญ่มองเมินขับไสไล่ส่งมาหมาดๆ
แม้หลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอันจะเป็นคนละแม่กับหลินชุ่ยหง แต่สายใยพี่น้องนั้นเหนียวแน่นลึกซึ้ง
สมัยที่ทั้งสองยังเป็นเด็กน้อย ก็ได้พี่สาวคนโตคนนี้แหละที่ช่วยเลี้ยงดูฟูมฟักจนเติบใหญ่ ตอนนั้นหลินชุ่ยหงอายุแค่แปดเก้าขวบ แต่ก็รู้ความพอที่จะช่วยแบ่งเบาภาระผู้ใหญ่ในการดูแลน้องชายต่างมารดาได้แล้ว
ด้วยความผูกพันนี้ หลินกั๋วผิงและหลินกั๋วอันจึงทั้งรักและเคารพพี่สาวคนนี้เสมือนแม่คนที่สอง
ทิงเสวี่ยเคี้ยวข้าวไปพลาง เงี่ยหูฟังผู้ใหญ่คุยกันอย่างตั้งใจ
เธอรู้ดีว่านโยบายลูกคนเดียวในยุคนั้นเข้มงวดและโหดร้ายเพียงใด และเธอก็จำได้แม่นว่าในชาติก่อน บ้านป้าใหญ่ไม่มีลูกชาย มีเพียงลูกสาวสองคนคือพี่หวังฮุ่ยกับหวังอวิ๋นเท่านั้น
หากคำนวณเวลา... ในชาติก่อน ช่วงเวลานี้ตัวเธอเองถูกแม่ใจร้ายกับพ่อเลี้ยงขายไปแล้ว พ่อต้องออกตามหาเธอแทบพลิกแผ่นดิน ส่วนอาสามก็ถูกครอบครัวลุงใหญ่บงการชีวิต
ถ้าในชาติก่อน ป้าใหญ่หนีมาหลบภัยที่นี่เหมือนกัน แล้วถูกบ้านลุงใหญ่ปฏิเสธ พ่อกับอาสามที่กำลังวุ่นวายเรื่องเธอคงไม่มีโอกาสได้รับรู้เรื่องนี้ ป้าใหญ่ที่ไร้ที่พึ่งอาจต้องระเหเร่ร่อน... ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กในท้องคนนั้น หรือว่าคลอดออกมาเป็นหญิงแล้วถูกนำไปทิ้งก็สุดจะเดา
พอรู้ว่าพี่สาวมาขอพึ่งใบบุญ หลินกั๋วผิงรับปากทันทีโดยไม่ลังเล
“ในเมื่อบ้านพี่ใหญ่ไม่สะดวก งั้นพี่มาพักอยู่กับผมและเจ้าสามเถอะครับ อยู่ที่นี่ไปก่อน ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลค่อยเปลี่ยนแผนกันอีกที”
หลินกั๋วอันรีบเสริม “ไปอยู่บ้านผมเถอะครับพี่ ไปพักที่ห้องเก่าของแม่นั่นแหละ พี่แค่อยู่แต่ในห้องอย่าออกมาก็พอ เดี๋ยวผมกับพี่รองจะคอยส่งข้าวส่งน้ำให้เอง ขอแค่พวกเราไม่พูดรับรองไม่มีใครรู้แน่นอนครับ”
การที่พ่อกับอาสามยื่นมือเข้าช่วยป้าใหญ่เป็นสิ่งที่ทิงเสวี่ยคาดเดาได้อยู่แล้ว
สำหรับเรื่องนี้ ทิงเสวี่ยเองก็สองจิตสองใจ... ใจหนึ่งก็นึกดูแคลนค่านิยมล้าหลังที่เห็นลูกชายเป็นเทวดา ลูกสาวเป็นแค่ของขาดทุน แต่อีกใจก็เข้าใจว่ามันคือรากเหง้าความคิดที่ฝังรากลึกมานานนับพันปี
แม้แต่ในศตวรรษที่ 21 ผู้คนที่มีการศึกษาสูงส่งจำนวนมากก็ยังสลัดคราบความคิดศักดินานี้ไม่หลุด นับประสาอะไรกับป้าใหญ่ที่ไม่เคยได้ร่ำเรียนสูงและไม่เคยเห็นโลกกว้าง
พอเห็นน้องชายทั้งสองอ้าแขนรับอย่างเต็มใจ หลินชุ่ยหงก็น้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบใจมากนะ... งั้นฉันขอรบกวนพักที่บ้านเจ้าสามแล้วกัน พวกแกกินอะไรฉันก็กินอย่างนั้นแหละ แค่มีแพนเค้กกับผักดองประทังชีวิตก็พอแล้ว”
“ไม่ได้นะคะ! ป้าใหญ่มีน้องอยู่ในท้อง จะมากินแค่แผ่นแป้งกับผักดองไร้สารอาหารแบบนั้นได้ยังไงกัน” ทิงเสวี่ยแย้งเสียงใส “ป้าใหญ่ต้องบำรุงเยอะๆ นะคะ น้องชายในท้องจะได้จ้ำม่ำแข็งแรงไงคะ”
คำพูดแก่แดดแก่ลมของทิงเสวี่ยเรียกเสียงหัวเราะจากวงข้าวได้ครืนใหญ่
เด็กสมัยนั้นมักถูกผู้ใหญ่หลอกว่าเก็บมาจากท่าน้ำ แต่ทิงเสวี่ยกลับรู้เรื่องเด็กในท้องเป็นฉากๆ ช่างเป็นเด็กที่รู้ความเกินวัยจริงๆ
หลังมื้อเที่ยง หลินชุ่ยหงก็ย้ายสัมภาระตามหลินกั๋วอันไป
หลินกั๋วอันจัดแจงให้พี่สาวพักในห้องเดิมของแม่เลี้ยงผู้ล่วงลับ ห้องนั้นถูกทำความสะอาดและเก็บกวาดข้าวของเครื่องใช้ออกไปเกือบหมดแล้ว
“พ่อคะ... พวกเราจะซ่อนป้าใหญ่ไว้ที่บ้านอาสามตลอดไปจริงๆ เหรอคะ? ถ้าเกิดมีคนรู้เข้า พ่อจะโดนจับไปด้วยไหมคะ?” ทิงเสวี่ยถามเสียงอ่อยด้วยความกังวล
ในทางทฤษฎี เธอไม่อยากให้พ่อกับอาเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติและมนุษยธรรม เธอรู้ดีว่าห้ามพ่อกับอาไม่ได้แน่
หลินกั๋วผิงลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน “เสียวเสวี่ยไม่ต้องกลัวนะลูก ขอแค่หนูเหยียบให้มิด อย่าให้ใครรู้ว่าป้าใหญ่อยู่ที่บ้านอาสาม คนนอกก็ไม่มีทางรู้หรอก”
“พ่อวางใจเถอะค่ะ หนูจะรูดซิปปากให้สนิทเลย! ป้าใหญ่ท้องอยู่ต้องบำรุงเยอะๆ นะคะ เราต้องทำของอร่อยๆ ไปให้ป้าใหญ่กินบ่อยๆ โดยเฉพาะพวกเนื้อสัตว์ค่ะ”
หลินกั๋วผิงยิ้มแก้มปริ “เสียวเสวี่ยของพ่อนี่รู้ความจริงๆ!”
หลินชุ่ยหงเก็บตัวเงียบเชียบอยู่ในบ้านหลินกั๋วอัน แทบไม่ออกมาจากห้องเพราะกลัวคนเห็น
หลินกั๋วอันที่เคยฝากท้องไว้บ้านพี่ชาย ก็เปลี่ยนกลับมากินข้าวบ้านตัวเอง เขาก็พอทำกับข้าวเป็นอยู่บ้าง รสชาติอาจไม่เลิศเลอแต่ก็พอกินกันตายได้ เขาจะทำกับข้าวแล้วยกไปให้พี่สาวกินก่อนเสมอ
เมื่อสบโอกาส ทิงเสวี่ยก็จะแอบหิ้วของอร่อยๆ ไปบำรุงป้าใหญ่ที่บ้านอาสามอยู่บ่อยๆ
ช่วงเวลานั้น ข่าวลือแพร่สะพัดว่าหัวหน้าหน่วยวางแผนครอบครัวลงพื้นที่ตรวจตราหมู่บ้านต้าเหอ หญิงท้องแก่คนหนึ่งในหมู่บ้านหนีไม่ทัน ถูกเจ้าหน้าที่ลากตัวไปทำแท้งทั้งที่เด็กดิ้นได้แล้ว
ชาวบ้านลือกันให้แซ่ดว่าเป็นทารกเพศชายที่อวัยวะครบสมบูรณ์แล้วด้วย... พอผู้หญิงคนนั้นรู้ข่าวว่าลูกที่เสียไปเป็นผู้ชาย เธอก็ช็อกหมดสติไปทันที ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับหัวใจที่แหลกสลาย
ทิงเสวี่ยคาบข่าวมาบอกป้าใหญ่ พร้อมกำชับหนักแน่น
“ป้าใหญ่คะ! ห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาดนะคะ! ต่อให้อุดอู้แค่ไหนก็ต้องทนนะคะ ห้ามโผล่หัวออกไปเด็ดขาด!”
หลินชุ่ยหงหน้าซีดเผือด “หนูวางใจเถอะ ป้าจะไม่ก้าวเท้าออกไปไหนทั้งนั้น ป้าจะไม่ทำให้พ่อกับอาของหนูเดือดร้อน... เสียวเสวี่ย รอให้ป้าคลอดน้องชายแล้วพักฟื้นจนแข็งแรง ป้าจะพาหนูไปซื้อชุดสวยๆ ในเมืองนะ”
ทิงเสวี่ยยิ้มหวาน “ป้าใหญ่คะ หนูมีชุดใส่แล้วค่ะ หนูไม่อยากได้ชุดใหม่หรอก... เดี๋ยวพอป้าใหญ่มีน้องเล็ก ภาระค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้น คุณย่าเคยบอกว่า ‘มีปากท้องเพิ่ม ก็ต้องเตรียมข้าวสารเพิ่ม’ ป้าใหญ่กับคุณลุงเขย ต้องเก็บเงินไว้เลี้ยงน้องเถอะค่ะ”
“เสียวเสวี่ยช่างรู้ความจริงๆ... ย่าของหนูพูดถูกแล้ว มีสมาชิกเพิ่มก็ต้องกินต้องใช้ ขอแค่ป้าคลอดลูกชายออกมาได้ต่อไป ป้ากับลุงเขยของหนูจะมีกำลังใจหาเงินจนตัวตายเลยล่ะ”
ทิงเสวี่ย “...”
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน หลินชุ่ยหงหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลินกั๋วอันมาร่วมเดือนแล้ว
อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นเรื่อยๆ การต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องแคบๆ ตลอดทั้งวัน คงเป็นความทรมานที่ยากจะจินตนาการ
จะมีก็เพียงยามค่ำคืนที่ผู้คนหลับใหล หลินชุ่ยหงถึงจะกล้าย่องออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ลานบ้านบ้าง
ในระหว่างนั้น สามีของหลินชุ่ยหงพร้อมด้วยลูกสาวทั้งสองคนก็แอบแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนในตอนกลางคืน นำเสื้อผ้าชุดใหม่และเสบียงกรังมาเติมให้ จะให้เมียมาเกาะน้องชายกินฟรีๆ ตลอดไปก็คงดูไม่เหมาะ
สามีของหลินชุ่ยหง นับว่าเป็นคนซื่อสัตย์และจิตใจดีคนหนึ่ง
ทางด้านกิจการซาลาเปาของหลินกั๋วผิงก็รุ่งเรืองเฟื่องฟู ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เขาตระเวนขายตามตลาดนัดทั้งสามแห่งอย่างขยันขันแข็ง เพียงเวลาสั้นๆ แค่สองสามเดือน เขาก็เริ่มจับเงินก้อนและมองเห็นผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ ยิ่งทำให้มีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นไปอีก