ธาราผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายครั้งที่ชานหน้าบ้านพันดาวบอกว่าจะไปขี่ม้าเล่นแถวน้ำตก หายไปตั้งนานยังไม่เห็นกลับมา
เสียงฝีเท้าม้าแว่วๆมาจากบันไดด้านหลัง ธารารีบสาวเท้าไปหาเพื่อนรักแต่พันดาวรีบผลุบหายเข้าไปในส่วนบ้านพักแขก ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ไถ่ถามอะไร
สักครู่ใหญ่หญิงสาวตาโตกลมสวยก็เดินออกมาในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเข้มกับกางเกงยีนส์รัดรูปขายาวทะมัดทะแมงผมยาวสลวยยังมีน้ำเกาะอยู่ประปราย ดูเหมือนเ้าตัวจะเป่าผมมาแบบรีบๆ
“ดาว เธอหายไปไหนมา ฉันรอตั้งนานแน่ะว่าจะชวนเธอไปซื้อของในเมืองด้วยกัน” ฝ่ายที่รอทักอย่างกระเง้ากระงอด
“โทษทีธารา ฉันขี่ม้าเพลินไปหน่อย”เธอเสมองต่ำกลบเกลื่อน
“ขี่ม้ายังไงฉันเห็นเธอเปียกมะล่อกมะแล่กขนาดนั้น” ธารามองเชิงสำรวจอย่างจับผิด
“แหม ก็ฉันไปแวะที่น้ำตกมานี่นาพอดีโขดหินมันลื่นก็เลยตกน้ำน่ะ” ดาวตอบอ้อมแอ้ม
“เออนี่!พี่พฤกษ์ก็ว่าจะพาเพื่อนไปน้ำตกเหมือนกัน เธอไม่เห็นสองคนนั้นเหรอ?”
พันดาวสะดุ้งเล็กน้อยแทบจะจับสังเกตไม่ได้ เธอไม่สบสายตาเพื่อน ขณะตอบด้วยน้ำเสียงสะบัดเล็กน้อย
“ไม่เจอหรอกสงสัยเขาจะกลับมาก่อนแล้วล่ะ” ตอบพลางนึกถึงเื่เสื้อผ้าที่ซ่อนไว้ป่านนี้สองคนนั้นจะหาเสื้อผ้าเจอหรือยังก็ไม่รู้ แต่เธอชิ่งหนีกลับ นับได้ว่าเป็การล้างแค้นเล็กๆ ก็พอได้
“ป่ะ!เราเข้าเมืองกันเถอะ ฉันลืมไปว่ามีธุระสำคัญ”
“เอาสิ! ฉันกำลังจะชวนไปช้อปปิ้งพอดี”
‘ฝากไว้ก่อนเถอะ’
เขาแค่นเสียง หึ! เบาๆ ออกจากลำคอ นึกได้ว่าตัวเองพลาดที่ปล่อยแม่สาวน้อยคนนั้นไปโดยไม่ได้บังคับให้เธอเอาเสื้อผ้ามาคืนก่อน เขากับพฤกษ์ต้องตัวสั่นงันงกในสภาพมะล่อกมะแล่กค้นหาเสื้อผ้าอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง
พอกลับมาถึงบ้านไร่ แม่บ้านรายงานว่าธาราเพิ่งพาเพื่อนกลับเข้าไปในตัวเมือง
“อ้อ! น่าจะเป็ดาวนะคู่นี้เขาสนิทกัน”
สายฟ้าหูผึ่ง แม้จะไม่ถามอะไรแต่เขาก็รอให้พฤกษ์พูดข้อมูลออกมาเอง
“เอ็งจำดาวได้ไหมวะ? น้องผมบ๊อบที่สนิทกับธาราน่ะ”
ฝ่ายที่ฟัง หรี่ตาลงเล็กน้อยความทรงจำในวัยเด็กเริ่มย้อนกลับมา
เขากับพฤกษ์เรียนในโรงเรียนประถมประจำจังหวัดยายเด็กผมบ๊อบตัวแสบคนนั้นคนที่เคยเอากระเป๋านักเรียนเขาไปซ่อนที่ห้องเก็บของใต้บันไดตึกเรียนแล้วยังเคยซ่อนรองเท้าผ้าใบของเขาไว้ในพงหญ้า ทำให้เขาต้องกลับบ้านโดยสวมเพียงถุงเท้า
ประเด็นก็เริ่มจากความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ แค่นั้นเอง!
“ฮ้า! นึกออกแล้วเด็กหน้าม้าตัวแสบนั่นเอง”
วีรกรรมในวัยเด็กที่เขาพอจะนึกออกของเธอมันเกิดจากการแกล้งกันไปมาระหว่างเขากับพฤกษ์ และธารากับเด็กคนนั้น่นั้นเขากับพฤกษ์อยู่ประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ธาราซึ่งอยู่ ป.2มักจะคอยงอแงอยากตามพวกเขาไปเที่ยวเล่นตามที่ต่างๆ พี่ชายสองคนคอยหลบเลี่ยงอยู่เสมอเพราะเห็นว่าน้องเกะกะ
่นั้นเด็กหน้าม้าตัวแสบซึ่งมักจะมาที่ไร่ใน่วันหยุดกลายเป็คู่หูของกับธาราเมื่อเห็นเด็กชายสองคนหนีไปทิ้งให้ธาราร้องไห้ เด็กคนนั้นก็คิดวิธีสกัดไม่ให้พวกเขาจากไปโดยง่ายเริ่มจากเอารองเท้าของพวกเขาไปซ่อน เอากระเป๋านักเรียนไปซ่อนจนแสบสุดแอบเอากุญแจจักรยานของเขาสองคนไปซ่อน
“เอ็งจำได้แล้วใช่ไหม?ยายดาวตัวแสบเพื่อนซี้ธารา” พฤกษ์หัวเราะเบาๆ พูดพลางส่ายหน้า“วีรกรรมยายดาวสมัยมัธยมก็ไม่น้อยหรอกนะ แถมยังมี่มหาลัยอีก แต่ที่แน่ๆเป๊ะเื่เงินจนทุกคนยกนิ้วให้เลยล่ะ”
“ยังไง?”
“ไม่เอาเปรียบใครแต่ไม่ให้กระเด็นแม้แต่บาทเดียว แต่นี่ก็โทษน้องมันไม่ได้หรอกนะพ่อเขาสร้างปัญหาไว้ให้ลูกกับเมียเยอะ”
พฤกษ์เล่าถึงแค่นี้ตามประสาผู้ชายมักไม่ใส่ใจพูดเื่รายละเอียดเื่คนอื่นมากนักสายฟ้าทำเพียงรับฟัง เขาไม่แสดงความเห็นใด เพราะได้เจอเธอแค่สองครั้งยังไม่ได้พูดคุยกันจริงจัง
ชายหนุ่มหันกลับไปมองม้าที่ผูกไว้หน้าระเบียงอีกครั้งประมวลผลในสมองอย่างรวดเร็ว อืม! ไม่เป็ไร เขายังมีสร้อยล็อตเก็ตในมือนั่นพอจะเป็เครื่องต่อรองชั้นดี สำหรับเด็กตัวแสบคนนั้น
พันดาวชะงักมือที่กดเครื่องคิดเลขค้างไว้ไล่นิ้วตรวจสมุดรายการบัญชีของร้านขายของที่ระลึกอีกรอบั้แ่บ่ายโมงจนจะสี่โมงเย็นแล้ว เธอยังทำบัญชีร้านขายของไม่เสร็จยังมีบัญชีที่รีสอร์ตที่เธอต้องตรวจอีก ทุกสัปดาห์เธอจะต้องตรวจบัญชีต่างๆในระบบคอมพิวเตอร์ บันทึกสรุปลงสมุดนัมเบอร์ปกแข็งอีกครั้งเพื่อความรัดกุม ‘เงินทุกบาทจะกระเด้งออกจากกระเป๋าไม่ได้’
กิตติศัพท์เื่ความเป๊ะเป็ที่รู้กัน ใครว่าเธออยากจะเข้มงวดเื่เงินกับตัวเองขนาดนั้นแต่เพราะการแบกภาระหนี้ใน่วัยรุ่นทำให้เธอต้องจัดการเื่เงินในแต่ละเดือนให้รอบคอบรัดกุม
ทุกครั้งที่เหนื่อยหน่ายภาระเื่เงินเธอก็จะเอาล็อตเก็ตรูปแม่ขึ้นมาเพื่อดู เพื่อให้ตัวเองมีแรงที่จะต่อสู้ นึกขึ้นได้พันดาวจึงควานหาสร้อยในคอ
‘เอ๊ะ! หายไปตอนไหน?’
เธอลืมนึกถึงล็อตเก็ตไปหลายวันเพราะบางทีก็ถอดไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำบัญชี แต่ครั้งก่อนเธอใส่ตอนไปไร่สุดเขตฟ้าแล้วหายไปตอนไหน? คิดวนเวียนไปมา ถึงทบทวนได้ว่า น่าจะหล่นหายตอนไปขี่ม้า ถ้างั้นพรุ่งนี้เธอต้องกลับไปหาให้เจอ
ผู้จัดการรีสอร์ตเดินเข้ามาเหลือบมองจากขอบประตูที่แง้มอยู่
“ยังไม่เสร็จอีกเหรอคะ?” ภาวิณีคล้ายจะทักทายมากกว่าถามเพราะเห็นกองสมุดบัญชีที่ยังไม่ลงบันทึกอีกหลายเล่ม
เธอทำหน้าที่เป็ผู้จัดการรีสอร์ตต่อจากคุณพันทิวาแม่ของพันดาว ในฐานะญาติห่างๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาตรีภาวิณีจึงกลับมาตอบแทนบุญคุณด้วยความซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง แม้ดาวจะเรียกเธอว่าพี่ แต่เธอกลับนอบน้อมและให้เกียรติน้องและนายผู้นี้เสมอ
พลางยื่นแฟ้มบางๆ ส่งให้ “นี่ค่ะทางโรงแรมส่งมา”
พันดาวรับแฟ้มมาอย่างงงๆ “อะไรคะนี่?”
“ดาวเปิดดูเองเถอะค่ะ” เธอพยักหน้าท้องเริ่มครวญเบาๆ
“พี่ภา ดาวเริ่มหิวแล้วล่ะ”ฝ่ายทำบัญชีเริ่มบ่นเบาๆ
“เดี๋ยวให้กินขนมจีบสักจานแล้วกันค่ะจะเอากาแฟสักหน่อยไหมคะ?”
“ก็ดีค่ะ ขอเป็กาแฟดำน้ำตาลสองก้อนนะคะจะได้ตาสว่างหน่อย”
เธอก้มลงเปิดแฟ้มบางๆ ในมือออกอ่านความร้อนเริ่มแผ่กระจายไป ทั่วใบหน้าลามไปถึงใบหูรู้สึกเหมือนมีไฟลุกลามไปทั่วหัว
ปัง! เธอกระแทกแฟ้มบางๆนั้นลงกับโต๊ะ ‘ได้ยังไงกัน เื่สิ้นเปลืองแบบนี้พ่อยังจะโยนมาให้รับผิดชอบอีก’ เมื่อนึกถึงรีสอร์ตเล็กๆที่เธอดูแล หากดึงเอางบประมาณออกมาจ่ายกับเื่นี้เงินที่เธอต้องจ่ายหนี้ทุกเดือนจะเอามาจากไหน?ลำพังแค่จะประคับประคองให้จ่ายเงินเดือนพนักงานทุกเดือนก็ยากแล้วส่วนที่เธอใช้จ่าย เธอต้องอาศัยกำไรจากร้านขายของที่ระลึก
ถ้าเพียงแต่พ่อจะไม่ผลักภาระหนี้มาไว้ที่แม่ เธอคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้
“เป็ไงคะ?”
“พี่ภา ทำไมพ่อทำแบบนี้จะให้ดาวดึงเงินจากตรงไหนมาช่วยจ่ายกันล่ะ?”
“พี่ก็บอกไปแล้วแต่คุณนินไม่ฟัง” ภาวิณีรู้แก่ใจว่าคุณนินนาท พ่อของ พันดาวนั้นดื้อรั้นเพียงใด เพราะนิสัยนี้นี่เอง จึงก่อปัญหาใหญ่ให้ลูกกับเมีย
“ไม่ได้! ดาวต้องไปจัดการแค่นี้ดาวยังลำบากไม่พอหรือยังไงนะ?”
ภาวิณีส่ายหน้า คราวนี้ล่ะ พันดาวผู้ไม่ยอมให้เงินกระเด็นสักบาทคงจะอาละวาดขนานใหญ่เป็แน่!
นี่เป็่วันหยุดยาวถึงสี่วัน นักท่องเที่ยวจึงดูหนาตาเป็พิเศษพันดาวเดินตรวจตราร้านขายของที่ระลึกทั้งห้าคูหาอย่างตั้งใจเธอคอยกำกับดูแลพนักงานขายให้เชิญชวนลูกค้าและแนะนำสินค้าอย่างเอาใจใส่โดยไม่ให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญ เช็กบัญชีและคุมสต็อกด้วยตนเอง
โชคดีที่ได้รับความกรุณาจากครอบครัวของธารายอมให้เธอเช่าร้านนี้ในราคาถูกกว่าที่คนอื่นให้ราคาทำให้เธอพอมีเงินไปจ่ายหนี้รายเดือนที่เป็ปัญหาเรื้อรังจากที่เคยชักหน้าแทบจะไม่ถึงหลัง เพราะมีร้านนี้ ทำให้เธอเริ่มยิ้มได้
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นดูป้ายร้าน“ปันสุข” อย่างภาคภูมิใจ เธอกอบเก็บและขายทรัพย์สินเดิมของแม่ผู้วายชนม์ไปหลายอย่างกว่าจะมีทุนมาเริ่มเปิดกิจการนี้
“พี่ดาว รถทัวร์มาอีกสองคันแล้วค่ะ!”
พนักงานหน้าที่สาม ร้องบอกเธอพันดาวรีบหันกลับมาดู รถทัวร์สองชั้นที่กำลังชะลอเข้าแอบข้างถนนใกล้ร้านของเธอซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น
เธอรีบสาวเท้าไปสั่งงานร้านที่สี่และร้านที่ห้าทันที
“พวกเธอเร็วเข้า ลูกค้ามาเยอะเลย”
พนักงานทั้งหลายรีบกุลีกุจอลุกขึ้นเตรียมต้อนรับ งานในวันปกติก็จะสบายๆ เพราะคนมาเที่ยวน้อยมีแค่วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดยาวเท่านั้น ที่จะได้ทำงานคึกคักแบบนี้
“เชิญค่ะ! เชิญทางนี้! ของที่ระลึก สินค้าน่ารักๆ มีให้เลือกเยอะแยะเลยนะคะ”
พันดาวยืนผายมือกล่าวเชิญลูกทัวร์ทั้งหลายเข้าไปดูสินค้าให้ร้านด้วยรอยยิ้มหวานกว่าปกติ
ขณะเดียวกัน ร้านค้าใกล้ๆก็ออกมายืนกวักมือ และร้องเรียกลูกค้าเช่นกันทำให้บรรยากาศดูครึกครื้นราวกับมีงานรื่นเริง
ปลัดพฤกษ์ผู้มีวันหยุดยาวขับรถโฟร์วีลคู่ใจพาสายฟ้าออกมาดูบรรยากาศการค้าขายบริเวณแหล่งท่องเที่ยวประจำจังหวัดที่มีทั้งูเา น้ำตก และแม่น้ำ กว่าสิบห้ากิโลเมตรจากไร่สุดเขตฟ้าเข้าสู่ถนนสายหลักที่พุ่งตรงไปยังอุทยานแห่งชาติ พอใกล้จะถึงแหล่งท่องเที่ยวก็เริ่มมองเห็นร้านค้าถี่ขึ้น
“อบต.ข้านะเก็บภาษีแต่ละปีได้ไม่น้อยเลยล่ะ เอามาพัฒนาตำบลได้สบายๆ
พฤกษ์ดูแลองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีเขตติดกับอุทยานแห่งชาติจึงทำให้เก็บภาษีทั้งโรงแรม รีสอร์ต และร้านรวงมากมาย
“ร้านอาหารสวยๆทั้งนั้นเลยนะนี่”
“ใช่ไง?หลังๆ คนกรุงเทพฯ เริ่มนิยมมาเที่ยวที่นี่ ร้านกาแฟ ร้านข้าวสวยๆก็เลยผุดขึ้นเต็มไปหมด”
เ้าถิ่นพยักเพยิดหน้าให้แขกมองไปทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของถนน
“ส่วนใหญ่ก็เป็ของเศรษฐีในจังหวัดนั่นล่ะมาซื้อที่ดินปล่อยเช่า หรือไม่ก็สร้างร้านค้าให้เช่า”
“เออแต่ก็ดีนะ สร้างแบบอนุรักษ์ เป็บ้านไม้ทั้งแถบ”
สายฟ้ารู้สึกแปลกใจที่ร้านค้าทั้งหมดที่เห็นเป็บ้านไม้ที่สร้างแบบย้อนยุค
“สมัยนี้ก็ต้องสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่นไง?ทางจังหวัดได้จัดการประชุมและตกลงกันว่า ให้เ้าของทั้งหลายสร้างร้านค้า โรงแรมรีสอร์ตให้มีเอกลักษณ์แบบเดียวกัน นักท่องเที่ยวจะได้รู้สึกว่านี่คือเมืองที่มีบ้านไม้แบบโบราณเหมือนกันทั้งหมด”
“อืม!ข้าเห็นจากคลิปแล้วล่ะ แต่ไม่คิดว่า เขาจะทำพร้อมเพรียงกันขนาดนี้”
“เออ!ก็ต้องปรับความเข้าใจกับชุมชนอยู่นานทีเดียว ถ้าบ้านไหนกำลังจะสร้างใหม่ก็ดีไปพอจะคุยได้ แต่บ้านที่สร้างไปแล้วก็แล้วกันไป”
สายฟ้ามองตามแล้วเห็นจริงหลังจากมีร้านค้าที่สร้างด้วยไม้ และบ้านไม้สวยๆ เรียงรายกันอยู่ก็อาจจะพบบ้านปูนแทรกอยู่บ้างบางหลัง น่าเสียดายที่ไม่อาจแก้ไขให้เป็บ้านไม้ไปด้วยกันเสียทั้งหมด
“นี่ล่ะนะเราต้องให้ความรู้ด้านอนุรักษ์กับชุมชนให้มากๆแถมยังต้องปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้รักในเอกลักษณ์ท้องถิ่นตัวเองด้วย”
ปลัดหนุ่มพยักหน้ายอมรับความคิดของเพื่อน
“นี่ล่ะ!ภารกิจที่ทางจังหวัดกำลังผลักดัน ก็หวังนะว่า ชาวบ้านและนักลงทุนจะเข้าใจเื่นี้”
“เอ็งหิวหรือยัง?” จู่ๆ พฤกษ์ก็เปลี่ยนเื่กะทันหัน
“นิดหน่อยตอนเที่ยงกินข้าวน้อยไปนิด ว่ายน้ำไปจนหมดแรง ย่อยหมดแล้ว”
“งั้นเราแวะร้านกาแฟข้างหน้าล่ะกันมีพิซซ่าต้นฉบับอิตาลีกินด้วย”
ไม่รอให้เห็นด้วยพฤกษ์ก็จอดรถหน้าป้ายไม้ที่มีชื่อสวยๆว่า Coffee and me
“อย่าลืม!เอ็งแพ้”
สายฟ้าหันไปย้ำ
“เออน่ะ!เดือนนี้ข้ารวย”
พฤกษ์กลั้วหัวเราะพร้อมกับนึกถึงลีลาการะโน้ำของเพื่อนที่ชนะเขาไปอย่างขาดลอย สองต่อห้า
