“จะซื้ออะไรกินก็ต้องดูให้ดีนะน้องอัญ อย่าซื้อของที่แมลงวันตอม อย่าซื้อของเย็นชืด ก่อนกินก็ลองดมดูให้ดีก่อนว่ากลิ่นดีอยู่ไหม ถ้าได้กลิ่นเน่าบูดก็ให้ทิ้งไปเลย อย่าเสียดายเงิน” ดวงตาสั่งหลานสาวยืดยาวเหมือนเมื่อตอนเปิดเทอมชั้นประถมหนึ่งไม่มีผิด แต่คราวนี้เป็นเรื่องการซื้ออาหารในโรงอาหาร เพราะตอนนี้อัญจรีขึ้นชั้นประถมสี่แล้วและเป็นครั้งแรกที่ดวงตาปล่อยให้หลานสาวไปหาซื้อกินเอง
วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก ดวงตารับอาสามาส่งหลานรักเข้าเรียนอีกเช่นเดิม ส่วนตรีและดวงฤทัยก็ไม่ได้อยู่ว่าง ดวงฤทัยรับหน้าที่ไปมอบตัวพุทธเข้าเรียน
ตอนแรกพุทธตั้งใจจะเรียนถึงแค่ระดับมัธยมปีที่สามแล้วออกมาหางานทำ แต่เพราะติดใจงานดูแลผู้ป่วย เขาจึงอยากเรียนรู้วิธีการดูแลแบบถูกหลักการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เขาเลือกเรียนหลักสูตรบริบาลที่ใช้เวลาเรียนแค่หกเดือน หลังจากเรียนจบก็ตั้งใจจะเปิดกิจการเกี่ยวกับการดูแลคนป่วยและอำนวยความสะดวกให้กับคนไข้และญาติที่เข้ามารับการรักษา ซึ่งกลุ่มเด็กวัดที่เหลือก็พร้อมที่จะร่วมหุ้นด้วยเช่นกัน
ข้างฝ่ายธรรมเอง วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของวิทยาลัยเทคนิค โดยตรีเป็นคนจัดการเรื่องเอกสารให้ทั้งหมดและรับเป็นผู้ปกครองด้วยตนเอง เขาเลือกเรียนต่อสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แทนที่จะเป็นด้านเครื่องยนต์อย่างที่ตั้งใจแต่แรกเพราะคำพูดของอัญจรีที่พูดเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อนยังคงฝังหัวเขาอยู่
อีกอย่าง ตอนนี้ดูเหมือนระบบที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตเริ่มได้รับความนิยม โดยเฉพาะโปรแกรมพิมพ์เพื่อพูดคุยกันโดยใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกำลังเป็นที่นิยม และเขาคิดว่าโปรแกรมพวกนี้น่าจะต้องพัฒนามากขึ้นไปเรื่อย ๆ หากมีความรู้เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อต่าง ๆ ผ่านทางคอมพิวเตอร์ การมีงานและรายได้ที่ดีคงไม่ใช่เรื่องยากในอนาคต
อัญจรีเองก็เดินเข้าโรงเรียนด้วยอารมณ์สดใส น่าจะเป็นปกติของเด็กที่ปิดเทอมมานาน วันแรกที่เปิดเรียนจึงตื่นเต้นด้วยกันทั้งนั้น ตื่นเต้นที่จะได้เจอเพื่อนและจะได้อวดรองเท้าถุงเท้าใหม่ รวมถึงกระเป๋าและเครื่องเขียนที่ออกใหม่ล่าสุด เอามาอวดกันว่าของใครจะดีกว่ากัน ความสุขของเด็กนักเรียนก็คงมีเท่านี้ อัญจรีตบกระเป๋าสะพายลายการ์ตูนสีชมพูรุ่นใหม่ล่าสุดที่ด้านในมีตลับดินสอและเครื่องเขียนชุดใหม่ที่เพิ่งไปหาซื้อมาเมื่อสัปดาห์ก่อน เธอยิ้มกว้างอย่างภูมิใจสุดขีดก่อนเดินเข้าห้องเรียนไป
เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง คนแรกที่เห็นแทนที่จะเป็นเมยาวี กลับกลายเป็นวรรณฉวีเสียนี่
ทันทีที่สบตากับอัญจรี วรรณฉวีเลือกที่จะมองเมินและเหลียวไปคุยกับเพื่อนที่นั่งด้วยกันแทน ส่วนตัวอัญจรีเองนั้นไม่คิดจะสนใจ คนไม่ชอบหน้ากัน ต่อให้ตายเป็นผีก็ยังต้องอยู่แบบผีละฝ่ายอยู่ดี อีกอย่างที่เธอสามารถอารมณ์ดีเป็นพิเศษแบบนี้ได้ก็เพราะเธอสอบได้ที่หนึ่งในเทอมที่ผ่านมา...คิกคิก
“อัญ” เมยาวีโบกมือเรียกอยู่ไหว ๆ
อัญจรีเดินไปที่โต๊ะอย่างไม่รอช้า และนั่งคุยกับเพื่อนอย่างมีความสุขจนถึงเวลาเรียน อาจเพราะเริ่มอยู่ระดับสูงขึ้น การเรียนเลยเข้มข้นตาม บวกกับเป็นเทอมแรกที่ต้องฝึกใช้ปากกาแทนดินสอ ทำเอานักเรียนทั้งห้องต่างทำหน้ายุ่งและเคร่งเครียดกว่าปกติเพราะกลัวเขียนผิด แต่กระนั้นรอยเลอะจากยางลบปากกาก็มีให้เห็นแบบเต็มหน้ากระดาษ ไม่เว้นแม้แต่อัญจรี ที่หนักกว่านั้นคือกระดาษบางหน้ายังขาดเป็นรูโหว่เนื่องจากแรงลบของยางลบแล้วด้วย
ทำไมผู้ใหญ่ในร่างเด็กแบบเธอถึงได้ผิดพลาดในเรื่องง่าย ๆ แบบนี้นะ อัญจรีคิดอย่างขัดใจพร้อมกับรอยขาดโหว่รูที่ห้าของเช้านี้
“เราจะได้กินข้าวไหม” เมยาวีถามเสียงละห้อยระหว่างมองแถวยาวเป็นหางว่าวของนักเรียนที่กำลังต่อแถวซื้ออาหารกลางวันกันอยู่
อัญจรีทดท้อไม่แพ้กัน “ไปร้านก๋วยเตี๋ยวเถอะ แถวสั้นที่สุด” เธอลากแขนเพื่อนไปต่อคิว
“ทำไมวันนี้ลูกคุณหนูยอมมากินข้าวที่โรงอาหารได้” เสียงเหน็บแนมลอยมาจากแถวข้าง ๆ
อัญจรีเพียงแค่ปรายตามองโดยไม่คิดตอบโต้ใด ๆ นับตั้งแต่ที่วรรณฉวีรู้ว่าพ่อของเธอเป็นเจ้าของใจดีมินิมาร์ท เธอก็ไม่เคยถูกกระแนะกระแหนเรื่องเป็นคนจนอีกเลย แต่โดนเรื่องอื่นแทน ก็อย่างว่า คนไม่ชอบหน้ากันแหละเนอะ
“นึกว่าจะอยู่ให้ยายป้อนข้าวป้อนน้ำไปจนจบ ป.6 เสียอีก”
เสียงพูดลอยมาไม่หยุด อัญจรีก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เก่งเสียด้วย
วรรณฉวีมองไปที่อัญจรีตาขวาง “วันนี้ฉันเอาตังค์มาน้อย คนรวยแบบเธอเลี้ยงข้าวฉันหน่อยสิ เพื่อนฉันด้วย แค่จานละห้าบาทเอง”
“เรื่อง” คราวนี้อัญจรีสวนกลับอย่างไว
“รวยไม่จริงนี่”
อัญจรีบิดปาก “ฉันมีเงินเลี้ยงคนที่ต่อแถวได้ทั้งแถวเลยด้วย แต่ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นล่ะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย...”
“...เราไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่แรก ฉันคงไม่โง่เอาเงินไปแลกเพื่อให้ได้เพื่อนแบบปลอม ๆ มาหรอก ฉันฉลาดจนสอบได้ที่หนึ่งในเทอมที่แล้วเชียวนะเธออย่าลืมสิ” พูดจบเธอก็จูงเมยาวีเดินไปหน้าร้านเพื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวซึ่งถึงคิวเธอพอดี
วรรณฉวีถลึงตามองจนแทบถลนออกมานอกเบ้า
เมยาวียิ้มหน้าบานพร้อมพูดสรรเสริญเพื่อนไม่หยุดระหว่างเดินไปนั่งโต๊ะด้วยกัน แต่แล้วสีหน้าเธอก็เปลี่ยนเป็นพะอืดพะอมเมื่อคีบก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก
“คิดถึงกับข้าวของคุณยาย” เมยาวีพูดเสียงเหมือนจะร้องไห้
อัญจรีก็ไม่ต่างกัน ทันทีที่ตักเข้าปาก ความอยากอาหารของเธอลดหายไปจนสิ้น ตอนนี้เธอคิดถึงอาหารฝีมือของยายเป็นที่สุดเช่นกัน
เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเพื่อนร่วมชั้นถึงเปลืองเงินซื้อขนมมากินหลังมื้ออาหารกันนัก เที่ยงนี้เธอกินมันฝรั่งทอดหมดไปสองถุงเลยทีเดียว