หลังจากที่เดินมาจนถึงเรือนของตนฉางกวงกับเจียงหวงพลันเเยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง
พักได้ซักพัก จึงได้ยินเสียงคนเรียกจากหน้าเรือน “ผู้ใดกันมาเรียกข้าหลังฝึกเสร็จ ช่างไม่สำรวมยิ่งนัก”
ฉางกวงขมวดคิ้ว พลางเดินไปดูที่ประตู สีหน้ากลับเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
“พี่ฉาง ท่านสนใจไปสำรวจ เที่ยวเล่นกับพวกข้าไหม “ ซ่งหยวนยิ้มอบอุ่นจ้องมายังฉางกวง
“ในใจจริงข้าก็ไม่อยากสนิทกับเ้านักหรอก เเต่ให้เ้านำเที่ยวชมสถานที่ก็ดีไม่น้อย ไปก็ไป”
ฉางกวงยิ้มตอบกลับซ่งหยวนตอบไปว่า “ขอขอบคุณพี่ซ่งที่ชักชวน ข้ายิ่งไม่รู้จักอันใดเลย ขอรบกวนเเล้ว”
ฉางกวงจึงเดินตามกลุ่มของซ่งหยวนที่มีคนอยู่ 5 6 คน คนที่เขารู้จักก็คงมีเพียงเเต่เฉินเฟยเท่านั้น เดินไปกันพูดคุยกันไปอย่างสนุกสนาน จนไปถึงยังหมู่บ้านที่อยู่ใจกลางของส่วนหัวนครมัจฉาวารี
“พี่ฉาง หมู่บ้านนี้คนส่วนใหญ่จะเรียกว่า หมู่บ้านเซียนมัจฉา…” ซ่งหยวนอธิบายถึงสิ่งต่างๆที่อยู่ในหมู่บ้าน พลางโบกไม้โบกมือประกอบการเล่าด้วย ร้านค้าเอย โรงเตี๊ยมเอย ต่างก็มีคล้ายๆกับคนทั่วๆไปอยู่หลายส่วน เเต่ร้านจะดูน้อยกว่าก็เท่านั้น
หลังจากเดินเที่ยวชมเสร็จ ฉางกวงจึงขอตัวกลับมาก่อน ด้วยสีหน้าอ่อนล้า หลังจากกลับมาถึงเรือนตนเองอีกครั้ง
เขาก็นั่งพักอย่างสบายอารมณ์ไป่ใหญ่ๆเลย
“นี่คือก้าวเเรกของข้า สักวันหนึ่งถ้าข้ามีพลังมากพอ ข้าจะได้รู้อดีตของตนสักที เปลวไฟนั่นคืออะไรกันเเน่”
ฉางกวงตกในภวังค์นึกถึง่จำความได้ที่เห็นในอดีต เปลวไฟเเละเสียงร้องคร่ำครวญ โหยหวน
พอได้สติ สีหน้าเริ่มมุ่งมั่นขึ้นอีกครั้ง เริ่มฝึกฝนตน รวบรวมพลังปราณไปยังจุดศูนย์กลางของร่างกาย
จินตนาการว่าปราณในจุดศูนย์กลางร่างกายเเผ่ทะลักออกมา จุดศูนย์กลางร่างกายของเขาเเผ่ปราณออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านมาได้ครึ่งชั่วยาม รอบๆตัวเขาเริ่มมีปราณก่อรูปร่างรอบๆลำตัวของเขา
บรรยากาศคล้ายกับฉางกวงเป็จุดศูนย์กลางของลมหมุน
ระยะห่างระหว่างขั้น 1 กับขั้น 2 ของจุดปราณคือ ขั้น 1 จะเเผ่ปราณลงไปในสิ่งของหรือมือใช้โจมตีได้เท่านั้น ถ้าพยายามรวบรวมปราณในร่างกายจะมองได้เเทบไม่เห็นอันใดเลย ส่วนขั้น 2 จะเริ่มมีพลังปราณบางๆ จางๆ ที่เเทบมองไม่เห็นออกมาจาก่ลำตัวเเละส่วนเเขน
ตอนนี้ฉางกวงรู้สึกได้ว่าตนเองััได้ถึงชั้นพลังปราณบางๆที่เเทบมองไม่เห็นห่อหุ้มตรงลำตัวเเละส่วนแขน
“ยังไม่เพียงพอ ตอนนี้ข้าคงถือได้ว่าครึ่งก้าวขั้น 2 ของจุดปราณเท่านั้น”
ฉางกวงเพ่งสมาธิมากกว่าเดิมไปที่ยังเเขนเเละลำตัวของตนโดยเฉพาะ สายลมในห้องเริ่มเเรงขึ้นไม่น้อย มีเสียงไฟประทุอยู่เป็ระยะๆ เริ่มมีสีเเดงส้มปรากฎในสายลมนั้น
ผ่านไปได้อีก 2ชั่วยาม “ตุ้ม”เสียงกัมปนาทดังกึกก้องออกมาจากเรือนของฉางกวง
“เฮ้ย นั่นมันเสียงอันใดกัน” น้ำเสียงใออกมาจากเรือนรอบข้าง พลันพากันออกมาดู เห็นว่าร่อยรอยของเสียงเมื่อครู่น่าจะมาจากเรือนของฉางกวง จึงเดินรวมกันมาโดยซ่งหยวนกับเฉินเฟยอยู่กลุ่มด้านหน้า เเต่ไม่เห็นเเม้เเต่เงาของเจียงหวง
พอกลุ่มของซ่งหยวนกับเฉินเฟยเดินมาถึงหน้าเรือนของฉางกวง จึงะโถามว่า “พี่ฉาง เกิดอะไรขึ้นในเรือนของท่าน เเล้วท่านเป็เยี่ยงไรบ้าง”
“ข้าไม่เป็ไร ขออภัยสหายเรือนข้างเคียงด้วย เผอิญข้าหักโหมบำเพ็ญเพียรไปหน่อย” ฉางกวงเดินออกมาจากเรือน พลางประสานมือขออภัยไปยังกลุ่มของซ่งหยวน
“ท่านไม่เป็อันใดก็ดีเเล้ว สหายฉางการฝึกลมปราณต้องใจเย็นๆไม่งั้นเ้าอาจเป็เหมือนสหายเฉินได้นะ”ซ่งหยวนยิ้มให้ฉางกวงเเล้วหันไปมองยังเฉินเฟย
“เ้าก็อย่าพูดเื่น่าอับอายนั่นให้มากนักเลย เื่ที่ผ่านๆมาก็คือผ่านไปเเล้ว” เฉินเฟยน้ำเสียงดุดันขึ้นเล็กน้อย คล้ายว่าไม่อยากได้ยินเื่ดังกล่าว
“เื่อันใดรึ” ฉางกวงจ้องไปยังเฉินเฟย เเววตาสงสัย
“ข้าพูดขนาดนี้เเล้วเ้ายังจะถามอันใดอีกรึ” เฉินเฟยจ้องดุดันไปทางฉางกวง
“ก็ได้ๆ ข้าจะไม่ถามอีก” ฉางกวงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เยี่ยม ข้าชอบคนพูดเข้าใจได้ง่ายจริงๆ ไม่ซับซ้อนดี เวลาเ้าบำเพ็ญเพียรเ้าควรจะเเบ่งเวลาพักผ่อนด้วย ไม่งั้นประสิทธิภาพจะลดลงไปไม่น้อย” เฉินเฟยน้ำเสียงจริงจัง สายตาอ่อนลงจากเมื่อกี้
“ขอขอบคุณที่ท่านชี้เเนะข้า ทำให้ข้าเปิดหูเปิดตาไม่น้อย” ฉางกวงประสานมือคารวะให้เฉินเฟยอีกครั้งหนึ่ง
“ไม่เป็ไร ข้าเเค่พูดความจริงก็เท่านั้นเอง” เฉินเฟยกล่าวจบเดินกลับไปยังเรือนของตน ซ่งหยวนก็ส่งยิ้มจนใจให้ฉางกวง
พอเฉินเฟยเดินกลับไปยังเรือนตนเองคนอื่นๆ รวมทั้งซ่งหยวนก็ยิ้มมองมายังฉางกวง ต่างพากันเอ่ยร่ำลา เเยกย้ายกลับยังเรือนใครเรือนมัน พอทุกคนกลับไปเเล้วฉางกวงก็ถอนหายใจเสียงดัง
“ข้าไม่ชอบเื่อย่างนี้เลยจริงๆ…” พลางเดินกลับเข้าไปยังในเรือนตนเอง
“เเต่อย่างไร การที่ข้าบรรลุขั้น 2 ได้ก็ถือว่าเป็เื่ดียิ่ง” เขานึกถึงชั้นพลังปราณบางๆที่ครอบคลุมตรงลำตัวเเละแขนทั้ง 2 ข้าง ก็ยกยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เเววตามีประกายตื่นเต้น
“ลองทดสอบวิชา ‘เหมันต์จู่โจม’ ดูดีกว่า” เขาหงายมือขึ้น รวบรวมสมาธิไปยังฝ่ามือ
เริ่มมีไอเย็นเเผ่ปกคลุมมือเขาดังเช่นเคย เเต่ถ้าสังเกตดูดีๆจะเห็นมีประกายผลึกเหมันต์ที่เเทบมองไม่เห็น เเผ่ออกมาจากมือเขาด้วยเช่นกัน จากตอนเเรกที่ฝ่ามือเขาเเผ่ความเย็นออกมาได้เท่านั้น ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าความเย็นเเผ่ครอบคลุมยังมือของเขา ถ้าเขาต่อยไปยังเป้าหมาย ความเย็นก็จะเเผ่ตามหมัดของเขาไปด้วยเช่นกัน
“ตอนนี้ข้าสามารถให้ความเย็นครอบคลุมทั้งมือข้าได้เเล้ว เเต่ก็ยังไม่มีเห็นประกายเหมันต์เลยเนี่ยสิ” ฉางกวงขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ซักพัก
“เ้าหนุ่ม เ้ามาเจอปัญหานี้เข้าจนได้สินะ มาๆๆ เดี๋ยวข้าจะบอกวิธีเเก้ให้…
ต้องเริ่มจากปราณต้นกำเนิดของเ้าก่อนเลย ซึ่งก็คือปราณธาตุไฟ”เสียงดังขึ้นในจิตของเขา น้ำเสียงเหมือนคาดไว้เเล้วที่จะได้พูดเช่นนี้
ในมนุษย์ที่เกิดมาทุกคนล้วนมีพลังปราณอย่างน้อย 1 ธาตุอยู่ในตัว ที่รอวันเวลาที่ถูกปลุกขึ้นมา มีมากมีน้อยเเตกต่างกันไป ปราณธาตุในตัวมนุษย์จะขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย ได้เเก่ ตระกูล อารมณ์ บุคลิกภาพเเต่ละคน โชคก็มีส่วนเล็กน้อย
“ซึ่งข้าผู้าุโเห็นว่าตัวเ้าไม่มีบุคลิกภาพเหมือนดั่งไฟ จึงขอคาดเดาว่าตระกูลของเ้าต้องเป็ตระกูลที่ใช้ปราณไฟเป็เเน่”
ฉางกวงพยักหัวตอบรับ คิดว่าเป็ไปได้อย่างมาก
“เเต่เ้าหนุ่ม เ้าได้ปราณไฟเหมันต์เข้าไปในตัว เเต่ก็เท่านั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เ้ามีมาตั้งเเต่เเรก”
“เเล้วข้าต้องทำเยี่ยงไร ถึงจะเพิ่มปราณเหมันต์ในตัวข้าเองได้” ฉางกวงเเววตาสงสัย ใคร่รู้
“ไม่ยากเลย เพียงเเค่เ้าเพิ่มปัจจัยภายนอกลงไป หาสมบัติธาตุเหมันต์มาชำระบำเพ็ญเพียรก็เพิ่มธาตุเหมันต์ในตัวเ้าได้เเล้ว”
“เเล้วข้าจะหามันมาได้จากที่ไหนเล่า” ฉางกวงขมวดคิ้ว รู้สึกได้ว่ามันไม่ง่ายเเน่
“สมบัติธาตุเหมันต์ส่วนใหญ่ล้วนมาจากเเดนลึกลับเหมันต์จันทราทั้งสิ้น”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ดินเเดนเหมันต์จันทรา คือดินเเดนที่ไม่มีใครรู้ที่อยู่ที่เเน่นอนของมัน บ้างก็ว่ามันอยู่ขอบเเผนที่บ้าง บ้างก็ว่าอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของดินแดนเเห่งนี้ เเต่ทุกคนล้วนพูดเป็เสียงเดียวกันว่า ผู้คนที่พยายามจะค้นหามัน 10 ส่วนจะมีเพียงเเค่ 1 ส่วนเท่านั้นที่ได้พบเจอ ด้วยดินเเดนเเห่งนี้มีความเป็เอกเทศน์ ติดต่อโลกภายนอกน้อยมาก ทำให้บางคนก็เเทบจะไม่รู้เลยว่ามีดินเเดนชื่อนี้อยู่
“อย่างนี้ไม่ได้การเเล้วเเน่ๆ ‘วิชาเหมันต์จู่โจม’ของข้าจะทำเช่นไรดี” ฉางกวงตกอยู่ในภวังค์ พึมพำเบาๆ
“อันที่จริงพลังปราณไฟเหมันต์ของเ้าก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้นตามขั้นพลังปราณของเ้าเช่นกัน เเต่มันค่อนข้างจะช้า” ฉางกวงได้ยินดังนั้นสีหน้ายังคงดูไม่ได้ คิ้วขมวดยิ่งขึ้น
ครุ่นคิดไปได้ซักพัก นึกถึงตอนที่ไปเที่ยวกับกลุ่มซ่งหยวน คลับคล้ายคลับคลาได้ยินว่า สำนักจะมีภารกิจสำนักให้กับเหล่าศิษย์ไปทำ โดยถ้าสามารถทำได้สำเร็จสามารถนำเหรียญทองเเดงตราสำนัก จำนวนหนึ่งไปเเลกกับทรัพยากรบางส่วนได้
“ลานเเลกเปลี่ยนสินะ ความหวังของข้า ต้องลองไปดูซะเเล้ว”ฉางกวงสีหน้าดูผ่อนคลายลง
คิดว่าพรุ่งนี้จะลองไปดูทรัพยากรในลานเเลกเปลี่ยนซักหน่อย…
เเต่สนนราคาคงไม่น้อยเเน่
เขาคิดได้ดังนั้น จึงสบายใจขึ้น นอนพักผ่อนเตรียมตัวให้พร้อมฝึกในวันถัดไป