วันที่ 57 ตอนเช้ามืด
"ทำไมถึงได้แจ้งเื่ช้าขนาดนี้กันครับ? เห็นว่าเื่มันเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เองไม่ใช่หรือครับ? "
ผู้อำนวยการยะมะโตะกำลังตั้งคำถามกับกลุ่มยามของหอพักเผ่ามนุษย์
ถึงจะพูดจาสุภาพ แต่น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธอย่างเห็นได้ชัด
"เมื่อคืนมีคนแจ้งว่าพบคนทะเลาะกันหน้าหอพักหญิงค่ะ แต่พอออกมาดูกลับไม่พบใคร เลยคิดว่าคงเป็การแจ้งเพื่อแกล้งกันเล่นนะคะ… "
"แล้วพอตอนเช้าเดินออกมาเจอรูกว้างเปิดอยู่บนพื้น เลยค่อยตาสว่างนึกได้ว่าควรจัดการทำหน้าที่กันยังไงสินะครับ? "
"ตามนั้นค่ะ..."
ยะมะโตะถอนหายใจยาวเมื่อได้ยินยามประจำหอพักหญิงพูดอย่างยอมแพ้ออกมาเช่นนั้น
"แล้วทำไมถึงมีหลุมใจกลางโรงเรียนได้? "
ยะมะโตะตั้งคำถามกับตัวเอง
โรงเรียนแห่งนี้ควรสร้างอยู่บนเมล็ดโลหะขนาดเล็กที่ผสมลงไปในดินชั้นล่าง ซึ่งมันจะช่วยทำให้ดินชั้นล่างมีคุณสมบัติตอบสนองกับสนามรังสีแม่เหล็กเฉพาะตัวที่สร้างคลุมตัวโรงเรียนเอาไว้
สิ่งนั้นจะช่วยทำให้ตัวโรงเรียนบินขึ้นมาเหนือพื้นราวหนึ่งเมตร เป็เทคโนโลยีลอยตัวที่แสนภาคภูมิใจของพวกเผ่าภูติ
แต่กลับมีพื้นที่บางส่วนของโรงเรียนที่เชื่อมติดกับพื้นดินข้างล่างอย่างไม่น่าให้อภัยได้
แถมข้างใต้นั้นยังมีโพรงอากาศจนเป็หลุมขนาดใหญ่อีกด้วย
นี่มันแปลว่าอะไร? ไม่ได้มีการตรวจสอบสภาพชั้นดินก่อนการก่อสร้างหรือยังไงกัน?
แสดงว่ามีการโกงการก่อสร้างอยู่ในบริษัทของเขาเช่นนั้นหรือ?
ผู้อำนวยการ ยะมะโตะ คิดเช่นนั้น
ซึ่งมันไม่แปลกที่เขาจะคิดเช่นนั้น เพราะผู้ที่รับทำก่อสร้างโรงเรียนแห่งนี้ คือตัวบริษัทของ [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ] ของเขาเอง
"แบบนี้คงต้องตั้งกรรมการสอบสวนหน่อยแล้ว…"
ยะมะโตะรู้สึกว่าคงถึงเวลาที่ต้องสังคายนาบริษัทตัวเองสักที
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะทำแบบนั้น
"มีคนได้รับอุบัติเหตุหรือเปล่าครับ? "
"เออ…"
"มีสินะ…"
เพราะสำหรับเขาแล้ว ชีวิตของนักเรียนมันสำคัญมากกว่าเื่ภายในของบริษัท
“รีบจัดตั้งทีมค้นหาเดียวนี้ ไม่ต้องรออนุมัติอะไรทั้งนั้น ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เดียวผมเป็คนรับผิดชอบเอง … ว่าแต่มีใครที่เป็ผู้สูญหายบ้าง? ”
“จากที่กล้องวงจรปิดถ่ายเก็บเอาไว้ได้ ดูเหมือนจะเป็นักเรียนปีหนึ่งรุ่นที่ 10 จำนวน 5 คน เป็เผ่ามนุษย์สองคน ลูกครึ่งภูติหนึ่งคน เผ่ามนุษย์นกหนึ่งคน แล้วก็เผ่าั์อีกหนึ่งคนค่ะ และมีนักเรียนแลกเปลี่ยนอีก 3 คนที่ติดร่างแหไปด้วยเช่นกันค่ะ”
ในตอนนั้นเองที่ ยะมะโตะ รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ร้าย
“...ลูกครึ่งภูติที่ว่ามีผมสีเขียวหรือเปล่า? ส่วนเผ่ามนุษย์นั้น มีคนหนึ่งเป็ผู้หญิงสวมชุดเมดผมสีฟ้ายาวด้วยใช่ไหมครับ? ”
“ท่าน ผอ. รู้ได้ยังไงคะ? ”
“... แค่พอจะเดาได้นะ”
ลางสังหรณ์ของเขาถูกต้อง
จะมีสักกี่คนในโรงเรียนแห่งนี้ ที่เป็ลูกครึ่งภูติผมสีเขียว กับเมดเผ่ามนุษย์ผมสีฟ้ายาวกันนะ?
ยะมะโตะไม่รู้เลยว่าในหลุมลึกข้างหน้ามันมีอะไรอยู่บ้าง
จะให้พึ่งจาวิสปกลูกของเขาคนเดียว คงอาจจะไม่พอมือ เพราะจาวิสเองก็ใช่ว่าถูกสร้างมาให้ครอบคลุมทำได้ทุกอย่าง
จะหวังพึ่ง ผอ. บานาที่ตอนนี้ไม่อยู่ก็คงไม่ได้
ถ้าเป็ไปได้ เขาอยากจะะโตามลงไปช่วยเดียวนี้เลยเสียด้วยซ้ำ แต่ตัวเขาเองไม่ใช่นักรบ จึงทำแบบนั้นไม่ได้
ดังนั้น...
"... ไปตามอาจารย์ฮอร์เนสมาเดียวนี้! ”
เขาจึงสั่งให้พวกยามไปตามอาจารย์ฮอร์เนสมาเป็การด่วนในทันที
อาจารย์ [ฮอร์เนส] บุรุษผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์มดในยุคนี้
***ในเวลาเดียวกัน
มันคือพื้นที่ใต้ดินที่ถูกปิดล้อมด้วยสิ่งที่ผิดธรรมชาติ
กำแพงผิวเรียบสีขาวที่เกิดจากภูมิปัญญาเก่าแก่ตรงหน้านั้น มันถูกสร้างอย่างปราณีตเพื่อปิดล้อมพื้นที่หกเหลี่ยมแห่งนี้เอาไว้
เพดานที่สูงราวกับจะพุ่งขึ้นสู่์ เต็มไปด้วยเศษซากของสิ่งก่อสร้าง
เศษซากเ่าั้ช่างดูคล้ายกับท่อเหล็กั์ที่หักครึ่งลงมา
พื้นที่ของเพดานใต้ดิน อาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่าถึงสามร้อยเมตร
มวลสารที่ใหญ่โตเช่นนั้นมันอยู่ได้เช่นไรโดยไม่ถล่มลงมากันนะ?
คำตอบนั้นอยู่ตรงรากสีดำที่หยั่งลึกลงมาจากโลกเบื้องบน
พืชที่หยั่งรากสีดำลึกลงมานั้น ได้กลายเป็โครงสร้างอันแข็งแรงให้กับเพดานดินธรรมชาติ
หิน ดิน ราก เศษซากแห่งอารยะ ทุกสิ่งได้ถูกกลืนกินรัดแน่นรวมกันจนมิอาจแบ่งแยกออกจากกันได้
เป็เพดานธรรมชาติที่แข็งแรงยิ่งใหญ่ ไม่แพ้สิ่งก่อสร้างซึ่งเกิดจากฝีมือของสัตว์ผู้ทรงภูมิปัญญาเลยแม้แต่น้อย
รากที่โผล่พ้นผิวเพดานได้กลายเป็แหล่งต้นน้ำของดินแดนใต้ดิน
ความชื้นจากปลายรากฝอยนับล้านได้รวมตัวกันกลายเป็หยดน้ำเกาะบนผิวเพดาน
เม็ดน้ำที่ส่องประกายได้ไหลตามแรวตึงผิว หล่อหลอมรวมตัวจนกลายเป็สายธารน้ำที่ไหลผ่าเหนือหัว
แล้วสิ่งนั้นก็ร่วงหล่นเทลงมาเป็ม่านน้ำตกผืนใหญ่ ณ ใจกลางพื้นที่หกเหลี่ยมแห่งนี้
น้ำจากเบื้องบนไหลลงสู่เบื้องล่าง ต้องปะทะผิวน้ำ เกิดเป็เสียงปะทะสาดกระเซ็นและม่านหมอกไอน้ำที่ลอยขึ้นสูง
เหนือผืนแผ่นดินและทะเลสาบสูงขึ้นไป มีวัตถุทรงกลมดวงหนึ่งที่กำลังลอยเจิดจ้า
สิ่งนั้นทำหน้าที่ประดุจดั่งเป็พระสุริยะผู้มอบชีวิตให้กับดินแดนใต้ดิน
แสงสีขาวที่สาดส่องได้ต้องม่านหมอกไอน้ำ จนเกิดเป็รุ้งกินน้ำที่ฟาดผ่านพื้นที่ปิดล้อม
เลยออกไปจากทะเลสาบ คือผิวดินกับระบบนิเวศน์อันอุดมสมบูรณ์
มีต้นด้ายสีดำ มีใบพืชสีแดงราวเปลวไฟ รวมไปถึงอสรพิษกับสัตว์เลื้อยคลานนานาสายพันธุ์
มันคือระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์แบบไม่ต่างไปจากโลกเบื้องบนแม้แต่น้อย
นี่คือ [โลกใต้พิภพ] โลกอีกใบที่อยู่ใต้ผิวดิน หนึ่งในดินแดนที่อันตรายที่สุดของทวีปแห่งนี้
หนึ่งในดินแดนที่ฝั่งความลับกับประวัติศาสตร์ของเผ่ามนุษย์สัตว์เอาไว้...
***เ้าหนุ่มยาจก [โฮป]
"และนี่คือ [โลกใต้พิภพ] ดินแดนที่อยู่ใต้ดินของทวีปดรีมแลนด์ ดอง~"
เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งกำลังดังย่ำอยู่บนพื้นดิน
"$##&&$~"
เสียงฝีเท้านั้นสับไปมาอย่างรวดเร็ว
"น่าสนุกเนอะดอง~"
นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของใครอื่น
"##$$&%%~"
แต่เป็เสียงฝีเท้าของพวกผมเอง!
"ถ้ามีเวลามาเล่นตลกกันละก็ รีบช่วยคิดหาทางเอาตัวรอดแทนจะได้ไหมยัยบ้าสองคนนี้!? "
"เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ"
"เห็นด้วยอย่างเป็ที่สุด"
“#%#...W”
“Nya~”
ที่ด้านหลังของพวกเรามีมอนสเตอร์ตัวใหญ่กำลังเลื้อยไล่ตามมาอยู่
มันมีรูปร่างคล้ายงูเห่าสูงสิบเมตร และมีลำตัวที่อาจยาวมากกว่าหนึ่งร้อยเมตร
ตามิัมีปุ่มคล้ายตัวดูดของปลาหมึกั์ปรากฏแทนที่เกล็ดของมัน และยังมีจมูกปรากฏอยู่ตรงปลายริมฝีปาก
เ้าอสรพิษที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะเอาชนะได้ตัวนี้กำลังเลื้อยไล่ล่าพวกอยู่
เส้นทางที่พวกเราวิ่งผ่านได้กลายฝุ่นตลบลอยสูง
ไม่เพียงแค่พวกเรา แม้แต่พวกที่โจมตีใส่พวกเราเมื่อกี้ก็ยังวิ่งหนีตามมาติด ๆ
ส่วนคนที่มีอารมณ์เฮฮาปาร์ตี้ดี้ด้าจนเกินเหตุนั้น คือยัยนมติดลบหัวเขียว กับยัยคนที่มีหูเสือขนสีฟ้า
ทั้งที่เมื่อกี้ยังจ้องจะเอาชีวิตพวกเรา แต่พอตกลงมาข้างล่างแล้วโดนเ้างูบ้าตัวนี้ไล่ล่า ยัยสองคนนี้ก็พร้อมใจกันจับมือวิ่งนำตูดโดงเป็คู่แรกเลยซะอย่างงั้น
แถมไม่รู้เป็เพราะอะไร ดันดี้ด้ามีความสุขจนเกินเหตุอีกด้วย
"ฉันไปทางขวานะดอง~"
"@@~"
สองคนนั้นวิ่งไล่คู่นำหน้าพวกเรา พร้อมกับเริ่มใช้อาวุธในมือเพื่อเปิดเส้นทางให้พวกเราที่วิ่งตามหลังมา
ทั้งที่พูดคนละภาษา แต่ยัยสองคนนั้นดันเข้าใจกันได้ราวกับพูดเป็ภาษาเดียวกัน
ยัยนมติดลบยกไหปลาร้าขึ้นสูง แล้วทุ่มมันออกไปเพื่อที่จะหักกิ่งของต้นไม้ประหลาดสีแดงทางด้านขวา
ส่วนยัยเสือหัวฟ้ากำลังใช้พร้าสีขาวตัดกิ่งของต้นที่อยู่ทางซ้าย
ในตอนที่ทั้งคู่กำลังจะวิ่งไปทำลายต้นไม้สีแดงที่ขวางทาง เ้าหน้าหล่อผมทองที่มีหูเสือก็กรีดร้องออกมาอย่างใ
แต่ไม่ทันแล้ว
ทันทีที่กิ่งของต้นไม้สีแดงหักลงมา พวกมันก็ลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ
เปลวไฟที่ร้อนแรงนั้นได้แผดเผาใส่มือของสองสาวที่วิ่งนำหน้าอย่างร่างเริง
“ดองงง! ”
“แง้วววววว! ”
สองสาวกรีดร้องลั่นพร้อมกับวิ่งวนเป็วงกลม ก่อนจะมาชนใส่กันเอง พร้อมกับที่ไหปลาร้าสำรองของยัยนมติดลบหกใส่ตัวเองจนส่งกลิ่นเหม็นหึ่งทั้งคู่
อสรพิษั์ที่ไล่ตามมาได้พุ่งเข้าใส่สองคนนั้นในทันที
แย่แล้ว!
ผมรีบหันหลังกลับเพื่อที่จะวิ่งกลัวช่วยยัยนมติดลบ
แต่ทว่าเ้าอสรพิษั์ตัวนั้นมันทำหน้านิ่วทีหนึ่ง ก่อนจะรีบเลื้อยหนีไปอย่างรวดเร็ว
จะว่าไปแล้ว มันเป็อสรพิษประหลาดที่มีจมูกนี่น่า
สงสัยคงทนกลิ่นปลาร้าไม่ไหว เลยเลื้อยหนีไปแน่ ๆ
“ชนะงูั์ด้วยไหปลาร้าเนี่ยนะ...”
เื่แบบนี้เอาไปเล่าให้คนอื่นฟังคงไม่มีใครเชื่อแน่ ๆ เลยว่าไหม?
มันอาจเป็โชคดีในโชคร้าย
พวกเราร่วงลงมาสูงมาก แต่โชคดีที่พื้นด้านล่างมีทุ่งหญ้าด้ายดำแสนอ่อนนุ่มรองรับเอาไว้ พวกเราเลยสามารถรอดชีวิตมาได้
แต่โชคร้ายของพวกเราคือดันมีเ้าอสรพิษั์นอนอยู่แถวนี้พอดี
เคยมีคำกล่าวว่าหากหลงทาง จงอย่าได้พยายามเดินห่างจากจุดเกิดเหตุ เพราะจะทำให้คนที่มาตามหาเจอตัวได้ยาก
สุดท้ายเลยต้องวิ่งหนีกัน
ทำไมไม่ให้จาวิสต่อสู้? ก็เพราะเธอพูดเองเลยว่า “วิเคราะห์แล้วไม่มีทางสู้ชนะได้” นะสิ
เจอแบบนี้ เป็ใคร ใครก็ต้องวิ่งหนีก่อนนั่นละ
แถมจะให้กลับไปทางเดิมตอนนี้คงเป็ไปได้ยากมาก เพราะว่าเส้นทางที่วิ่งมานั้นได้กลับไปเป็ทุ่งสีดำตามเดิมไปแล้ว
เห็นว่าต้นหญ้าด้ายดำมีคุณสมบัติที่คล้ายสปริง เลยทำให้พวกมันคืนตัวเร็วมาก
ร่องรอยที่พวกเราวิ่งมาเมื่อกี้เลยหายไปหมดไม่มีเหลือให้แกะรอยกลับไปได้
ให้ตายสิ ตอนนี้พวกเราอยู่ส่วนไหนของโลกกันนะ?
“ดอง~... ตาลายหมดแล้วดอง~”
“@! $%&~....@! $~”
สองสาวที่แปดเปื้อนไปด้วยน้ำหมักปลาร้าต่างส่งเสียงอ่วมอรทัยออกมาแทบจะไม่ต่างกัน
มันมีคำกล่าวว่าคนบ้ามักเข้ากันได้ดีกับคนบ้า
แล้วผมก็ััได้ถึงความบ้าที่ไม่ต่างไปจากยัยนมติดลบจากยัยหูเสือคนนี้
ไม่แน่ว่าบางทีสองคนนี้อาจมีนิสัยที่แทบจะไม่ต่างกัน เลยเข้าขากันได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อแบบนี้
แต่จะให้เชื่อใจตลอดไปคงเป็ไปไม่ได้
ที่พวกเราไม่หันเขี้ยวใส่กัน เป็เพราะว่าดันตกมาอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายเหมือนกัน
เป็โชคดีที่พวกมันมีหัวคิด เลยทำให้เกิดเป็ความร่วมมือชั่วคราวอย่างเห็นเมื่อกี้
แต่ว่า...ความร่วมมือหลอก ๆ นี้จะเป็ไปได้ยาวนานแค่ไหนกันเชียว?
ผมไม่ลืมเื่ที่พวกมันพยายามจะฆ่าพวกเราเมื่อกี้ไปหรอกนะ
ผมหันไปมองเ้าผู้ชายผมสีทองที่มีใบหูสิงโต
มันตัวสูงมาก อาจจะมากกว่าสองเมตร แถมยังมีร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็อย่างดี
จากข้อมูลที่ผู้อำนวยการประกาศในวันแรกของการออกเรือ เห็นว่าพวกนี้เป็ชนเผ่าท้องถิ่น มีรูปร่างคล้ายเผ่ามนุษย์แบบผม แต่ต่างตรงที่มีหูกับอวัยวะของสัตว์ที่น่านวย
ถ้าให้พรุน ไฮเจน กับผมช่วยกันรุมมัน แล้วให้จาวิสสู้กับยัยแมวชุดเมดตรงนั้นเอาไว้ คิดว่าพวกเราคงจะสามารถเอาชนะได้อยู่
แต่จะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร… มีแต่จะเสียกำลังของตัวเองไปเสียเปล่า
ดีไม่ดีระหว่างที่สู้กัน อาจจะโดนพวกมอนสเตอร์ของทวีปนี้โจมตีเข้าใส่อีก
เมื่อคิดได้แบบนั้น ผมจึงลองยื่นมือข้างซ้ายออกไป พร้อมกับยกมือขวาแตะที่หน้าอกเป็การแสดงความเคารพให้กับพวกมัน
ถ้ามันเข้าใจความ้าของผมได้ก็ดีสิ
หัวใจของผมสั่นไหวไปด้วยความกลัว ว่ามันจะพุ่งเข้ามาปั่นคอผมลงมาเป็คำตอบ
แต่ถ้าหากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริง ผมคิดว่าจาวิสคงสามารถเข้ามาแทรกปกป้องได้ทันเวลาอยู่แล้ว
นี่ถ้าไม่ใช่หุ่นยนต์ ผมคงหลงรักไปแล้วละ ทั้งสวย ทั้งเก่ง แล้วก็โหดเอาเื่แบบนี้
แต่ที่หนึ่งในใจตอนนี้คงยกให้เป็ดิวซ์ไปก่อน
… นี่ตรูคิดบ้าอะไรอยู่ฟะเนี่ย?
เ้าผมทองหน้าหล่อยืนมองผมอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองป่าโดยรอบอีกทีหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกมาจับพร้อมกับพยักหน้าให้ผมเป็คำตอบ
“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยอมสงบศึกชั่วคราวให้แล้วค่ะ”
“อืม...”
หัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งของผมเริ่มสงบลงแล้ว
ให้ตายสิ ทำเอาใหมด…
ถึงจะไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคือใคร แล้วทำไมถึงต้องทำร้ายพวกเรา
แต่ตอนนี้คิดว่าคงสามารถวางใจได้บ้างแล้ว…ละมั้ง
เอาเถอะ ระแวงมากไปคงได้เป็บ้าตายไปก่อน ตอนนี้มาหาทางกลับไปจุดเริ่มต้นกันก่อนดีกว่า!
“งั้นตอนนี้พวกเรามา---”
“ปลาร้า...เหม็นสุด ๆ ไปเลย...ดอง~…”
“--- พวกเรามาหาที่อาบน้ำให้ยัยสองคนนี้กันก่อนแล้วกัน…”
ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงมุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบแทนการกลับไปหาจุดที่พวกเราตกลงมากัน
หวังว่าจะไม่ไปเจอตัวอะไรแปลก ๆ อีกนะ...