เหตุใดิญญาศาสตราก้านเจี้ยงถึงทะลุมิติตามตนมาหลันเฟิงก็ไม่รู้สาเหตุ ทว่ามีิญญาศาสตราก้านเจี้ยงอยู่ข้างกายก็ทำให้คนร่อนเร่พเนจรมาต่างโลกอย่างเขาไม่ถึงกับโดดเดี่ยวนัก
หลันเฟิงเหลือบมองชายชราผู้เย่อหยิ่งแวบหนึ่งแล้วเบะปากอย่างจนปัญญา“ข้ารู้ว่าท่านคือิญญาศาสตราก้านเจี้ยงผู้ยิ่งใหญ่ แต่ไม่จำเป็ต้องพูดมันทุกวันหรอกมั้ง”
“เด็กอย่างเ้าจะไปรู้อะไร”ชายชราถลึงตามองหลันเฟิงแวบหนึ่งอย่างไม่สมอารมณ์แล้วเอ่ยอีกครั้งว่า “ข้าคือิญญาศาสตราก้านเจี้ยงผู้ยิ่งใหญ่”
หลันเฟิงกลอกตาเขาพ่ายแพ้ในการสนทนากับชายชราอีกครั้ง
ชายหนุ่มดูกลัดกลุ้มเมื่อชายชราเห็นเข้าก็หุบรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วถอนหายใจพลางเอ่ยว่า“พิษปีศาจผีดิบสำหรับมนุษย์แล้วอาจจะเป็หายนะแต่สำหรับเด็กอย่างเ้าแล้วกลับเป็โอกาส”
“หยุดเถอะ” หลันเฟิงกางมือออกหยุดคำพูดที่ชายชราจะพูดต่อก่อนเบะปากแล้วเอ่ยว่า “โอกาสเช่นนี้ ไม่เอาจะดีกว่า”
รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชราอีกครั้ง“เ้ามั่นใจหรือว่าไม่้า”
เมื่อหลันเฟิงถูกชายชราจ้องมองก็ทำให้รู้สึกไม่เป็ธรรมชาติเขาจึงแสร้งทำเป็กระแอมไอ หลังจากลังเลไปชั่วครู่ก็เอ่ยถามว่า “พูดมาก่อนสิว่าโอกาสอะไร”
ชายชราเลิกคิ้วอย่างพึงพอใจแล้วหัวเราะหึๆ“พูดตามตรง คุณสมบัติของร่างกายเ้ามันธรรมดามาก หากไม่ใช่เพราะข้าช่วย....”
หลันเฟิงที่รู้ว่าต่อไปชายชราจะพูดอะไรต่อพลันเอ่ยขึ้นทันทีว่า“แต่มันก็เป็คุณงามความดีของข้าด้วยเหมือนกันนี่”
“ก็อาจจะกระมัง”ชายชรายักไหล่ แล้วถลึงตามองหลันเฟิงแวบหนึ่ง “เ้าอย่าเพิ่งพูดแทรก ฟังตาเฒ่าผู้ให้จบก่อนแล้วค่อยแย้งก็ยังไม่สาย”
“อ่า...ก็ได้ ท่านพูดมาสิ”
“ตามคุณสมบัติเดิมของเ้าชีวิตนี้ฝึกถึงระดับดาราได้ก็ถึงขีดจำกัดแล้ว อย่ามองว่าก่อนหน้านี้เ้าบดบังพวกอัจฉริยะน้อยใหญ่ในตำบลเฟิงได้หากพูดถึงศักยภาพเ้ายังห่างชั้นจากพวกเขาเยอะ”
เขาอยากโต้แย้งอย่างไม่สบอารมณ์แต่เมื่อคำพูดมาอยู่ที่ริมฝีปาก ชายหนุ่มกลับเงียบไป
แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับแต่สิ่งที่ชายชราพูดนั้นเป็ความจริงจริงๆสาเหตุที่ตนอยู่เหนือกว่าอัจฉริยะเ่าั้ได้ก็เพราะตนฝึกฝนหนักกว่าพวกเขาแต่การฝึกฝนอย่างหนักนี้กลับทำได้เพียงเพิ่มความเร็วในการฝึกฝน่แรกเท่านั้น มันไม่อาจทำลายพันธนาการของร่างกายได้ยิ่งฝึกฝนไปถึงขั้นปลาย ข้อได้เปรียบของตนก็จะยิ่งลดลงจนกระทั่งถูกเหล่าอัจฉริยะเ่าั้พลิกกลับไปนำ
“อะไรพูดแค่นี้เ้าก็รับไม่ได้ซะแล้ว?” เมื่อเห็นชายหนุ่มดูหดหู่ชายชราจึงเติมเชื้อเพลิงเข้าไปในกองไฟทันที “เ้ายอมรับก็ดี ไม่ยอมรับก็ช่าง ถึงยังไงก็เปลี่ยนแปลงความจริงไม่ได้”
หลันเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยอย่างราบเรียบ “พูดมาตั้งมากมาย แค่อยากโจมตีข้างั้นหรือหากใช่ ก็ยินดีด้วย ท่านทำสำเร็จ”
ชายชราเหลือบมอบชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจแวบหนึ่งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจัดการความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว ชายชราก็ชื่นชมอยู่ในใจ
“โจมตีเ้า? ข้าไม่มีเวลาว่างมากขนาดนั้นหรอกนะ”ชายชราส่ายศีรษะอย่างเย่อหยิ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าอยากบอกเ้าว่าความทุกข์ทรมานที่เ้าได้รับมาสามปีนี้ไม่ได้เสียเปล่า”
หลันเฟิงเกาศีรษะแล้วจ้องมองชายชราอย่างฉงน
“จะว่าไปแล้วก็แปลกโลหิตของปีศาจผีดิบเป็สิ่งที่บ้าคลั่งอย่างยากหาใดเปรียบทำให้ชีพจรในร่างเ้าขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า แต่กลับไม่ได้ทำลายและยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ร่างกายของเ้าเปลี่ยนแปลง ทำให้ร่างกายของเ้าเข้าใกล้กับพลังฟ้าดินมากยิ่งขึ้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือแม้ว่าจุดตันเถียนของเ้าจะถูกทำลายแต่ปริมาตรร่างกายของเ้าก็เพิ่มขึ้นเท่าหนึ่ง หากฟื้นฟูจุดตันเถียนได้ความเร็วในการฝึกฝนก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมสิบเท่า เ้าพูดซิว่านี่คือโอกาสหรือไม่”
แววตาของชายชรามีความสงสัยวาบผ่านเห็นได้ชัดว่าเขาไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของหลันเฟิงสุดท้ายก็ทำได้เพียงสรุปว่าเป็ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติเท่านั้น
“นับว่าคือโอกาสหรือไม่ข้าย่อมไม่รู้ทว่าความเ็ปจากการที่พิษผีดิบกำเริบ ข้าไม่อยากประสบกับมันอีกแล้ว แม้เพียงวันเดียวก็ตาม”เมื่อคิดถึงความเ็ปนั้น หลันเฟิงก็รู้สึกขวัญผวา
“ไม่อยากประสบกับมันอีกแล้วเช่นนั้นก็ไปหาทรายถงซามาเสียดีๆ ตาเฒ่าจะช่วยเ้าหลอมพิษผีดิบเอง”ชายชราฉีกยิ้มบาง
หากแค่หลอมพิษผีดิบหลันเฟิงคงไม่ตั้งตารอคอยขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้เขาสนใจจริงๆก็คือชายชราเคยบอกว่าหลังจากที่หลอมพิษผีดิบแล้วก็จะใช้พลังที่หลอมมาจากพิษผีดิบช่วยฟื้นฟูจุดตันเถียนให้เขาแม้หลันเฟิงจะไม่รู้ว่าชายชราไปเอาความมั่นใจมาจากไหน และไม่รู้ว่าชายชราจะใช้วิธีการใดแต่หลันเฟิงเชื่อว่าชายชราคงไม่เอาเื่นี้มาล้อเล่นแน่
ทว่าการซื้อทรายถงซาหนึ่งชั่งต้องใช้เงินแปดร้อยเหรียญทองขาวจุดนี้กลับเป็สิ่งที่ยากสำหรับหลันเฟิง
สถานการณ์ของครอบครัวเขายามนี้ไม่สู้ดีนักหากหาเหตุผลที่เหมาะสมไม่ได้ หลันเฟิงก็ไม่อาจบุ่มบ่ามไปพูดกับท่านพ่อได้
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบงันยามที่หลันเฟิงตื่นขึ้นมาก็เป็ยามตะวันโด่งฟ้าแล้ว
ขบคิดมาครึ่งคืนก็ยังคิดหาวิธีไม่ออกหลันเฟิงจึงปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก
ประตูไม้ฝั่งตรงข้ามเปิดอยู่หลันเสียนหลงตื่นนานแล้ว หลังจากที่เขาไปตัดต้นไผ่ด้านหลังบ้านมาสองสามมัด ก็ไปสานตะกร้าไม้ไผ่ในลานต่อเมื่อได้ยินเสียงผลักประตูห้องของหลันเฟิง ก็หันหน้าไปมองชายหนุ่มที่เดิมออกมาจากห้องอย่างเชื่องช้าแวบหนึ่งก่อนยิ้มเอ่ยว่า “ปกติเ้าตื่นแต่เช้านี่ เมื่อคืนนอนดึกหรือ”
หลันเฟิงอ้าปากพะงาบๆสุดท้ายก็กลืนคำพูดกลับลงไป แล้วตอบด้วยเสียงแ่เบาว่า “อือ ข้าไปอุ่นกับข้าวก่อนนะ”
เมื่อเห็นชายหนุ่มมีท่าทีแปลกประหลาดไปการเคลื่อนไหวของหลันเสียนหลงก็หยุดชะงัก
หลังจากผ่านไปชั่วครู่หลันเฟิงก็ะโว่า“ท่านพ่อ มากินข้าวเช้าก่อนเถอะ”
“ได้ข้าสานตะกร้านี้เสร็จแล้วเดี๋ยวไป” หลันเสียนหลงเพิ่มความเร็วมือทันที
ไม่นานหลันเสียนหลงก็ล้างมือทั้งสองข้างแล้วมานั่งหลังตรงอยู่หน้าโต๊ะในห้องโถง
“เ้ามีอะไรอยากคุยกับข้าหรือเปล่า”เห็นหลันเฟิงอ้าปากพะงาบๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง ในที่สุดหลันเสียนหลงก็ทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากถาม
หลันเฟิงมีเื่จะพูดจริงๆแต่เื่นี้เขากลับไม่กล้าเอ่ยปาก
ในยามที่เขากัดริมฝีปากเตรียมจะเอ่ยปากอยู่นั้นด้านนอกพลันมีเสียงเคาะประตูก้องกังวานดังขึ้น
“เ้ากินไปก่อน”
หลันเสียนหลงหยัดกายลุกขึ้นเดินไปที่ประตูลานอย่างแช่มช้ามองลอดผ่านช่องประตูไปก็เห็นดวงตาเปล่งประกายสดใสคู่หนึ่ง
ดูเหมือนเขาจะเดาฐานะของผู้มาเยือนออกใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหยาบกร้านและทุกข์ยากของหลันเสียนหลงพลันปรากฎรอยยิ้มอันอ่อนโยนขึ้น
เขาเพิ่งจะเปิดประตูไม้ก็ได้ยินเสียงใสแจ๋วของหญิงสาวดังขึ้น“ท่านลุง เสวี่ยเอ๋อร์เอาขนมโก๋มาให้ท่าน”
หลันเสียนหลงหันหน้าไปมองทางเรือนแวบหนึ่งก่อนเอ่ยอย่างสนอกสนใจว่า “เอามาให้ข้าจริงหรือ”
หญิงสาวสวมกระโปรงสีเขียวที่ยืนอย่างสดใสอยู่หน้าประตูลานชั่วขณะนั้นใบหน้านางพลันแดงระเรื่อ
“เอาล่ะลุงรับขนมโก๋แทนได้ ทว่าบางคนจะรับความรู้สึกหรือไม่ ลุงไม่อาจตัดสินใจแทนได้หรอกนะ”หลันเสียนหลงฉีกยิ้มแล้วรับตะกร้ามาจากมือหญิงสาว
เขารู้สึกปลงอนิจจังอยู่ในใจเด็กหญิงที่เคยตัวเล็กยามนี้กลับเติบโตและสูงเพรียว ส่วนตนนั้นกลับดูแก่ชราวันเวลาช่างไม่ปรานีผู้ใดจริงๆ
“ไม่เป็ไรขอแค่ท่านลุงและ...พี่หลันเฟิงชอบก็พอ” รอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้าของหญิงสาวดวงตาทั้งสองข้างของหญิงสาวหยีลงเป็ขีดเล็กๆ ราวกับจันทร์เสี้ยวก็ไม่ปาน
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยแว่วมาจากในลานดวงตาสีดำสนิทของหลันเฟิงก็เปล่งประกายทันที
ดูเหมือนจะคลี่คลายเื่ทรายถงซาได้แล้ว
เขาวางตะเกียบทันทีก่อนเดินออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว
มีเงาร่างผอมบางพุ่งเข้ามาในครรลองสายตากะทันหันทำให้ใบหน้าดวงน้อยที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มของหญิงสาวแข็งค้างนางหวาดกลัวจนถอยไปอยู่ด้านข้างตามจิตใต้สำนึก ใช้ประตูไม้ของลานขวางร่างของตนไว้ ดวงหน้าละเอียดอ่อนดังเครื่องเคลือบเผยแววกังวลออกมา
“กลัวเขาทำไมเขาไม่ใช่ปีศาจอสูรกินคนเสียหน่อย เหตุใดต้องกลัว” หลันเสียนหลงไม่ต้องหันกลับไปก็เดาออกว่าเหตุใดหญิงสาวถึงมีท่าทางเช่นนี้“วางใจเถิด มีท่านลุงอยู่ หากเขากล้าดุเ้า ลุงไม่ปล่อยเขาไปแน่”
“อย่า...”หญิงสาวรีบเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ
“ทำไม ปวดใจงั้นหรือ”เมื่อเห็นท่าทางร้อนใจของหญิงสาว หลันเสียนหลงก็พูดติดตลก แต่กลับแอบทอดถอนใจอยู่ในใจ“ไม่รู้ว่าเฟิงเอ๋อร์ได้รับพรใดมาคิดไม่ถึงว่าจะมีบุตรสาวจากตระกูลร่ำรวยมาชอบเข้า แม้ว่าพลังยุทธ์จะไม่เหลือแล้วหน้าตาก็เสียโฉม เด็กสาวคนนี้ก็ไม่ยอมลดละ หากเด็กคนนี้กลายมาเป็สะใภ้ของตนก็ถือเป็เื่ที่ดีมากจริงๆจะกลัวก็แต่เฟิงเอ๋อร์จะไม่ยอมน่ะสิ!”
นิสัยด้านอื่นของเขาหลันเฟิงไม่ได้รับถ่ายทอดมาเลยสักนิด แต่นิสัยดื้อรั้นนั้นหลันเฟิงเหนือกว่าเขามาก
สำหรับเด็กที่มีความคิดเป็ของตนเองอย่างสุดโต่งนั้นหลันเสียนหลงทั้งปลื้มใจและปวดหัว
จากมุมมองของเขาหยางเสวี่ยเป็ถึงบุตรสาวของผู้นำตระกูลหยาง เรียกได้ว่าเป็ทายาทสายตรงประกอบกับรูปโฉมงดงามและนิสัยดี แม้บุตรชายของเขาจะไม่สูญเสียพลังยุทธ์และไม่เสียโฉมแม้เขาจะไม่สูญเสียพลังยุทธ์ที่พึ่งพามาตลอดชีวิตไป แต่การที่บุตรชายของเขาจะได้แต่งงานกับบุตรสาวของผู้นำตระกูลก็นับได้ว่าเป็สิ่งที่ไม่อาจเอื้อมแล้ว
น่าเสียดายที่หลันเฟิงต่อต้านสิ่งนี้เป็อย่างมากไม่รู้ว่าเขาไปเอาความคิดแปลกๆ นี้มาจากไหนเขาบอกว่าลูกพี่ลูกน้องกันไม่อาจแต่งงานกันได้มิเช่นนั้นบุตรที่ถือกำเนิดมาในอนาคตจะมีรูปร่างผิดปกติ และยังเอาความคิดแปลกๆนี้มาเป็เหตุผล ทำให้หลันเสียนหลงโกรธเป็ฟืนเป็ไฟจนทุบตีเขามาหลายครั้งแล้ว
แต่เมื่อทำอะไรหลันเฟิงไม่ได้เขาจึงไม่สนใจแล้ว ปล่อยให้เื่ราวมันเป็ไปตามธรรมชาติ
“ท่านพ่อ” ข้างหูมีเสียงเสียดแก้วหูราวกับเสียงลับหินทรายก็ไม่ปานดังขึ้น
หลันเสียนหลงได้สติกลับคืนมาจากนั้นก็โบกมือส่งเดชพลางถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “แม่หนูเสวี่ยมาหาเ้าอีกแล้ว”
เขาชะงักเล็กน้อยแล้วหันกายกลับเดินกลับเรือนปากก็ส่งเสียงจนปัญญาออกมาว่า “ช่างเถอะ เื่ของพวกเ้า พวกเ้าก็จัดการเองแล้วกันข้าไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว”
หลันเฟิงใช้สายตาส่งหลันเสียนหลงเข้าไปในเรือนก่อนหันกลับมาอย่างแช่มช้า สายตาตกอยู่บนเรือนร่างของหญิงสาว
ดวงตาของหญิงสาวหลุกหลิกไปมาไม่กล้าสบตากับหลันเฟิง ใบหน้าดวงน้อยดูตึงเครียด นิ้วกุมชายเสื้อแน่น ไม่ยอมพูดจา
นางเตรียมใจโดนหลันเฟิงดุแล้วเพราะเื่เช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต
หลันเฟิงจ้องใบหน้าหมดจดของหญิงสาวเขม็งก่อนจะเหม่อลอยไปเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ สามปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยมองเด็กสาวคนนี้ดีๆสักที คิดไม่ถึงว่าดอกไม้ที่กำลังจะเบ่งบานจะมีหน้าตาที่งดงามเช่นนี้ราวกับบัวหิมะที่กำลังเบ่งบานอย่างไรอย่างนั้น