ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 ออกตัวรับมีดบินอาบพิษ

            เหลิ่งเหยียนคุ้มครองซูฉีฉีพลางตอบโต้การโจมตีของศัตรูกระนั้นทุกกระบวนท่าของเขายังแม่นยำ หมายจะปลิดชีวิตของฝ่ายตรงข้าม

            แต่เพราะคนเหล่านั้นกำลังใช้ค่ายกลที่แสนประหลาดทำให้เขามิอาจหาทางทำลายลงได้ในเวลาอันสั้นนี้ยังมิทันที่เขาจะแทงโดนจุดสำคัญบนร่างกายของศัตรูก็ไม่รู้ว่ามีดาบจากทางใดแทงเข้าใส่จุดสำคัญบนร่างกายเขาแทน

            อีกทั้งซูฉีฉีนั้นไม่มีวรยุทธ์แม้แต่น้อยทำได้เพียงแค่ให้เหลิ่งเหยียนคุ้มกันตน

            ตอนนี้เหลิ่งเหยียนกลับไม่มีความคิดที่จะทอดทิ้งซูฉีฉีเขารู้ว่าขอเพียงม่อเวิ่นเฉินไม่ทอดทิ้งนาง ตนก็ไม่สามารถทอดทิ้งนางได้

            ทำได้เพียงแค่สู้จนลมหายใจสุดท้ายกับศัตรูแล้ว

            ไอสังหารในดวงตาของม่อเวิ่นเฉินกำลังโหมกระหน่ำแต่เขากลับไม่เข้าร่วมสนามรบตรงหน้าในทันทีทำเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นมองดูเหลิ่งเหยียนกำลังพยายามฝืนทนสีหน้าเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง

            เขากำลังวิเคราะห์ค่ายกลตรงหน้านี้อยู่

            และซูฉีฉีเองก็พยายามทำใจของตนเองให้สงบลง

            นางพยายามสังเกตทุกคนอย่างละเอียดมิว่าจะเป็นวิธีการโจมตีท่าทาง อีกทั้งการขยับก้าวเดินของพวกเขา

            นางมิได้รอบรู้เกี่ยวกับห้าธาตุแปดทิศมากเท่าใดนักตอนนี้นางจึงมองมิค่อยเข้าใจนัก

            นางเพียงใช้จุดตำแหน่งที่ขัดแย้งกันมาวิเคราะห์เพื่อหาว่าจุดรวมพลังของคนทั้งยี่สิบกว่าคนนี้มาจากที่ใด

            ดวงตาที่ใสกระจ่างนั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นซูฉีฉีในตอนนี้น่ากลัวนัก เป็นการมุ่งมั่นที่น่ากลัวมาก

            ดาบเล่มหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาทางด้านหลังฝั่งหัวใจของเหลิ่งเหยียนซูฉีฉีมองเห็นอย่างชัดเจนว่าด้านข้างของคนที่กำลังยกดาบขึ้นแทงนั้นมีคนอีกสองคนกำลังใช้ดาบหนุนท่าทางของคนด้านหน้าขอเพียงเหลิ่งเหยียนโจมตีกลับก็จะถูกการโจมตีของคนทั้งสามอย่างแน่นอน

            “แทงตรงตำแหน่งเอวของคนด้านซ้าย”ทันใดนั้นซูฉีฉีก็เอ่ยออกมาเสียงเบา

            นางมีสีหน้าจริงจัง ไอสังหารในดวงตาค่อยๆลุกฮือขึ้น แผลตรงบริเวณหน้าอกของนางยังมิได้จัดการให้เรียบร้อยแต่ตอนนี้นางกลับไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเหล่านั้นแล้ว

            เหลิ่งเหยียนมิได้ลังเลแม้แต่น้อยตอนนี้สภาพเขาเริ่มจะย่ำแย่แล้วจึงได้แต่ยกดาบขึ้นแทงออกไปอย่างมิสนใจสิ่งใด

            ดาบแทงออกไปอย่างแม่นยำ

            ม่อเวิ่นเฉินในขณะเดียวกันนั้นก็ได้ขยับตัวแล้วดาบยาวพลิ้วไหวไปมาดุจอสรพิษและรวดเร็วดุจแสงเงาหลังจากที่วาดดาบออกไปแล้วรอบหนึ่ง ห่างไปทุกๆ สองคนก็จะมีคนล้มลงหนึ่งคน

            ดาบไม่ได้แทงไปโดนจุดสำคัญและไม่ได้ฟันโดนที่แขนแต่กลับเป็นตำแหน่งเอวหรือตำแหน่งท่อนขาด้านบนแทน

            ชั่วขณะการโจมตีที่มีต่อเหลิ่งเหยียนก็ได้หยุดลง

            ซูฉีฉีกวาดตาไปโดยรอบอย่างคร่าวๆม่อเวิ่นเฉินได้ฟันคนจนล้มลงถึงแปดคน

            รอจนกระทั่งคนทั้งแปดได้ลุกขึ้นยืนอีกครั้งค่ายกลที่แสนประหลาดก็พังทลายไปแล้ว

            จำเป็นต้องรวมกลุ่มตั้งค่ายกลใหม่

            และซูฉีฉีในตอนนี้ก็ได้สังเกตเห็นแล้วว่าคนเหล่านี้ไม่รู้จักวิธีการใช้ค่ายกลพวกเขาเพียงแค่ย่างก้าวกลับที่เดิมและใช้วิธีเดิมในการสร้างค่ายกล

            การที่คนทั้งแปดล้มลงนั้นทำให้พวกเขาไม่อาจตั้งค่ายกลได้ใหม่ในเวลาอันสั้น

            เหลิ่งเหยียนก็ได้ใช้โอกาสนี้หมายจะสังหารพวกเขาจนหมด

            เขาที่อยู่ด้านในผสานมือกับม่อเวิ่นเฉินที่อยู่ด้านนอกเพียงแค่ดาบสะบัดก็ก่อให้เกิดโลหิตไหลนองอยู่เต็มพื้น...

            ไม่ว่าจะมีคนบุกเข้ามาเท่าใด ม่อเวิ่นเฉินก็สังหารทิ้งโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาสักครั้งเดียวเขายืนอยู่ท่ามกลางทะเลโลหิตสีแดงสดนี้ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนเทพมาจุติเป็นเทพที่สุดแสนจะน่ากลัว

            ซูฉีฉีที่อยู่ในอ้อมกอดของเหลิ่งเหยียนก็มองเห็นนักฆ่าได้ล้มลงไปทีละคนๆในดวงตาของนางเห็นเพียงแค่สีแดงของโลหิต ทั่วทุกพื้นที่เต็มไปด้วยสีแดง...

            ซูฉีฉีลืมที่จะปิดตาลงเสียแล้วดูเหมือนว่านางจะสามารถยอมรับภาพตรงหน้าเช่นนี้ได้แล้ว

            มิได้มีความหวั่นกลัว มิได้มีความอดกลั้น มีเพียงความสงบนิ่งเท่านั้น

            จนกระทั่งคนสุดท้ายได้ล้มลงม่อเวิ่นเฉินถึงจะเก็บดาบของตนเข้าฝักไปทั่วทั้งร่างกายและใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเลือดสด เสมือนกับปีศาจที่น่ากลัวตนหนึ่งทว่าเขากลับมีดวงตาที่สะท้อนถึงความสูงส่งน่าเคารพยำเกรงของกษัตริย์

            เหลิ่งเหยียนปล่อยมือออกจากซูฉีฉีสีหน้าของเขายังคงเยือกเย็นเช่นเคย

            ไม่มีอารมณ์ใดๆ แสดงออกมาแม้แต่น้อย

            วินาทีที่เท้าเหยียบลงบนพื้นนั้นซูฉีฉีรู้สึกว่าร่างกายยังคงอ่อนแออยู่บ้าง นางเอนตัวไปมาจนเกือบจะล้มลงเหลิ่งเหยียนเห็นดังนั้นก็รีบยื่นมือไปช่วยพยุงนางไว้

            ม่อเวิ่นเฉินก้าวไปด้านหน้าก้าวหนึ่งก่อนจะมองไปที่เลือดบนใบหน้าและคราบเลือดสีแดงสดบนเสื้อขาวของซูฉีฉีคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นก่อนจะยื่นมือไปช่วยพยุงนางพลางหันหน้าไปมองด้านในห้องพัก

            เหลิ่งเหยียนเดินไปด้านหน้าอย่างเข้าใจดีเขาตรวจสอบทั้งห้องโดยละเอียดรอบหนึ่งซ้ำยังปิดหน้าต่างให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมา “ทุกอย่างปกติ”

            ม่อเวิ่นเฉินพยักหน้าก่อนจะหันตัวไปด้านข้างแล้วอุ้มซูฉีฉีขึ้นโดยมิสนการขัดขืนของนางจากนั้นเขาก็ค่อยๆ วางนางลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง “อย่าขยับข้าจะจัดการแผลให้เอง”

            ไร้ซึ่งความลังเล

            แต่กลับเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์

            ใบหน้าเล็กๆ ของซูฉีฉีแดงลงไปจนถึงต้นคอครั้งนี้นางไม่ได้คำนึงถึงอะไรมาก รีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแรง “ไม่ ม่อเวิ่นเฉิน ข้าทำเองดีกว่า”

            นางยังคงรับไม่ได้กับการใกล้ชิดเช่นนี้

            อีกอย่างแผลของนางนั้นก็อยู่บริเวณหน้าอกด้วย

            “หุบปาก”ม่อเวิ่นเฉินมีสีหน้าเยือกเย็นเขาเอ่ยออกมาอย่างวางอำนาจพลางเอามือกดซูฉีฉีให้นอนลง

            เหลิ่งเหยียนที่เห็นภาพเบื้องหน้านั้นกลับปรากฏรอยยิ้มที่ยากจะพบเห็นขึ้น

            ตอนนี้ใบหน้าของม่อเวิ่นเฉินนั้นมิได้มีความเยือกเย็นออกมาอย่างน่ากลัวแต่กลับดูแข็งเกร็ง ดูนิ่งทื่อ และดูเก้อเขินอยู่บ้าง...

            กระทั่งเขายังรู้สึกว่าสมองไม่อาจสั่งการได้ชั่วขณะเมื่อเห็นรอยแผลมีเลือดไหลซึมออกมาจากเสื้อขาวของซูฉีฉีมิหยุดนั้นเขาก็รู้สึกสงสารและปวดใจเป็นอย่างมากเขาบอกตนเองแต่แรกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้เป็นของเขา นอกจากเขาแล้วไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามทำร้ายนาง

            กล้าทำร้ายผู้หญิงของเขาผลลัพธ์มีเพียงคำเดียวนั่นก็คือ ตาย

            เหลิ่งเหยียนเองก็ได้ถอยออกไปแล้วเขาเริ่มจัดการเก็บกวาดซากศพบนพื้นและสั่งให้คนตรวจสอบโดยละเอียดว่าใครเป็นคนสั่งนักฆ่ามาสังหารซูฉีฉีไม่หยุดหย่อน

            ถึงแม้ว่าจะมุ่งมาทางซูฉีฉีแต่ก็ได้ล่วงเกินม่อเวิ่นเฉินแล้วเช่นกัน

            เรื่องนี้ไม่อาจเพิกเฉยได้

            เมื่อมองไปทางม่อเวิ่นเฉินซูฉีฉีก็หุบปากลงสนิทนางได้แต่มองม่อเวิ่นเฉินอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรดีพลางยกมือขึ้นกอดไหล่ของตนไว้ในใจรู้สึกว้าวุ่นไม่น้อย

            เมื่อเห็นซูฉีฉีสงบลงม่อเวิ่นเฉินก็ยื่นมือไปคลายเชือกที่มัดเอวของนางไว้อย่างงุ่มง่าม

            จากนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเขาจึงลุกขึ้นหากล่องยาของซูฉีฉี

            เขาเดินไปอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะที่มีกล่องยาตั้งอยู่

            เหลิ่งเหยียนที่กำลังจัดการเก็บกวาดซากศพอยู่นั้นมิได้สังเกตเห็นว่ามีคนผู้หนึ่งแค่เพียงแขนขาดเท่านั้นตอนนี้เขากำลังแอบลักลอบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องของซูฉีฉี

            ม่อเวิ่นเฉินที่หยิบเอากล่องยามาแล้วนั้นก็หมุนตัวไปทางเตียงของซูฉีฉีอีกครั้ง

            ร่างของคนชุดดำคนหนึ่งได้ยืนอยู่ที่ขอบประตูแล้วมืออีกข้างที่ไม่ได้ขาดออกไปของเขานั้นได้ปามีดบินออกมาจำนวนนับไม่ถ้วน ภายใต้แสงเทียนที่สะท้อนออกมานั้นทำให้เห็นว่าบนมีดบินนั้นมีสีเขียวเคลือบไว้อยู่ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกด้วยความหวาดกลัว

            ซูฉีฉีเองก็ลืมตาขึ้นมาทันทีแต่เมื่อเห็นมีดบินจำนวนมากที่กำลังพุ่งมานั้นนางก็ทำเพียงแค่หลับตาลงอีกครั้งอย่างยอมรับชะตากรรม นางไม่มีทางหลบพ้นอย่างแน่นอน...

            “รนหาที่ตาย”ม่อเวิ่นเฉินสะบัดกล่องยาในมือออกไปทำให้มีดบินสิบกว่าเล่มนั้นปักเข้าบนกล่องยาในทันทีและอาศัยจังหวะนี้พุ่งไปที่ด้านหน้าของเตียงมือใหญ่ยกขึ้นก่อนจะคว้าเอาซูฉีฉีมาไว้ในอ้อมอกใช้แผ่นหลังของตนรับมีดบินอาบยาพิษที่ปาออกมาไม่หยุดหย่อน...

            “อ๊า...”นักฆ่าที่ยืนอยู่ตรงขอบประตูร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเขาได้สิ้นชีวิตลงด้วยดาบของเหลิ่งเหยียนแล้ว    

            แต่ว่าตอนนี้แผ่นหลังของม่อเวิ่นเฉินเองก็เต็มไปด้วยมีดบินอาบพิษแล้วเช่นกัน!

            แสงเทียนสะท้อนพิษสีเขียวบนใบมีด

            “ท่านอ๋อง”

            “ม่อเวิ่นเฉิน”

            เหลิ่งเหยียนเหยียบผ่านซากศพก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดัง

            ซูฉีฉีเองก็จับแขนของม่อเวิ่นเฉินอย่างสั่นๆนางตะโกนออกมาเสียงดัง กระทั่งริมฝีปากของนางก็กำลังสั่นระริกเช่นกัน

            นางมิเคยคิดว่าวันหนึ่งม่อเวิ่นเฉินจะช่วยนางไว้โดยไม่สนใจชีวิตตัวเองแม้แต่น้อย

            มีดบินพวกนี้ล้วนอาบพิษร้ายเอาไว้ทั้งนั้น

            ม่อเวิ่นเฉินยิ้มออกมาใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอยู่บ้างเสมือนว่าพิษบนมีดบินนั้นได้ออกฤทธิ์เสียแล้ว “ไม่เป็นไร ไม่ตายหรอก เจ้าไม่ใช่...หมอเทวดาหรอกหรือ”

            ประโยคสุดท้ายกลับเอ่ยออกมาเหมือนกับว่ากำลังล้อเล่นอยู่อย่างนั้น

            เมื่อเอ่ยเสร็จร่างของเขาก็ล้มลงไปด้านหน้าทันทีก่อนจะล้มลงนั้นเขายังไม่ลืมที่จะใช้กำลังภายในเล็กน้อยในการส่งซูฉีฉีกลับขึ้นไปบนเตียง

            เมื่อซูฉีฉีสัมผัสโดนเตียงนั้นนางก็รีบผลิกตัวลงมาทันที นางมิสนว่าแผลตรงบริเวณหน้าอกที่ยังไม่ได้จัดการนั้นจะฉีกขาดเพิ่มอีกสีหน้าร้อนรนของซูฉีฉีนั้นขาวซีด นางในตอนนี้วิตกจนมิรู้จะทำเช่นไรดี “เหลิ่งเหยียน เร็ว...รีบวางตัวท่านอ๋องให้นอนดีๆ”

            ในวินาทีที่ม่อเวิ่นเฉินล้มลงไปนั้น เหลิ่งเหยียนเป็นคนไปรับร่างของเขาเอาไว้

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน