ตอนที่ 22 คำวิงวอน
…ซีห่าว บุรุษผู้นี้คือชายที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์ภายนอกของสำนักกระบี่คู่์ พลังยุทธระดับเริ่มต้นขั้นสิบ! เป็บุคคลที่เข้าใกล้สู่การเป็ศิษย์ภายในมากที่สุด ในฝ่ามือของเขากำด้ามดาบแน่นพลันชี้ชันไปทางเฟยอวี่ ซีห่าวผู้นี้มีบรรยากาศที่แตกต่างไปจากสองคนก่อนหน้าอย่างเด่นชัด
“…ข้าไม่ประมาทเหมือนพวกมัน” ซีห่าวกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แววตาทั้งสองจับจ้องเฟยอวี่ไม่กระพริบตา เขาขยับไหวร่างเล็กน้อย เพียงชั่วพริบตาเดียว การเคลื่อนไหวปรากฏเพียงเส้นสายของสีอาภรณ์ที่พุ่งเป็เส้นตรงดิ่งไปทางเฟยอวี่ ซีห่าวรีดเค้นออกด้วยความเร็วสูงสุดของระดับเริ่มต้นขั้นสิบ… ทันใดนั้น ซีห่าววาดดาบตามติดทั้งรวดเร็วทั้งแม่นยำเฉือนลงตรงบริเวณหน้าท้องอย่างไร้ปราณี ศาสตราวุธชนชั้นเริ่มต้นขั้นสูงตัดลึกไปในร่างของเด็กหนุ่ม
แต่ทว่า …เขากลับััได้เพียงความว่างเปล่า ดาบของเขาตัดผ่านร่างของเฟยอวี่ไร้แรงต้านประดุจฟันอากาศ แทบจะในทันทีที่เรือนร่างของเด็กหนุ่มอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ซีห่าวเบิกตาโพลงโตด้วยความตกตะลึงลาน สุ้มเสียงสายหนึ่งกระซิบกระซาบข้างใบหูแ่เบา “…ท่านพ่ายแล้ว”
เส้นขนลุกชูชันทั่วทั้งร่าง ซีห่าวตวัดดาบกลับไปทางข้างหลังซึ่งเผลอฟันเข้าใส่ร่างของเฟยอวี่อย่างพอดิบพอดี …มันบังเกิดขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของเฟยอวี่สลายหายไปราวกับมายาภาพ สีหน้าของซีห่าวซีดขาวประดุจกระดาษ มองภาพติดตาที่ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเชื่องช้า ความมั่นใจคล้ายพังทลายลงปรากฏเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดกลัวที่ก่อเกิดขึ้นในจิตใจอย่างเงียบงัน เมล็ดอ่อนนั้นเริ่มเติบโตและแผ่ขยายออกไป…
“เกิดอะไรขึ้นบนแท่นประลอง! เหตุใดข้ามองไม่ทัน?”
“เด็กนั่นหายไปไหน? เมื่อครู่เกิดเหตุใดขึ้น?”
สีหน้าของผู้าุโมู่กวาแปรเปลี่ยนเป็ตื่นตระหนก ท่าทางสงบนิ่งกลับกลายเป็ลนลาน “…เคล็ดวิชาตัวเบา?” สองตาเบิกโพลงกว้างมิอาจเคลื่อนสายตาออกจากตรงแท่นประลองแม้เพียงเสี้ยววินาที มู่กวาคือผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธที่เก่งกาจ ซึ่งในขณะนี้จอมยุทธผู้นี้มิอาจมองการเคลื่อนไหวของเฟยอวี่ออกได้… ผู้าุโมองการเคลื่อนไหวทัน เพียงไม่อาจทำความเข้าใจท่าท้าวสุดพิสดารนี้ได้เท่านั้น!
กระทั่งคนรอบสนามล้วนััได้ถึงแรงกดดันไร้ลักษณ์ มันยากจะจินตนาการถึงสิ่งที่ซีห่าวกำลังเผชิญพบ…
“…ทำไม …ทำไมถึงฟันไม่โดน” สีหน้าของซีห่าวแสดงออกอย่างตกตะลึงพรึงเพริด เขามองไปทางเฟยอวี่ที่ไปปรากฏตัวอยู่ห่างออกไปราวสิบ่ก้าว ซีห่าวคือสุดยอดศิษย์ในศิษย์ภายนอก เขาตำแหน่งอันดับหนึ่งมาเกือบปี ต่างเปี่ยมพร้อมด้วยประสบการณ์ต่อสู้กับผู้ฝึกตนมากมายหลายรูปแบบ แต่นี่คือครั้งแรก… เป็ครั้งแรกที่เขาตั้งรับและตอบโต้ไม่ถูก!
เฟยอวี่ตระหนักดี หากเขาใช้ง้าวตัด์ฟาดสักที สภาพของศิษย์พี่ผู้นี้คงไม่ต่างไปจากสองคนที่ผ่านมา ชายหนุ่มจึงอยากลองใช้เคล็ดวิชาตัวเบาในสถานการณ์สู้จริง …ก่อนที่มันจะไม่ได้ใช้! ตามหลักความเป็จริง เฟยอวี่ควรช้ากว่าซีห่าวมหาศาลดุจฟ้าจรดเหวลึก แต่ความต่างสุดมากมายนั้นกลับถูกทดแทนด้วยเคล็ดวิชาท่าท้าวข้ามดาราจักร เฟยอวี่มีความเร็วทัดเทียมผู้เชี่ยวชาญขั้นหนึ่ง ผนวกกับการกระตุ้นสองเท่าของบัญญัติทำให้ความเร็วไม่ต่างอันใดไปจากผู้เชี่ยวชาญขั้นสอง เขานำหน้าซีห่าวอยู่สองขุมเลยทีเดียว…
ท่าท้าวข้ามดาราจักรไม่ได้มีดีเพียงความเร็ว ทันใดนั้น บนแท่นประลองคล้ายมีเฟยอวี่อยู่สองคน รูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มทั้งสองคล้ายยังไม่เสถียรดีจึงดูราวกับภาพที่พร้อมจะดับไปทุกเมื่อ เฟยอวี่เลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ เขาเริ่มจะจับหลักท่าท้าวนี่ได้บ้างแล้ว ทันใดนั้นเองที่รูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มพลันเสถียรขึ้นในทันควัน ประหนึ่งมีเฟยอวี่สองคนยืนอยู่บนแท่นประลองจริงๆ
“โอ้ว…ท่าท้าวข้ามดาราจักรเริ่มพัฒนาขึ้นแล้ว” สุ้มเสียงอ่อนโยนแฝงด้วยความเ็าไร้อารมณ์ดังขึ้นในโสตประสาทของชายหนุ่ม เสียงสายนั้นบ่งบอกได้ถึงความเย่อหยิ่งไม่สนโลกของเ้าของ ในขณะเดียวกัน มันเป็เสียงที่ชวนให้คิดถึงเสียเหลือเกิน
สีหน้าของเฟยอวี่วาบผ่านด้วยความตื่นตระหนกลึกล้ำ “หนิงเซียน! นี่เ้าหายไปไหนมาตั้งนาน!” นางหายไปอย่างไร้สาเหตุอยู่หลายวันไร้ซึ่งข้อความอำลา ชายหนุ่มย่อมวิตกกังวลอยู่มาก แม้จะร่วมเดินทางด้วยกันเป็เวลาเดือนเศษ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเฟยอวี่รู้สึกเ็ปใจยิ่งนัก…
“เราเพียง้าปลีกวิเวกบ้าง” หนิงเซียนกล่าวตอบ การพูดคุยนี้เป็การสื่อสารกันทางพันธะิญญากับแหวนมิติสีดำ คนนอกหาได้รับรู้ไม่
ซีห่าวชี้ปลายดาบไปทางเฟยอวี่ คิ้วขมวดชิดเป็ปมแน่น “เ้าคิดว่าข้ากลัวกลหลอกเด็กงั้นรึ ภาพลวงตา หึ ข้าหาได้หวั่นกลัวไม่!” ฉับพลันนั้นเองที่ซีห่าวเก็บดาบเข้าในฝัก เขายังคงจับด้ามดาบแน่น แม้ฝูงชนโดยรอบจะเข้าใจว่าเขาเลิกคิดต่อสู้แล้วก็ตาม
“เคล็ดวิชาดาบตัดเหล็ก----ดาบตัดรอบทิศ!!”
บังเกิดเสียงกู่คำรามต่ำของอากาศ คลื่นดาบสาดประกายวาบทั่วสารทิศในรัศมีสามเมตร ร่างทั้งสองของเฟยอวี่ถูกตัดสบั้นออกเป็สองท่อนอย่างเด่นชัด ไม่ทราบว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่ดาบของซีห่าวออกจากฝัก แม้กระทั่งตอนนี้เขายังคงอยู่ในท่าจับด้ามดาบอยู่เลย อย่างไรก็ตาม เฟยอวี่ที่ถูกตัดเป็สองท่อนกลับเผยรอยยิ้มออกมา มันดูเหมือนภาพที่ถูกตัดมากกว่าร่างคนจะถูกตัด ไม่มีหยดเืเลยแม้แต่น้อย…
ร่างกายที่ถูกแบ่งครึ่งค่อยๆ ผสานเข้าด้วยกันอย่างเชื่องช้า เมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวในตอนนั้น ในขณะนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวที่ครอบงำจิตใจของซีห่าวโดยสมบูรณ์ ทั่วร่างสั่นเทิ้มจนสังเกตเห็นได้ง่าย
“ไม่มี ไม่มีร่างจริงงั้นรึ?!!” ซีห่าวมั่นใจอย่างมากว่าฟันทั้งสองร่างพร้อมเพรียงกัน แต่ตัวดาบกลับััได้เพียงความว่างเปล่า “…ภาพลวงตาทั้งคู่?”
เฟยอวี่ไม่กล่าวตอบคำอันใด สีหน้าเผยเพียงรอยยิ้มเป็มิตร แทบจะในทันทีที่ร่างของชายหนุ่มทั้งสองเดินเข้าหาซีห่าวทีละก้าวๆ เสียงฝ่าเท้าเดินเข้าหากลับกลายเป็เสียงที่ดังที่สุด ซีห่าวยืนแข็งค้างดุจก้อนหิน เขากวาดสายตามองไปทางฝูงชน “อะไรกัน… ก็แค่ภาพลวงตา ตัวจริงอยู่ไหนล่ะ? เ้าลงจากแท่นประลองไปแล้วหรืออย่างไร?”
…ปึก! สันมือของเฟยอวี่ตบลงบนท้ายทอยของซีห่าวอย่างแรง เขาถึงกับตาเหลือกขึ้น ร่างกายอ่อนระทวยร่วงหล่นประดุจใบไม้ นอนสิ้นสติบนแท่นประลอง
เหล่าศิษย์ภายนอกและผู้าุโมู่กวาต่างนิ่งงันค้าง พวกเขาไม่อาจคืนสภาพได้ชั่วคราวคล้ายสมองมิอาจประมวลผลได้ทันกาล ห้วงความคิดยังคงเข้าใจว่าร่างทั้งสองของเฟยอวี่เป็ภาพลวงตา จวบจนกระทั่ง สันมือของชายหนุ่มฟาดลงมาส่งผลให้ซีห่าวนั้นหมดพิษสงในกระบวนท่าเดียว
“…แข็งแกร่ง! ศิษย์น้อง! เ้าแข็งแกร่งจริงๆด้วย!”
“มีความหวังแล้ว! พวกเรามีความหวังแล้ว!!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าอยากเห็นสีหน้าของพวกมันสุดๆ”
ท่าทางของเหล่าศิษย์พี่แปรเปลี่ยนในฉับพลัน พวกเขาต่างเผยรอยยิ้มกว้างที่มิอาจหุบเอาไว้ได้ราวกับพบเพชรรัตน์อันล้ำค่า ไร้ซึ่งความแคลงใจในความสามารถของเฟยอวี่ เป้าหมายของพวกเขาหลอมรวมกลายเป็หนึ่งเดียว มีบางคนพยายามจะะโขึ้นแท่นประลองเพื่อไปบอกถึงจุดประสงค์นั้น ทันใดนั้น ศิษย์ภายนอกบางคนตัดสินใจจะห้ามปรามคนเ่าั้ไว้ ชั่วพริบตาเดียวที่เสียงอึกทึกครึกโครมกลับกลายเป็เงียบสงบลง ก่อนเสียงกระซิบกระซาบแ่เบาจะเริ่มแผ่ขยายเป็วงกว้างดุจโรคระบาด
“พวกเราไม่ควรบอกเื่นี้กับเ้าเด็กนั่น เราควรให้เขาพบเจอด้วยตัวเอง ความโกรธแค้นที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาตินี่แหละน่ากลัวที่สุด พวกเราต้องเก็บเสียงหัวเราะไว้ขำตอนนั้นให้ดังๆ”
“เป็เช่นนี้นี่เอง ใครมันเป็ผู้คิดเื่นี้กัน มันผู้นั้นฉลาดปราดเปรื่องมาก! พอลองตริตรองดูให้ดีแล้ว ถ้าเด็กนั่นรู้ก่อนมันก็ไม่แค้นฝังกระดูกกันพอดี เราต้องให้มันลิ้มรสพบเจอด้วยตัวเอง!”
“ถ้าเข้าใจก็ดีแล้ว ช่วยบอกคนอื่นๆต่อไปด้วย อย่าให้พวกมันขึ้นแท่นประลองไปบอกเ้าเด็กนั่นก่อนเด็ดขาด”
“ข้าอยากไปอยู่ใน่เวลานั้นแล้ว คงสะใจสุดๆ ข้าจะเก็บเสียงและสีหน้าไว้ะเิออกตอนนั้นเลย!”
ผู้าุโมู่กวาเป็ผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธ ประสาทััทั้งห้าล้วนคมกริบเฉียบแหลม เขาได้ยินคำกระซิบกระซาบทั้งหมดเ่าั้ แน่นอน ผู้าุโรู้ดีว่าจุดประสงค์ของพวกนั้นหมายถึงอะไร… “ช่างเถอะ เื่ของพวกเด็กๆ…” สำหรับมู่กวาที่มีอายุร้อยกว่าปี เขามองคนอายุที่ไม่เกินยี่สิบปีไม่ต่างอะไรไปจากเด็กทารก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กใหม่ผู้นี้น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง ข้าต้องสืบให้ได้ว่าประวัติเ้าเด็กนี้เป็มายังไง…
ผู้าุโมู่กวายืนหยัดขึ้นกวาดสายตาไปทางเหล่าสานุศิษย์เบื้องล่างท่าทีโอ่อ่า เมื่อสายตาของผู้าุโเคลื่อนผ่านที่ใด สรรพเสียงล้วนเงียบสนิทโดยพลัน ครั้นแน่ใจว่าตำหนักหลักชั้นหนึ่งเงียบพอแล้ว ผู้าุโจึงเปิดปากกล่าว “ผู้ชนะเลิศการประลองประจำเดือนแห่งสำนักกระบี่คู่์ …เฟยอวี่!”
ไม่มีเสียงเฮฮาแห่งความยินดี ไม่มีเสียงโห่ร้องที่เรียกหาความเที่ยงธรรม หลงเหลือสีหน้าที่พยายามกลั้นความปรีดาปิติบนใบหน้าอย่างสุดความสามารถ ศิษย์พี่หลายคนพยายามกลั้นเสียงหัวเราะแห่งความสะใจจนแก้มทั้งสองกลมป่องราวกับปลาทอง
“ไปรับรางวัลที่ฝ่ายทะเบียน เ้าจะได้ถือโอกาสนี้ไปลงทะเบียนบ้านพักด้วยเลย” แม้ผู้าุโมู่กวาคล้ายไม่มีอารมณ์ร่วมในการมาเป็กรรมการให้การประลองครั้งนี้ เนื่องจากมันเสียเวลา! แต่เมื่อได้เห็นเด็กที่ชื่อเฟยอวี่… ผู้ชราดีใจหาใดเปรียบรู้สึกโชคดีที่ไม่ได้หลับไปเสียก่อน! ถึงเห็นมู่กวาไม่สนใจการประลองเช่นนี้ แต่ทว่า ั้แ่ที่พวกศิษย์ใหม่เดินเข้ามาในตำหนักหลัก เขาล้วนสังเกตรายละเอียดทุกผู้คนอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งพวกนั้นเข้าไปในห้องเก็บอาวุธแล้วออกมาทีละ คนๆ
มู่กวาจดจำได้ดีว่าใครออกมาเป็คนแรก แล้วใครออกมาเป็คนสุดท้าย… นี่คือสาเหตุที่เขารู้ว่าเฟยอวี่ยังไม่ลงทะเบียนบ้านพัก
“…คราวแรก ข้าคิดว่าเ้าเด็กผมครึ่งขาวครึ่งดำนั่นจะน่าสนใจที่สุดเสียอีก เห็นทีคงมีเพิ่มมาอีกคน” ผู้าุโมู่กวาครุ่นคิดในใจ
“ศิษย์ขอตัวผู้าุโ” เฟยอวี่ประสานฝ่ามือคำนับไปทางผู้าุโมู่กวา
ชายหนุ่มไร้ซึ่งเจตนาอันใดนอกจากมาทดสอบฝีมือและเคล็ดวิชายุทธ ท่าท้าวข้ามดาราจักรหาได้ธรรมดาสามัญ มันไม่ใช่เคล็ดวิชาตัวเบาที่เอาไว้วิ่งเล่นบนูเาเหมือนเคล็ดวิชาตัวเบาบางวิชา ท่าท้าวข้ามดาราจักรใช้งานได้จริง และเห็นผลต่างอย่างสุดขั้วจริงๆ ภายในตระกูลซูนั้น ใช่ว่าเฟยอวี่จะไม่เคยร่ำเรียนเคล็ดวิชาตัวเบามาก่อน เขาเคยฝึกจนบรรลุถึงขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชาอีกด้วย แต่ทว่า มันกลับเพิ่มความเร็วมาไม่มากเท่าไหร่ อาจครึ่งขั้นหรือมากกว่านั้นนิดเดียว มันไม่มีทางที่จะช่วยให้ตามความเร็วของพวกที่มีระดับพลังยุทธมากกว่าอย่างแน่นอน
…เฟยอวี่นั้นมีพร์มาก น่าเสียดายที่บัญญัติแห่งการสูญสลายได้สลายปราณเซียนทั้งหมดที่เข้าสู่ร่างของเขา
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าความเร็วที่ท่าท้าวข้ามดาราจักรมอบให้ มันคือรูปแบบการเคลื่อนที่ซึ่งยากทำความเข้าใจได้สุดขั้ว …ใช่แล้ว ต่อให้เป็เทพเซียนมาเห็นการเคลื่อนไหวของเขา กระทั่งเทพเซียนล้วนมิอาจทำความเข้าใจได้อย่างแน่นอน การใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนในการบรรลุขั้นหนึ่งของท่าท้าวข้ามดาราจักร มันไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกว่าเก่งกาจเพียงอย่างเดียว… เฟยอวี่ไม่ต่างอันใดไปจากสัตว์ประหลาดที่เรียนรู้ได้ไวสุดๆ
หนิงเซียนย่อมไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในเื่นี้เนื่องจากนางนั้นเป็สัตว์ประหลาดยิ่งกว่า… มันเป็สาเหตุที่นางชมเขาว่าเก่งเพราะใช้เวลาแค่เดือนเดียว ส่วนแท้จริงนั้น มีเพียงคำนิยามของ “สัตว์ประหลาด” เท่านั้นที่นิยามตัวเฟยอวี่ได้ คนที่เข้าใจเื่นี้ได้ดีที่สุดคงมีเพียงผู้คิดค้นเคล็ดวิชาท่าท้าวข้ามดาราจักรเท่านั้น…บิดาของหนิงเซียน
เฟยอวี่ที่ใช้เวลาแค่เดือนเดียวในการบรรลุถือเป็สัตว์ประหลาด… แล้วหนิงเซียนที่ใช้เวลาวันเดียวเป็อะไรงั้นหรือ? “นางคือหนึ่งในตัวตนที่ไม่สมควรมีอยู่ในอนันตจักรวาล” ให้โคตรสัตว์ประหลาดสอนสัตว์ประหลาด การได้คำชมจากนางนับว่าน่าเหลือเชื่อที่สุดในชีวิตของคนผู้นั้นแล้ว
หลังจากเฟยอวี่เดินออกไปจากตำหนักหลักตรงไปทางฝ่ายลงทะเบียน ชายหนุ่มได้ออกไปจากห้องโถงนี้แล้ว
“ผู้าุโมู่กวา! ท่านผู้าุโช่วยเก็บเป็ความลับด้วย!” เสียงร้องอ้อนวอนของบรรดาศิษย์พี่ดังขึ้นไม่ขาดสาย สีหน้าของพวกเขาตรึกเต็มไปด้วยความวิงวอน ถ้าพวกเขาห้ามผู้าุโมู่กวาไม่ได้เกรงว่าความพยายามที่อดกลั้นขำจะพังทลายสิ้น
“ผู้าุโได้โปรดเก็บเื่นี้เป็ความลับด้วย! ทางสำนักกระบี่ดารา์ย่อมได้ข้อมูลของฝ่ายเราไปก่อน แน่นอนว่าเฟยอวี่ผู้นั้นย่อมไม่มีใครทราบถึงความเก่งกาจของเขา มีเพียงพวกเราที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้นที่ทราบเื่ และท่านผู้าุโ! ท่านต้องช่วยพวกเราเก็บเป็ความลับด้วย!”
“ใช่ๆ ท่านผู้าุโโปรดเมตตาพวกเราด้วย นี่เป็โอกาสที่์ประทานลงมาให้แล้ว!”
บรรดาศิษย์พี่ทั้งหลายเข้าไปรายล้อมขวางทางผู้าุโมู่กวาเอาไว้ ผู้ชรามู่กวาขมวดคิ้วมุ่นปรากฏรอยยิ้มไม่สู้ดีนัก “…ข้ามีหน้าที่รายงานฝั่งนู้น เหตุใดข้าต้องเก็บเป็ความลับให้พวกเ้าด้วย?”
ทันใดนั้น ศิษย์พี่ทั้งหมดภายในห้องโถงพลันก้มกราบลงติดพื้นอย่างไม่ลังเล …ถูกต้อง ทุกผู้คนทุกจำนวนในห้องโถงต่างก้มกราบผู้าุโมู่กวา! สีหน้าของผู้าุโมู่กวาแปรเปลี่ยนเป็ตกตะลึงงัน สองตาเบิกโตกว้างขณะจับจ้องเหตุการณ์ตรงหน้า “…นี่พวกเ้า!! มันสำคัญมากถึงขนาดยอมก้มศีรษะให้ข้าเลยงั้นเรอะ!!”
ไร้ซึ่งเสียงขานตอบใดๆ จากเหล่าศิษย์พี่อยู่นานนม บรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ
ผู้าุโมู่กวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยอมเก็บเป็ความลับให้”