ที่นี่เป็ตึกสองชั้นซึ่งก่อด้วยอิฐผสมไม้อยู่แถบชานเมือง รายล้อมด้วยบ้านลักษณะเดียวกัน ให้ความรู้สึกเรียบง่ายเป็อย่างยิ่ง มันเป็เพียงอาคารว่างเปล่า ไม่มีสวนทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ไม่มีเรือนพักขนาดเล็กที่ล้อมรอบด้วยกำแพง ด้วยเหตุนี้ค่าเช่าจึงถูกแสนถูก ภายในและภายนอกอาคารมีข้อจำกัด หากไม่ได้รับอนุญาตจากเ้าของ คนอื่นก็เข้าไปไม่ได้ จึงปลอดภัยเป็อย่างมาก โดยทั่วไปแล้วคนที่เพิ่งเลื่อนขั้นจากค่ายเลเวลกลางไปค่ายเลเวลสูง สถานะทางการเงินของพวกเขาจะไม่ค่อยมั่งคั่งนัก เพราะว่าต้องเผชิญกับราคาของค่ายเลเวลสูงที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกอาศัยอยู่ที่นี่โดยยึดหลักพอเพียง
ที่อยู่อาศัยภายในค่าย ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน โอ่อ่าหรือชำรุดทรุดโทรม ต่างก็มีข้อจำกัดของตนเอง ซึ่งผู้อื่นละเมิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่ออาศัยอยู่ข้างในจึงปลอดภัยมาก
ชั้นสองเป็ห้องนอน มีทั้งหมดสามห้อง การตกแต่งภายในเรียบง่ายนัก มีเตียงไม้ โต๊ะไม้ เก้าอี้ไม้ และตู้ไม้ ไม่มีลวดลายอะไรเลย แม้สถานที่แห่งนี้จะอึมครึมตลอดทั้งปีจนมองไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน แต่กลับมีสี่ฤดู โดยฤดูหนาวจะหนาวเย็นสุดขั้ว ตอนนี้เป็่ปลายฤดูใบไม้ร่วง ฝนตกชุก อากาศเย็นเล็กน้อย แต่เครื่องนอนบนเตียงกลับบางมาก ดูอย่างไรก็ไม่สามารถสร้างความอบอุ่นและรู้สึกสบายได้เลย
ตู้เซียวและเยี่ยนหลีไม่ได้เื่มากอยู่แล้ว ตอนพวกเขาออกไปปฏิบัติภารกิจ ส่วนมากจะเป็สมัยโบราณยุคใกล้ที่มีจำพวกฟูกนอนซึ่งนับว่าสะดวกสบายแล้ว ถ้าเป็สมัยโบราณยุคอดีตกาล ก็มีแค่การนอนบนพื้นหรือไม่ก็หาอะไรมาปูนอน พอถึงยุคกลาง โดยปกติจะนอนบนเตียงไม้ แม้จะเป็เตียงไม้แกะสลักหรูหรางดงามราวกับงานศิลปะ เวลานอนก็ยังแข็งเจ็บหลังเหมือนเดิม ซึ่งหน่วยรบพิเศษทุกคนชินแล้ว เพราะเหตุนี้จึงไม่มีใครรู้สึกว่าเตียงไม้หยาบๆ จะนอนไม่ได้
ที่นี่ไม่มีเทคโนโลยีระดับสูงที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่มีหุ่นยนต์ทำความสะอาด ไม่มีระบบอัจฉริยะ ทำได้เพียงพึ่งพาตนเองเท่านั้น ทั้งสองคนลงมือทำความสะอาดชั้นบนและชั้นล่างรอบหนึ่ง ทดลองใช้อุปกรณ์โบราณของห้องครัวและห้องน้ำ เมื่อยืนยันแล้วว่าไม่มีปัญหา พวกเขาจึงกลับไปนั่งในห้องนั่งเล่น
เยี่ยนหลีมองหน้าตู้เซียวและเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง “ภารกิจยังไม่ส่งมาอีกเหรอ? ”
“ยังเลย” ตู้เซียวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง บิดี้เีแล้วพูดอย่างเกียจคร้านเล็กน้อยว่า “ฉันเดาว่าน่าจะส่งมาวันพรุ่งนี้ พวกเราเพิ่งเข้ามาคงให้เวลาปรับตัวบ้างแหละ”
“อืม ก็ถูก” เยี่ยนหลีครุ่นคิด “ในเมื่อวันนี้ไม่มีเื่อะไร ทำไมไม่ลองดูสิ่งของในมิติส่วนตัวฉัน แล้วเลือกสิ่งที่นายชอบล่ะ ฉันตุนของไว้เยอะเลย มีของที่นายทิ้งเอาไว้เยอะแยะด้วย ตอนนี้มิติส่วนตัวของนายว่างแล้ว อย่างนั้นก็รีบย้ายของไปเถอะ ให้ฉันได้เคลียร์พื้นที่บ้าง”
ตู้เซียวอดหัวเราะไม่ได้ “โชคดีที่ฝากของไว้ที่นายมากหน่อย นานจนฉันลืมไม่ได้ทวงคืน ไม่อย่างนั้นคงถูกทำลายไปพร้อมกันแล้ว”
ความจริงสิ่งของของพวกเขาสองคนวางปะปนกันมั่วไปหมด
่เผชิญกับาวุ่นวายที่มิติเวลาอื่น ชนชั้นสูงจำนวนมากอพยพออกจากเมือง และทิ้งของโบราณที่พกติดตัวไปไม่ได้จำนวนไม่น้อย ซึ่งช้าเร็วมันก็ต้องถูกทำลายไปพร้อมกับไฟาและการปล้นสะดม แล้วไหนจะหลังจากที่โลกอื่นเกิดภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เสียชีวิตก็ลี้ภัย สมบัติล้ำค่าทั้งหลาย หนังสือ ภาพเขียน เครื่องลายคราม ผ้าไหม ฯลฯ กลายเป็สิ่งที่ไม่มีเ้าของและถูกทิ้งขว้างตามกาลเวลาจนเน่าเปื่อยผุพัง ตามกฎภารกิจของพวกเขา ในกรณีนี้สามารถเก็บรวบรวมสิ่งของเ่าั้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน
พวกเขาไม่จำเป็ต้องอยู่ด้วยกันตลอด หากอยู่ตามลำพังแล้วเห็นสิ่งของที่สามารถเก็บมาได้ ทั้งสองก็จะเก็บมาก่อนโดยไม่คำนึงว่าใครจะชอบไม่ชอบ จากนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที หลังจากที่กลับมา หากยุ่งมากจนไม่ได้คิดเื่แบ่งของที่เก็บมาได้ ทั้งสองก็จะรอให้ต่างคนต่างมีเวลาว่างก่อนจึงจะเอาของออกมาดู หากใครชอบสิ่งของชิ้นไหนก็เอาไป
การที่ตู้เซียวสละชีพในครั้งนี้ ทำให้มิติส่วนตัวถูกทำลาย สิ่งของที่เก็บอยู่ด้านในส่วนใหญ่ก็เป็ของเยี่ยนหลีจำนวนไม่น้อย เพียงแต่ว่าเขาไม่พูดถึง ตู้เซียวก็ไม่หยิบยกประเด็นออกมาพูดเช่นกัน
ทรัพย์สินเป็แค่ของนอกกาย การที่เขาฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง ทรัพย์สินมากมายเ่าั้ไม่สามารถแลกมาได้
ตู้เซียวชอบวัตถุที่งดงามและประณีต ยกตัวอย่างเช่น เครื่องลายครามต่างๆ หยก เครื่องแก้วเคลือบสี คริสทัล เครื่องเขิน เครื่องจักสาน เป็ต้น ส่วนเยี่ยนหลีชอบสิ่งของโบราณที่หนักและเรียบง่ายอย่างเครื่องสัมฤทธิ์ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องทองแดง เครื่องหิน และเครื่องไม้ เป็ต้น หลังจากที่ทั้งสองชื่นชมจนพอใจแล้ว ต่างคนต่างก็เก็บของที่ชอบ ส่วนภาพเขียนพู่กันของคนที่มีชื่อเสียง หนังสือโบราณ ดาบล้ำค่า กระบี่ล้ำค่า หอกเลื่องชื่อ ธนูเลื่องชื่อ เครื่องเรือนแปลกๆ อัญมณีละลานตา เยี่ยนหลีและตู้เซียวอดไม่ได้ที่จะตรวจดูอย่างละเอียดแล้วแบ่งเก็บครึ่งหนึ่ง ก่อนจะให้ิญญาในมิติส่วนตัวจัดเก็บให้เป็ระเบียบเรียบร้อย เมื่อไรที่้าค่อยว่ากันอีกที
สิ่งของพวกนั้นมีจำนวนมากมายเป็พันๆ ชิ้น ซึ่งมีเพียงไม่กี่ร้อยชิ้นเท่านั้นที่ถูกหยิบออกมาชื่นชม ทั้งยังใช้เวลาแบ่งปันกันไปหลายชั่วโมง เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เยี่ยนหลีก็ดูนาฬิกา “จะค่ำแล้ว พวกเรากินอะไรดี? แล้วจะกินอย่างไร? ”
ตู้เซียวยิ้ม “ออกไปกินข้างนอก หาของอร่อยที่สุดกินกัน”
ทั้งสองต่างเป็คนที่ชื่นชอบลิ้มรสอาหารอร่อย เรียกได้ว่าเป็นักกินตัวยง ซ้ำยังมีฝีมือในการทำอาหาร เพียงแต่เวลาปกติจะไม่ชอบลงมือทำเอง ที่บ้านพักมีหุ่นยนต์แม่บ้านอัจฉริยะคอยจัดการมื้ออาหารให้อยู่แล้ว หรือไม่ก็ออกไปรับประทานที่ร้านอาหารข้างนอก อยู่ที่นี่ก็เหมือนกัน ค่าอาหารสำหรับพวกเขาถือเป็เงินเล็กน้อยไม่ใช่เื่ใหญ่ ตราบใดที่มีเงิน พวกเขาจะไม่ยอมลงแรงทำเองให้เสียเวลา
เยี่ยนหลีมองอีกคนแล้วหัวเราะอย่างมีความสุข พลางจูงมือตู้เซียวออกไปข้างนอก
ใน่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เยี่ยนหลีกับตู้เซียวอยู่ด้วยกัน ไปไหนไปกัน ฝึกด้วยกัน เรียนด้วยกัน กินด้วยกัน และพักผ่อนด้วยกัน เว้นเสียแต่ว่ากลางคืนไม่ได้นอนเตียงเดียวกัน นอกนั้นพวกเขาตัวติดกันเหมือนตังเม
เยี่ยนหลีคว้าทุกโอกาสที่จะได้แตะเนื้อต้องตัวเขาอย่างใกล้ชิดแเี ทั้งจับมือ โอบเอว โอบไหล่ และเช็ดหน้าให้ นับว่าน้ำหยดลงบนหินทุกวัน หินเริ่มชินโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง
เยี่ยนหลีค้นพบอย่างชาญฉลาดว่า ตู้เซียวมีความทรงจำเมื่อหมื่นปีก่อน ดูผิวเผินเหมือนจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเขา แต่ในความเป็จริงกลับมีสิ่งที่รบกวนจิตใจเขาอยู่ไม่น้อย จิตใจของเขาสร้างระยะห่างออกไปอย่างเงียบๆ ทั้งยังมีจิตใจที่สับสนและขัดแย้งกับตัวเขาเอง ซึ่งไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ทั้งสองสนิทสนมจนไร้ช่องว่างยามที่อยู่ด้วยกัน
เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้อีกคนทีละนิดอย่างใจเย็น และพยายามขจัดความห่างเหินที่เกิดขึ้นภายในใจของตู้เซียวอย่างระมัดระวัง เพื่อย่นระยะห่างระหว่างพวกเขาและให้อีกคนได้ยอมรับตนเองใหม่อีกครั้ง
เนื่องจากเขารู้จักตู้เซียวดีเกินไป ดังนั้นหลายวันมานี้ สิ่งที่เขาทำจึงได้ผลลัพธ์อันน่าทึ่ง ตู้เซียวคุ้นเคยกับการเข้าใกล้และการถูกเนื้อต้องตัวของเขา ไม่ได้มีการกระทบกระทั่ง ต่อต้าน ระแวดระวัง หรือห่างเหินกับเขา ราวกับว่าทั้งหมดนี้เป็เื่ปกติทั่วไป
เยี่ยนหลีปลาบปลื้มอยู่ในใจ ดูผิวเผินแล้วเขาไม่ได้แสดงมันออกมา เขาจูงตู้เซียวเดินไปบนถนนใหญ่แล้วปล่อยมือ เพื่อไม่ให้อีกคนรู้สึกอึดอัด
ตู้เซียวรู้สึกว่าเขาปฏิบัติตัวได้พอเหมาะพอควร ท่าทีที่มีต่อเขาก็สนิทกันมากเหมือนเช่นเคย โดยไม่ได้คิดว่าการที่ผู้ชายสองคนจับมือกันนั้นมีความหมายว่าอะไร
พวกเขาหารือกันครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินทางไปหาร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในความทรงจำที่เคยไปทานด้วยกันบ่อยๆ
ร้านอาหารแห่งนั้นไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง แต่อยู่ใน ‘ย่านไฮโซ’ อีกฝั่งหนึ่งของค่าย ร้านตั้งอยู่ติดกับถนนใหญ่และล้อมรอบสวนดอกไม้ ร้านอาหารไม่ได้ใหญ่โตมากนัก ด้านในมีเพียงสิบโต๊ะ ซึ่งแบ่งออกเป็โต๊ะโซฟาสี่โต๊ะ และโต๊ะสี่เหลี่ยมธรรมดาอีกหกโต๊ะ เถ้าแก่ของร้านและเชฟคือคนคนเดียวกัน แต่ว่าตอนนี้อาจเปลี่ยนคนไปแล้ว ห้าสิบปีผ่านไป หากเถ้าแก่คนนี้ไม่ได้กลายเป็หน่วยรบพิเศษก็คงถูกคัดออกไปแล้ว สรุปได้ว่าเขาไม่อยู่แล้วอย่างแน่นอน
“หวังว่าเขาคงจะถ่ายทอดวิชาให้ลูกศิษย์ก่อนที่จะจากไป” ตู้เซียวถอนหายใจเบาๆ “ฝีมือของเขาสุดยอดจริงๆ หากไม่เป็หน่วยรบพิเศษก็สามารถเปิดร้านอาหารได้เลย”
“ฉันคิดว่าเป็ได้มากที่เขาเป็จะกลายเพื่อนร่วมงานของเราแล้ว” เยี่ยนหลีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันไม่เคยเห็นร้านอาหารเหมือนที่เขาเปิด และไม่เคยเห็นใครกล่าวถึงในกระทู้ ตอนนั้นมีคนจำนวนมากมาอุดหนุนร้านเล็กๆ ของเขา ถ้าเขาถูกคัดออกและออกไปเปิดร้านอาหารจริงๆ แม้พวกเราจะหาไม่เจอ แต่ก็น่าจะมีคนรู้บ้าง และถ้าเขาเปิดร้านอาหาร คงต้องลงโฆษณาเชิญชวนลูกค้าเก่าอย่างพวกเราให้ไปอุดหนุนบ้างสิ”
“อืม ที่นายพูดก็ถูก” ตู้เซียวเห็นด้วย “น่าเสียดายที่ไม่ได้กินอาหารฝีมือเขาแล้ว”
ชื่อของร้านอาหารเล็กๆ นั้นแปลกมาก มีชื่อว่า ‘ความทรงจำสุดพิเศษ’ ตกแต่งแบบคาเฟ่สไตล์ตะวันตก แต่ว่าดันขายอาหารจีนขนานแท้ และไม่ได้กำหนดประเภทอาหารแปดกลุ่มใหญ่ของจีนให้ชัดเจน แต่เป็อาหารแนวฟิวชั่นที่หลากหลาย ทั้งประณีตและอร่อย ทำให้กินได้ไม่เคยเบื่อ
พวกเขาเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงก็พบร้านอาหารขนาดเล็กอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
หน้าร้านอาหารยังคงเหมือนเดิม บนป้ายมีตัวอักษรสีทองเข้มสง่างามเขียนว่า ‘ความทรงจำสุดพิเศษ’
“ไม่คิดเลยว่าจะยังอยู่” ตู้เซียวประหลาดใจเล็กน้อย “ไม่รู้ว่ารสชาติอาหารจะเปลี่ยนไปไหม”
“เปลี่ยนแน่นอน” เยี่ยนหลีกล่าวยิ้มๆ “บ้านของเขาเป็โรงแรมที่มีชื่อเสียง และฝีมือการทำอาหารของเขาก็สืบทอดมาพันกว่าปี เมนูอาหารของบรรพบุรุษถูกส่งต่อให้ลูกชายไม่ส่งให้ลูกสาว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการส่งให้คนนอก”
“โอ้ เป็อย่างนี้นี่เอง” ตู้เซียวยังคงสงสัยเล็กน้อย “อย่างนั้นก็เข้าไปดูหน่อย ในเมื่อเถ้าแก่คนก่อนยอมยกร้านให้เถ้าแก่คนนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องมีตรงไหนโดดเด่น ไม่แน่ว่าคนผู้นี้อาจทำอาหารได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน”
“เป็ไปได้” เยี่ยนหลีโอบไหล่ตู้เซียวอย่างเป็ธรรมชาติและพาเขาเข้าไปข้างใน