บทที่8 ป่าถ่านหินโบราณ
ในวันที่ห้าของการสร้าง... ท่ามกลางความเงียบสงัดของมิติสูงสุด พระเ้า กำลังทอดพระเนตรการกระทำของหลินเฟิงผ่านนิมิตเมฆาขาวที่ฉายภาพราวกับจอภาพยนตร์นิรันดร์ แต่ในความสงบนั้น กลับมีเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความริษยาดังขึ้น
“ข้าไม่เข้าใจท่านเลย... เหตุใดท่านจึงปล่อยให้มนุษย์ชั้นต่ำผู้นั้นเข้ามาเหยียบย่ำในสวนเอเดน?”
เงาดำทะมึนที่มีรูปลักษณ์คล้ายงูั์ขยับกายอย่างอึดอัด พลางจ้องมองภาพหลินเฟิงที่แอบนำดินจากสวนศักดิ์สิทธิ์ลงไปยังโลกมนุษย์
“ท่านดูสิ! แม้แต่ดินเพียงหยิบมือเขาก็ยังลักเล็กขโมยน้อย ทำให้โลกเบื้องล่างที่ท่านสร้างต้องแปดเปื้อนและสกปรก!”
พระเ้ายังคงนิ่งสงบ สายตาไม่ละไปจากหลินเฟิงแม้แต่น้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นะเืไปทั่วชั้นฟ้า
“เ้าบอกว่าเขากำลังทำให้โลกแปดเปื้อนงั้นหรือ?”
"เ้ามองว่านั่นคือการลักขโมย... แต่ข้ามองว่านั่นคือการแสวงหา ดินเพียงหนึ่งกำมือในมือของผู้ที่ริเริ่มสร้างสรรค์ มีค่ามากกว่าอาณาจักรทั้งอาณาจักรในมือของผู้ที่ได้แต่เฝ้ามอง"
“เ้ากังวลว่าดินของข้าจะหายไป... หรือกังวลว่าโลกเบื้องล่างจะงดงามเกินหน้าเ้ากันแน่?” พระเ้าตรัสต่ออย่างรู้ทัน
“ปล่อยให้เขาเอาไปเถิด เพราะอย่างไรดินที่ถูกขโมยไปจากสวนของข้า ก็ต้องไปเป็รากฐานให้กับชีวิตใหม่ในนามของข้าอยู่ดี"
งูดำตัวนั้นขบกรามด้วยความไม่พอใจ มันเลื้อยจากไปพร้อมทิ้งท้ายด้วยคำขู่ที่เย็นเยียบ
“แล้วท่านจะต้องเสียใจที่ไม่ฟังคำของข้า!”
ทว่าพระเ้ากลับไม่หันไปมองแม้แต่หางตา ทรงพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"เ้างูเอ๋ย... “
” เ้าขดตัวอยู่ในสวนที่สมบูรณ์แบบแห่งนี้มาเนิ่นนาน จนลืมไปแล้วกระมัง ว่า ความสมบูรณ์แบบ ก็คือความตายรูปแบบหนึ่ง “
น้ำเสียงของพระเ้าเรียบเรื่อยดุจผิวน้ำ ทว่ากลับดังก้องไปถึงก้นบึ้งิญญาของเงาดำ
"ดินที่เ้าหวงแหน หากทิ้งไว้ก็เป็เพียงธุลีประดับสวน“
“ ดินในสวนของข้ามีไว้เพื่อหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง... ไม่ใช่เพื่อให้เ้าใช้ซุกหัวนอนและหวงแหนมันราวกับเป็เ้าของ"
“ถอยไปซะ... อย่าใช้สายตาอันคับแคบของเ้า มาวิจารณ์ศิลปะแห่งการสร้างโลก"
ตัดกลับมาที่โลกจำลอง... เวลาผ่านพ้นไปแล้วหลายร้อยล้านปีนับั้แ่ยุคพืชน้ำสูญพันธุ์ ในที่สุดสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์กลุ่มแรกก็เริ่มขยับเขยื้อน นั้นคือกลุ่มพืชสีเขียว พวกมันใช้เวลานับล้านปีในการปรับตัวใต้ผิวน้ำ ก่อนจะค่อยๆ "คลาน" ขึ้นสู่ฝั่งเป็ครั้งแรก เปลี่ยนสีสันของทวีปให้กลายเป็สีเขียวขจี
พืชต้นแรกที่เริ่มคลานออกมาเป็ชนิดแรกกลับไม่ใช่หญ้าเงินคราม แต่คือ รากวารีเบิกปฐี รูปร่างกึ่งสัตว์กึ่งพืช มันวิวัฒนาการมาจากสาหร่ายทะเลตื้น ผิวชั้นนอกของมันถูกหุ้มด้วยเมือกใสๆ ที่เหนียวหนืดคล้ายเจลลี่ เพื่อทำหน้าที่กักเก็บความชุ่มชื้นจากน้ำทะเล และป้องกันรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่แผดเผาบนผืนดิน
หลินเฟิงจับจ้องไปยังรอยต่อระหว่างผืนน้ำและโขดหินแห้งแล้ง ที่นั่นเขาได้เห็นความดื้อรั้นของชีวิต... 'รากวารีเบิกปฐี' พืชหน้าตาประหลาดที่กำลังใช้รากอันอวบหนาของมัน จิกเกาะแง่งหินแล้วลากพาตัวเองต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นสู่ผืนดิน มันทิ้งรอยเมือกเป็ทางยาวราวกับรอยคลานของหอยทากั์ แม้จะต้องแลกกับการถูกแดดแผดเผาจนิับางส่วนแห้งกรอบ แต่มันก็ไม่ยอมหยุดคืบคลาน...
"พยายามเข้าไอ้หนู!" หลินเฟิงกำหมัดเชียร์ด้วยดวงตาเป็ประกาย "ถ้าแกคลานขึ้นไปรอดตายได้ ฉันจะจารึกชื่อแกไว้ในฐานะพืชบรรพบุรุษแห่งผืนดิน... แต่ถ้าตายกลางทาง ฉันจะถือว่าแกเป็แค่ผักอบกรอบนะ!"
ส่วน หญ้าเงินคราม นั้นในตอนนี้าแย่งชิงพื้นที่นั้นโหดร้ายนัก "หญ้าเงินคราม" ที่เคยรุ่งเรืองและงดงามในอดีต กลับถูกพืชสายพันธุ์ใหม่ที่แข็งแกร่งและดุดันกว่าเข้าแย่งชิงสารอาหาร บดบังเเสงแดดบนผิวน้ำ จนแสงส่องไปไม่ถึงเบื้องล่าง พวกมันถูกกลืนกินและเบียดขับจนเหลือพื้นที่เพียงน้อยนิด
“ แม้ฉันจะไม่อยากให้มันสูญหายไป เพราะว่ามันเหมือนกับหิงห้อยที่เรืองเเสงสีฟ้า ที่ใต้ทะเลในยามค่ำคืน มันชั่งดูแปลกตา แต่ฉันเองก็ไม่อาจเเซกเเซงได้เลย ”
หญ้าเงินคราม จากที่เคยเป็เ้าแห่งทวีป บัดนี้หญ้าเงินครามกำลังกลายเป็เพียง "ผู้ถูกลืม" ที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในมุมมืดของพงไพรที่กำลังก่อตัวขึ้น!
ซึ่งต่อมามันถูกบันทึกในตำราโบราณของชนเผ่า ฮาบารู ในอนาคต กล่าวว่าเป็พืชหายาก ผู้ที่ได้ก็สามารถมีพละกำลังที่แข็งเกร่งจนสามารถยกช้างได้มากกว่าสิบตัว….
ในขณะที่บนบกกำลังเกิดการผลัดเปลี่ยนรัชสมัยของเหล่าพืชพรรณ ลึกลงไปใต้ท้องมหาสมุทรที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวของสัตว์น้อยใหญ่นับล้านชีวิต พวกมันกำลังวิวัฒนาการร่างกายและเตรียมพร้อมสำหรับก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด... นั่นคือการคลานขึ้นสู่แผ่นดินเป็ครั้งแรก
หลินเฟิงจดจ้องภาพตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ปิดไม่มิด มือของเขาสั่นไหวขณะที่เร่งจดบันทึกทุกรายละเอียดของวิวัฒนาการลงในสมุดโน้ตคู่ใจ
"เอาล่ะ บันทึกไว้... สัตว์น้ำเริ่มพัฒนากล้ามเนื้อขา ก้าวแรกสู่แผ่นดินอันยิ่งใหญ่..." เขาพึมพำอย่างอารมณ์ดี
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขาละสายตาไปจดบันทึก เขากลับต้องพบกับความตื่นตะลึงที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
“ อะไรกันล่ะนั่น! ”
"ให้ตายเถอะ! นี่พวกแกแอบกินสเตียรอยด์เข้าไปหรือไง!?" เขาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง..
"ฉันเพิ่งเขียนว่าแกเริ่มหัดเดิน...แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที พวกแกกำลังวิ่งไล่กัดพืชบนบกเป็บุฟเฟต์หมูกระทะเลย พวกแกจะวิวัฒนาการเร็วเกินไปแล้ว “
หลินเฟิงชะงักไปชั่วครู่
ขณะที่กาลเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่หมื่นปี... แต่โลกจำลองกลับเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้! ก็เข้ามาสู่ยุคที่สองของการเปลี่ยนแปลง
เหล่าพืชพรรณที่เคยบอบบาง กลับเติบโตอย่างบ้าคลั่ง ต้นไม้มากมายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนมีความสูงเทียบเท่ากับตึก 30 ชั้น พวกมันแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมผืนดินจนกลายเป็ป่าดิบชื้นขนาดมหึมาที่กินพื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
หลินเฟิงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาตระหนักได้ทันทีว่า หากเขาต้องเข้าไปเดินในป่าแห่งนี้จริงๆ ตัวเขาคงมีขนาดไม่ต่างจากมดตัวจิ๋วที่หลงทางในพงหญ้า
“ในฐานะพระเ้าฝึกหัด... ฉันกล้าพูดเลยว่าเราอาจจะมีชีวิตอยู่รอดในป่านี้ได้” หลินเฟิงพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ถ้าเราไม่ถูกเหล่า ‘แมลงั์’ ที่มีขนาดตัวเท่าบ้านทั้งหลังงับตายไปเสียก่อน!”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ ยุครุ่งเรืองของเหล่าแมลงกินพืช เมื่อออกซิเจนและสารอาหารมหาศาลจากป่าั์ ได้บ่มเพาะให้นักล่าจิ๋วในอดีต กลายเป็อสูรกายผู้น่าเกรงขามครองพิภพ!
“ ฉันจะตั้งชื่อให้กับมันว่า ยุคปฐมกาลเ้าปฐีเกราะเหล็กและั์พฤกษา “
” เมื่อเทียบกับโลกแห่งความจริงก็จะประมาณ ยุคคาร์บอนิเฟอรัส 359–299 ล้านปีก่อน.. “