ถังฉีมองส่งนางอู๋แล้วตรงไปที่ร้านขายผ้า ส่วนตั๋วเงินนางก็เก็บไว้ในห้วงมิติ
เมื่อไม่อาจตัดเย็บเสื้อผ้าเองและไม่มีใครในครอบครัวที่ทำได้ ถังฉีจำต้องไปที่ร้านขายผ้าและซื้อเสื้อผ้าในราคาถูกแต่นุ่มสบายหลายชุด
โชคดีที่เสี่ยวเอ้อร์ไม่ไล่นางออกจากร้านแม้จะแต่งกายมอซอ
ในร้านขายผ้า นางซื้อเสื้อผ้าสองชุดสำหรับน้องชายแต่ละคน และอีกสองชุดสำหรับตนเอง เนื่องจากนางซื้อจำนวนมาก เ้าของร้านจึงแถมเสื้อผ้าให้นางอีกเล็กน้อย
ถังฉีรับไว้ทั้งหมด แม้ว่านางจะมีเสื้อผ้ามากมายในห้วงมิติ แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับยุคนี้
เสื้อผ้าของนางมีราคาเกือบหนึ่งตำลึงเงิน แต่นางก็ไม่คิดว่ามันแพงเลย เพราะเวลานี้นางมีเงินมากพอสมควร
และนางไม่อาจละเลยน้องชายของตนได้อย่างแน่นอน
สำหรับสิ่งจำเป็อื่น ๆ นางไม่จำเป็ต้องซื้อ เพราะสามารถเรียกออกมาจากห้วงมิติได้ตาม้า
หลังจากจ่ายเงินแล้ว เ้าของร้านก็บรรจุของทั้งหมดไว้ในถุงผ้าใบใหญ่ ถังฉีขอใช้ห้องหนึ่งในร้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วออกจากร้านพร้อมถุงใบนั้น
กล่าวกันว่าอาภรณ์ยกระดับตัวตน ถังฉีในเครื่องแต่งกายใหม่เอี่ยมจึงเปล่งรัศมีแห่งอำนาจที่เหนือธรรมดาสำหรับวัยของนาง
เมื่อเดินผ่านร้านขายเครื่องเขียน นางจึงหยุดคิด
'ข้าน่าจะซื้อตำราฝึกหัดให้น้อง ๆ อ่านบ้าง'
ในยุคสมัยนี้ แม้จะเข้าเรียนในสำนักศึกษาก็ต้องผ่านการสอบคัดเลือก
นางซื้อแบบคัดลอกของ 'คัมภีร์สามอักษร*' และ 'คัมภีร์ร้อยแซ่พันธุ์ั**' ซึ่งมีราคาเกือบสองตำลึงเงิน นางเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
* 三字经 (ซานจื้อจิง) หรือคัมภีร์สามอักษร เป็แบบเรียนะของจีน สมัยเดียวกับศิลาจารึกของไทย
** 百家姓 (ไป่เจียซิ่ง) คัมภีร์ร้อยแซ่พันธุ์ั เป็คัมภีร์ชีวประวัติสกุลวงศ์ของชาวจีน
แท้จริงแล้วในยุคสมัยนี้ มีเพียงคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถมีการศึกษาได้
นางเดินไปยังมุมเปลี่ยว ๆ มุมหนึ่ง และเก็บตำราเข้าไปในห้วงมิติ
ขณะที่กำลังจะไปหานางอู๋ที่ประตูเมือง เด็กสภาพมอมแมมคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในอ้อมแขนของถังฉี กลิ่นฉุนโชยเข้าจมูก
“เ้าตัวแสบน้อย มากับเราเสียดี ๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว!”
ขณะที่ถังฉีกำลังจะช่วยเหลือเด็กคนนั้น ชายร่างกำยำสองคนก็เดินเข้ามา พวกเขาแต่งกายด้วยชุดผ้าป่านหยาบ ๆ หน้าตาดูดุร้าย
เด็กน้อยในอ้อมแขนของถังฉีตัวสั่นสะท้านเมื่อได้ยิน หันไปกอดขาของถังฉีไว้แน่น
“พี่สาว ช่วยข้าด้วย! พวกเขาเป็คนเลว!”
เมื่อเอ่ยดังนั้น เด็กชายก็เงยหน้าขึ้นมองถังฉีด้วยแววตาหวาดผวา เผยให้เห็นาแฉกรรจ์บริเวณลำคอ อย่างไรก็ตาม ดวงตาที่เป็ประกายนั้นบ่งบอกว่าเขาไม่ใช่เด็กชาวบ้านธรรมดาทั่วไป
ถังฉีบันดาลโทสะทันที ด้วยสงสัยว่าคนเหล่านี้คือผู้ค้าทาส
“เฮอะ ๆ สาวน้อย ข้าแนะนำว่าอย่าเข้ามายุ่งจะดีกว่า หลานชายจอมซนของข้าคนนี้แค่ต้องกลับบ้านไปรับบทเรียนสักหน่อย จะได้กลายเป็เด็กดี!”
ขณะพูด ชายคนนั้นก็เริ่มหักข้อนิ้ว ดวงตาเต็มไปด้วยแววอาฆาตพยาบาท
“นายน้อย! ในที่สุดข้าก็พบท่านแล้ว! บิดาของท่านและท่านเ้าเมืองกำลังหารือกันในโรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามถนนนี้เอง ข้าจะพาท่านไปพบพวกเขาเดี๋ยวนี้!”
ใบหน้าของถังฉีฉายแววตื่นเต้นขณะปกป้องเด็กน้อยที่อยู่ข้างหลัง
“เ้าเมือง?”
ชายทั้งสองเมื่อได้ยินคำกล่าวของถังฉีก็สบตากัน แต่กลับไม่เห็นความกลัวในสายตาของกันและกัน
ถังฉีสังเกตเห็นปฏิกิริยาของพวกเขา รอยยิ้มเ็าผุดขึ้นที่มุมปาก
“พวกค้าทาสบัดซบที่สุด!”
สดับวาจาเด็ดเดี่ยวของถังฉี ความหวังริบหรี่ก็ส่องประกายในดวงตาของเด็กชาย
“สาวน้อย เ้าเอ่ยถึงท่านเ้าเมืองหรือ? อย่าคิดหลอกเราง่าย ๆ เลย ไม่อย่างนั้น เราจะพาตัวเ้าไปจนต้องร้องขอความตายเลยทีเดียว!” ชายร่างกำยำกล่าวขู่ขวัญ
“ฮึ่ม! นายน้อยของพวกเราหายตัวไปพักหนึ่งแล้ว! ข้าเพิ่งได้ยินมาจากโรงน้ำชาว่าท่านเ้าเมืองวางแผนระดมกำลังคนของทางการทั้งหมด เชื่อหรือไม่ว่าถ้าข้าร้องะโออกไป พวกทหารก็จะแห่กันมาจับตัวพวกเ้า?"
ถังฉีเอ่ยด้วยความเด็ดเดี่ยว ใบหน้าของนางฉายแววมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่ในความเป็จริง นางกำลังตื่นตระหนก มีดพับสวิส***ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ทันทีที่นางตัดสินใจช่วยเด็กชาย นางก็เตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่เลวร้ายที่สุดแล้ว
*** มีดพับสวิส คือมีดพับแบบพกพาที่รวมเครื่องมือหลายอย่างไว้ด้วยกัน เช่น ไขควง กรรไกร ที่เปิดขวด ที่เปิดกระป๋อง เป็ต้น
ชายทั้งสองเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กหญิงก็มองหน้ากัน พวกเขาสังเกตว่าเสื้อผ้าของนางใช่ว่าสาวใช้ธรรมดาจะสวมใส่ชุดที่ดูดีเช่นนี้ได้ นับประสาอะไรกับความกล้าหาญชาญชัยเช่นนี้
“โอ้ เราคงจำเด็กผิดคนเสียแล้ว!” จากนั้นชายทั้งสองก็จากไปอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาไปยังโรงน้ำชาที่ถังฉีเอ่ยถึง กลับพบว่าเ้าเมืองไม่เคยไปที่นั่น ตอนนั้นเองที่พวกเขารู้ว่าถูกหลอก แต่ไม่ว่าจะพยายามค้นหาในตัวเมืองอย่างไร พวกเขาก็ไม่พบแม้เงาของเด็กทั้งสอง
ในขณะเดียวกัน ถังฉีก็มาถึงประตูเมืองพร้อมกับเด็กชาย ประจวบเหมาะเคราะห์ดีได้ขึ้นเกวียนเทียมวัวของบุตรชายผู้นำตระกูลซึ่งกำลังเดินทางกลับและบังเอิญเห็นถังหม่านกุ้ยกับภรรยายืนอยู่นอกเมือง หลังจากสอบถามก็รู้ว่าทั้งสองมาพร้อมถังฉี
ด้วยความตื่นเต้น ถังหม่านกุ้ยได้บอกบุตรชายผู้นำตระกูลเกี่ยวกับไข่มุกและขายได้เป็เงินจำนวนมาก
“ฉีเอ๋อร์ เ้าจะพาเด็กลึกลับคนนี้กลับบ้านจริง ๆ หรือ?” ถังหม่านกุ้ยถามด้วยความงุนงง มองไปยังเด็กชายที่อยู่ในอ้อมแขนของถังฉี
“เ้าค่ะ เขาคงถูกพวกพ่อค้าทาสลักพาตัวมา ทั้งยังถูกตีศีรษะจนสูญเสียความทรงจำ” ถังฉีคาดเดาระหว่างทาง แม้เด็กชายจะสูญเสียความทรงจำ แต่ผิวที่ซีดและบอบบางภายใต้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นแต่ดูมีราคาของเขาทำให้ถังฉีสันนิษฐานว่าชาติกำเนิดของเขาไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน แม้จะความจำเสื่อม แต่ดวงตากลับยังเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา
"เฮ้อ เ้าต้องเลี้ยงดูน้องชายตั้งหลายคน เหตุใดต้องหาภาระมาเพิ่มด้วยเล่า..." ถังโส่วเหรินกล่าวอย่างกังวลขณะขับเกวียนเทียมวัว เขาคาดเดาว่าถังฉีคงขายไข่มุกและทำเงินได้ไม่น้อย
"แต่ชีวิตนั้นยาวไกล และทุกคนก็ต้องต่อสู้เพื่อปากท้อง
ท่านอาโส่วเหรินไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ ่นี้ข้ากำลังคิดเื่การหาเงินอยู่เ้าค่ะ” ถังฉีให้ความมั่นใจกับเขา ด้วยรู้ว่าเื่นี้ไม่อาจหลบเลี่ยง
ในไม่ช้า เกวียนเทียมวัวก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลถัง แม้ถังโส่วเหรินจะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเห็นอาการาเ็ของเด็กชาย เขาก็ขับเกวียนตรงไปที่บ้านของถังฉีก่อนกลับไปยังบ้านของตนเอง
"พี่ใหญ่! ท่านขายไข่มุกได้หรือไม่ขอรับ?" ถังซานและน้อง ๆ ได้ยินเสียงข้างนอกก็รีบพากันออกมา
“น้องรอง ไปต้มน้ำและอาบน้ำให้เขาหน่อย หาเสื้อผ้าให้ใส่ด้วย” ถังฉีกล่าวพลางส่งเด็กชายให้ถังซาน ก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมถุงผ้า
"ขอรับ!" ถังซานไม่ได้ถามคำถามใด ๆ หันไปสั่งถังเฟิงให้หาเสื้อผ้าในขณะที่ตัวเขาเองไปต้มน้ำ
“พี่ใหญ่ พวกนี้คืออะไรหรือขอรับ?” ถังสุ่ยถาม มองไปยังเสื้อผ้ามากมายที่ถังฉีวางกองไว้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
********************