ในที่สุดตอนนี้ ซูิเคลื่อนรถม้าหลุดจากตัวป่า มองไปเห็นกำแพงเมืองฉินตั้ว ความยิ่งใหญ่ของกำแพงที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่ผู้คน แต่วันนี้ซูิมองไปรู้สึกหวั่นเกรงยิ่ง ความใหญ่โตของกำแพงเมืองคล้ายกดทับลงมา แม้รถม้าเคลื่อนตัวอย่างเขื่องช้าและมั่นคง แต่ตัวซูิใจเต้นสั่นระรัวราวกับจะหลุดออกมา
มันกวาดตามองไปที่เมือง พบเห็นนายทหารหลายนายอยู่บนกำแพงเมือง ถือว่ามากกว่าปกติถึงสามเท่า ซูิก้มหน้าลงต่ำก่อนกระซิบออก“ท่าน…เราเลี้ยวกลับดีหรือไม่ วันนี้เวรยามมากผิดปกตินัก”
น้ำเสียงมันสั่นเครือยิ่ง
“หากเ้าเลี้ยวกลับ เกาทัณฑ์หลายร้อยลูกจะระดมยิงมาที่เ้า หากเ้ายังรอด ม้าเร็วหลายร้อยตัวจะวิ่งออกตามล่า”
คำตอบของฉีซิ่นทำเอาซูิหลั่งเหงื่อไหลออกมาโชมกาย
มือที่บังคับม้าของมันกลายเป็สั่นระริก เป็อย่างที่ฉีซิ่นบอก ตอนนี้มันมีแต่ต้องเดินหน้าต่อ ขณะที่รถม้าเคลื่อนตัวเข้าใกล้เมืองยิ่งขึ้น ซูิกำหนดลมใจหายของมัน หน้าตากลับมาสดใสดังเดิม ทิ้งความประหม่าไว้ภายในไม่แสดงออกมา
“หยุด!!” เสียงนายทหารจากประตูเมืองะโมา ชุดเกราะสีเทาของมันบ่งบอกว่ามันเป็หทารกลาง ของวังเทียนอี้ไม่ขึ้นตรงต่อกระกูลใด
“เ้าเป็ใคร มาจากที่ใด?” มันกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
ซูิอุทานใจใน‘ทหารพวกนี้ มันมิเคยพบมาก่อน พี่จางหวินและพี่เฟยหลี่ไปอยู่ที่ใดกันเล่า?’
“ข้ามีนามว่าซูิ เป็เพียงพ่อค้า ขนเอาสินค้ามาขายในเมืองหลวง ไม่ทราบตอนนี้เกิดเหตุอันใดหรือไม่ นายทหารที่สูงศักดิ์จากวังหลวงถึงมาอยู่ที่นี่?”
ซูิถามออกด้วยความใคร่รู้ซุกซนเหมือนปกติ
“ลงมา!” เหล่านายทหารกระชากตัวมันลงมาจากม้า ก่อนเปิดรถสินค้ามันออกอย่างรุนแรง ในรถม้ามีของมากมายอยู่ภายใน ชั้นนอกวางไว้ด้วยผ้าแพร ชั้นกลางเป็ลังสินค้า ชั้นในสุดเป็ถังบรรจุน้ำ ซูิแตกตื่นจนสติแทบหลุดลอย นายทหารพวกนี้มันไม่ถามไม่สนทนาอันใดทั้งสิ้น ถือว่าเข้มงวดนัก!
เหล่าผ้าแพรถูกโยนออกจนหมดอย่างรวดเร็ว ตอนนี้พวกมันกำลังจะยกลังสินค้าลงมา
“นายท่าน! เหตุใดรังแกผู้คนเช่นนี้ ผ้าแพรข้าจะนำไปขายผู้ใดได้ต่อ!” หามีผู้ใดสนใจฟังมันไม่ ลังสินค้าถูกทยอยเปิดออก พวกนายทหารเทสินค้าออกมาอย่างไม่ใยดี
ตึง!!..ซูิเอาหัวตนเองโขกพื้นดินอย่างรุนแรง “กว่าข้าจะหาสินค้ามาได้เพียงนี้ ผู้ใดจะทราบว่าข้าสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง!”
ตึง!!ซูิโขกซ้ำลงไป “ความหวังสุดท้าย กับสินค้ารอบนี้ ไม่มีเหลือแล้ว!”
ตึง!!“หัวมันโขกลงอีกคราอย่างรุนแรง ดูไปน่าเวทนายิ่ง
เหล่านายทหารถึงกับหยุดมือบ้าง
“พวกข้าทำตามหน้าที่ คนต่ำต้อยเช่นเ้าจะรู้อันใด ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้เป็เช่นไร” ซูิคล้ายฟังครึ่งไม่ฟังครึ่ง มันคืบคลานไปหากองสินค้าของมันที่ถูกเทลงมาอย่างกระจัดกระจาย มือสั่นระริกลูบไปตามสินค้าอย่างทะนุถนอม น้ำตาพลันหลั่งไหลออกมา ทั้งน้ำตาทั้งโลหิตที่หลั่งไหลเต็มใบหน้าเสริมความต่ำต้อยของมันให้น่าเวทนายิ่งนัก
ตอนนี้สินค้ามันถูกตรวจค้นแทบหมดสิ้น เหลือเพียงถังน้ำสามใบด้านในสุด เสียงนายทหารอีกผู้หนึ่งะโมา
“ให้มันเข้าไป”
เสียงนั้นทำให้นายทหารหยุดการตรวจค้น ขณะที่เหล่าทหารกำลังลงจากรถขนสินค้า กลับมีทหารผู้หนึ่ง ควักดาบออกมา แทงลงไปใส่ถังน้ำใบหนึ่ง ซูิถึงกับตาเบิกโพรง แต่ไร้ซุ่มเสียงใดๆกลับมาจากถังนั่น พอชักดาบออก มีน้ำไหลซึมออกมาตามรูรั่ว เต็มไปด้วยกลิ่นสุรารุนแรง
่ขนะนั้น มีนายทหารยามประตูออกมาอีกชุดหนึ่ง พวกมันออกมาชมดู เนื่องจากมีเหตุชุลมุน เป็จางหวิน และเฟยหลี่ เดินนำมาพร้อมกองทหารอีกหกนาย ก่อนที่ซูิจะทักทายอันใด จางหวินขยิบตาให้รอบหนึ่ง ก่อนตวาด “นึกว่าเกิดการชุลมุนอันใด ที่แท้เ้าพ่อค้าต่ำต้อยผู้นี้กลับพกเหล้าชั้นดีมาด้วย” มันพูดจบพร้อมกับสั่งเหล่าทหารไปยกถังเหล้าที่ถูกดาบแทงนั้นลงมา และยังสั่งให้เหล่าทหารภายใต้มันเก็บสินค้าที่กระจัดกระกายขึ้นไว้ที่เดิม ก่อนจะกล่าวต่อ “สุราหอมหวลถังนี้ นับว่าถูกทำให้ชำรุดเสียหาย ข้าจะรับมันไว้เอง ฮ่าฮ่า!” จางหวินพูดพร้อมกับพยักหน้าให้เฟยหลี่ เฟลหลี่พยักหน้าตอบกลับก่อนโยนถุงเงินมาที่ซูิ “อย่างไรเ้าก็เป็พ่อค้า รับเศษเงินนั่นไป อย่าไปวิ่งบอกผู้ใดว่าถูกกลั่นแกล้ง”
เมื่อจางหวินเห็นเหล่าทหารที่ยก สัมภาระเก็บจนเสร็จสิ้น จึงะโบอก “ไปซะ จะไปขายอันใดก็รีบไปให้พ้น” ก่อนเดินไปหาเหล่าทหารวังเทียนอี้ “พวกเรา คืนนี้ต้องได้มึนเมา ฮ่าฮ่าฮ่า!” เหล่าทหารต่างหัวร่อกันยกใหญ่
ซูิขึ้นรถ บังคับม้าให้เดินเข้าเมือง ซูิเกิดความตื้นตันใจจนน้ำตาแทบไหลหลั่งออกมา มันขอบคุณ“พี่จาง กับพี่เฟยในใจ” ทั้งช่วยมันให้พ้นเื่ราว ทั้งซื้อถังสุราที่ถูกทหารทำให้ชำรุด บุญคุณเหล่านี้มันจะไม่ลืมเลือน
“ฮ่าฮ่า! ทุกครั้งที่เ้าเข้าเมืองต้องเอาหัวโขกเช่นนี้รึ นับว่าน่าสนใจ” เสียงอันคุ้นเคยดังมาจากกองสินค้า “ฮ่า~..แผลเพียงแค่นี้ ดีกว่าให้มันพบเจอท่าน” ทั้งสองพูดคุยกันอย่างคุ้นเคย
เมื่อมาถึงกลางเมือง ฉีซิ่นออกมาจากถังสินค้า มันรอให้คนของเต่าดำมาชี้ทางเพื่อไปหาโกว่เหลียง แต่ไม่เห็นวี่แววผู้ใดโผล่ออกมา นับว่าผิดปกติยิ่ง ในขณะนั้น ปรากฏผู้คนสามคนวิ่งออกมาจากทางด้านหน้าด้วยความเร่งรีบ ไม่ทราบมันรีบไปที่ใด ฉีซิ่นที่มองไป เห็นเหล่าคนผู้นั้น ดวงตากึ่งหลับกึ่งตื่นของฉีซิ่นเบิกโพรงจนแทบถลน รังสีอำมหิตพุ่งพรวดอย่างรุนแรงจนซูิรู้สึกได้
“โกว่เหลียง!!”
ฉีซิ่นะโก้อง พุ่งตัวออกจากรถขนสินค้า ที่แตกกระจายเป็เศษซาก ร่างมันขึ้นไปลอยค้างอยู่กลางอากาศอย่างอัศจรรย์ โกว่เหลียงที่กำลังเร่งฝีเท้าไปที่วังเทียนอี้ ถูกหยุดด้วยเสียงเรียก มันหันกลับไปทางต้นเสียง ภาพมารร้ายที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศจ้องมองมาที่มันอย่างกระหายเื ทำเอาหัวใจมันแทบหยุดเต้น “ฉ….ฉีซิ่น”