บทที่ 12 วิชาจู้โหย่ว แย่งชิงชีวิตจากมัจจุราช
"ใต้เท้า เปลหามมาแล้วขอรับ!"
ลู่ชิงแบกเปลหามวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ครั้นเห็นว่าทุกคนต่างพากันจ้องมองเ้าก้อนแป้งน้อยข้างกายฮูหยินสวีเป็ตาเดียว เขาก็ใระคนสงสัย
"ใต้เท้า หรานหร่าน..."
"อย่าเข้าไป!"
เซียวจิ้งเสวียนเห็นลู่ชิงทำท่าจะเข้าไปอุ้มหรานหร่านออกมา จึงรีบคว้าแขนเขาไว้ เอ่ยเสียงเรียบ "นางกำลังช่วยชีวิตคน!"
นางเนี่ยนะ?
ช่วยชีวิตคน?
ลู่ชิงรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง เด็กน้อยวัยสามสี่ขวบจะไปรู้วิชาการแพทย์รักษาคนได้อย่างไร?
แต่เมื่อเห็นคนรอบข้างไม่มีใครคิดห้ามปราม ซ้ำยังกลั้นหายใจจ้องมองอย่างใจจดใจจ่อ ลู่ชิงจึงจำต้องหยุดยืนดูด้วยความกังขา
"ลู่ชิง เข้าไปในร้านจิ่นซิ่วฟาง หาผ้าพับใหญ่มาบังลมให้ฮูหยินสวีหน่อย!" เซียวจิ้งเสวียนสั่งกำชับ
"ขอรับ"
ลู่ชิงวิ่งเข้าไปในร้านจิ่นซิ่วฟาง คว้าผ้ามาสองพับ แล้วร่วมมือกับเซียวจิ้งเสวียนและสาวใช้ของร้าน ช่วยกันกางผ้าล้อมรอบฮูหยินสวีไว้ สร้างเป็กำแพงบังตาชั่วคราว
แม่นมของฮูหยินสวีเห็นดังนั้น ก็ส่งสายตาซาบซึ้งไปให้เซียวจิ้งเสวียน ก่อนจะรีบลุกขึ้นมายืนเฝ้า
นางมัวแต่ห่วงเ้านายจนลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้พวกนางอยู่กลางตลาด
"ขอบคุณคุณชายมากเ้าค่ะ!"
เซียวจิ้งเสวียนพยักหน้าเล็กน้อย ตอบเสียงเรียบ "ไม่ต้องเกรงใจ"
ทว่าลู่ชิงกลับเอ่ยเสริมขึ้น "ใต้เท้าของข้าคือเ้าเมืองแห่งยงหลิน ฮูหยินสวีคือราษฎรของท่าน การดูแลทุกข์สุขของราษฎรย่อมเป็หน้าที่ของขุนนางที่ดีขอรับ"
แม่นมได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
"ลู่ชิง อย่ามากความ" เซียวจิ้งเสวียนตำหนิเสียงไม่ดังไม่เบา แล้วหันไปกล่าวกับแม่นม "ฮูหยินสวีเป็คนดี ฟ้าต้องคุ้มครอง แม่นมวางใจเถิด"
"เ้าค่ะ"
แม่นมพยักหน้ารับด้วยความตื้นตัน
กลุ่มคนยืนล้อมฮูหยินสวีไว้ ภายในวงล้อมจึงเหลือเพียงฮูหยินสวี ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ และเ้าก้อนแป้งน้อยเพียงสามคน
ในยามนั้นเอง ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ก็เห็นเ้าก้อนแป้งน้อยล้วงเอาข้าวของหน้าตาประหลาดออกมาจากถุงผ้าใบเล็กข้างเอว มีทั้งชาด พู่กันขนสัตว์ และกระดาษเหลือง…
"นี่คือสิ่งใด?"
ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่อดถามไม่ได้
หรานหร่านปรายตามองท่านหมอผู้เฒ่าสวี่อย่างนึกรำคาญ ตอบห้วน ๆ "ชาด พู่กัน กระดาษเหลืองไงเ้าคะ"
หนวดเคราของท่านหมอผู้เฒ่าสวี่กระตุกยิก
เขาย่อมรู้จักของพวกนี้อยู่แล้ว แต่ที่สงสัยคือจะรักษาคนเหตุใดต้องงัดของพวกนี้ออกมาด้วย?
ยังไม่ทันได้ถามต่อ ก็เห็นเ้าก้อนแป้งน้อยผสมชาดจนเข้าที่ จุ่มพู่กันลงไป แล้วเริ่มตวัดพู่กันวาดลวดลายลงบนกระดาษเหลืองที่วางอยู่บนพื้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
ปากเล็ก ๆ ขมุบขมิบพึมพำคาถาบางอย่างงึมงำ
เพียงชั่วอึดใจ บนกระดาษเหลืองสามแผ่นก็ปรากฏลวดลายอักขระที่เขาดูไม่รู้เื่
"ขึ้น!"
สิ้นเสียงตวาดใส ๆ ของเ้าก้อนแป้งน้อย ลวดลายบนกระดาษยันต์ทั้งสามแผ่นก็เปล่งแสงสีทองระยิบระยับ ลอยละล่องขึ้นสู่กลางอากาศ หมุนวนรอบกายของฮูหยินสวีอย่างน่าอัศจรรย์
จากนั้น มืออวบอ้วนก็หยิบกระดาษเหลืองออกมาอีกแผ่น ตวัดพู่กันวาดอักขระยันต์ลงไปอย่างรวดเร็ว
ตัวอักษรเ่าั้คดเคี้ยวไปมา คล้ายอักษรจ้วนซูแต่ก็มิใช่
เมื่อวาดเสร็จ เ้าก้อนแป้งน้อยก็คีบยันต์แผ่นนั้นไว้ระหว่างนิ้ว ปิดเปลือกตาลง แล้วสะบัดข้อมือโยนยันต์ขึ้นไปในอากาศ
ฟึ่บ!
ยันต์กลางอากาศลุกไหม้ขึ้นโดยไม่มีไฟจุด!
มือน้อย ๆ ประสานอินทำท่าทางแปลกตา ทันใดนั้นยันต์สีทองที่ลุกไหม้ก็ลอยไปหยุดอยู่เหนือครรภ์ที่นูนใหญ่ของฮูหยินสวี แล้วค่อย ๆ ซึมหายเข้าไปในร่างของนาง
"โอ๊ย!"
ทันทีที่ยันต์แทรกซึมเข้าไป ฮูหยินสวีก็ร้องครางออกมาด้วยความเ็ป
ในขณะเดียวกัน ยันต์แผ่นอื่น ๆ ที่ลอยวนอยู่รอบกายก็ลุกไหม้ขึ้นพร้อมกัน
วินาทีที่ยันต์เผาไหม้จนหมดสิ้น หรานหร่านก็รีบดึงเข็มทองทั้งเก้าเล่มออกจากร่างของฮูหยินสวีอย่างรวดเร็ว และในฉับพลันนั้นเอง ใบหน้าที่เคยซีดเผือดของฮูหยินสวีก็ค่อย ๆ กลับมามีเืฝาด
ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่จ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อเห็นสีหน้าของฮูหยินสวีดีขึ้น จึงรีบเข้าไปจับชีพจร
"นะ... นี่มัน..."
ััได้ถึงชีพจรที่กลับมาเต้นอย่างมั่นคงของฮูหยินสวี ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่มองเ้าก้อนแป้งน้อยตรงหน้าด้วยสายตาเลื่อมใสศรัทธาสุดหัวใจ
ตุบ!
ทว่าจู่ ๆ เ้าก้อนแป้งน้อยก็นั่งแปะลงกับพื้น ร่างกายอ่อนยวบยาบไร้เรี่ยวแรง นางล้วงเอายาลูกกลอนสองเม็ดออกจากขวดกระเบื้องใบเดิม ส่งให้ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ "รอให้ท่านน้าคลอดออกมาแล้ว ให้ท่านน้ากินยานี้นะเ้าคะ"
ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ยื่นมือไปรับมาโดยสัญชาตญาณ
นี่เป็ครั้งแรกที่หรานหร่านใช้วิชาจู้โหย่ว
การแย่งชิงชีวิตจากภูตผีปีศาจ สิ้นเปลืองพลังกายและพลังปราณของนางไปมหาศาล เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น นางจึงตาปรือแทบจะลืมไม่ขึ้น ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับพื้น
"แม่หนูน้อย? แม่หนูน้อย?"
ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ร้องเรียกด้วยความใ
เซียวจิ้งเสวียนได้ยินเสียง จึงรีบวางผ้าในมือลง พุ่งเข้าไปอุ้มเ้าก้อนแป้งน้อยขึ้นมาแนบอก
"หรานหร่าน? หรานหร่าน?"
เ้าก้อนแป้งน้อยปรือตาขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงแ่เบา "ท่านพ่อ... ข้าหิวจังเลย ข้าอยากนอน..."
เซียวจิ้งเสวียน "..."
"ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ นางเป็อะไรไป?"
เซียวจิ้งเสวียนหันไปมองท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ที่กำลังจับชีพจรให้หรานหร่าน
ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่ค่อย ๆ ปล่อยมือจากข้อมือน้อย ๆ "ใต้เท้าเซียววางใจเถิด แม่หนูน้อยเพียงแค่ใช้พลังมากเกินไปตอนช่วยคนเมื่อครู่ ร่างกายจึงอ่อนเพลียจนวูบไป ให้ได้นอนพักผ่อนสักตื่น กินของอร่อย ๆ สักหน่อยเดี๋ยวก็หายดีแล้ว"
ได้ยินเช่นนั้น เซียวจิ้งเสวียนจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก อุ้มหรานหร่านลุกขึ้นยืน
"ท่านหมอ ท่านหมอเ้าคะ แล้วฮูหยินของข้าเป็อย่างไรบ้าง?" แม่นมที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยถามอาการเ้านายด้วยความร้อนรน
"วางใจได้ ต้องขอบคุณท่านหมอตัวน้อยผู้นี้ หากมิใช่นาง ทั้งฮูหยินสวีและเด็กในท้องคงมิอาจรักษาชีวิตไว้ได้แล้ว!"
สาวใช้ของฮูหยินสวีได้ยินดังนั้น ก็รีบหันมาโค้งคำนับขอบคุณเซียวจิ้งเสวียนกันยกใหญ่
เซียวจิ้งเสวียนอุ้มเด็กน้อยไว้ หันไปสั่งลู่ชิง "หาคนมาช่วยหามฮูหยินสวีไปพักที่โรงหมอของท่านหมอผู้เฒ่าสวี่เถิด"
"ขอรับ"
ลู่ชิงรับคำ แล้วรีบไปจัดการตามสั่ง
เหล่าคนมุงที่ได้ยินบทสนทนา และเห็นกับตาว่าฮูหยินสวีที่เมื่อครู่ใกล้จะสิ้นใจ บัดนี้กลับมีสีหน้าเืฝาดดีขึ้น ต่างพากันตกตะลึงและลือกันไปทั่ว
เซียวจิ้งเสวียนอุ้มหรานหร่านกลับมายังที่ว่าการอำเภอ หลังจากจัดแจงให้นางนอนพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ก็ตรงไปที่ห้องครัว กำชับให้ป้าเซียวทำอาหารบำรุงร่างกายเตรียมไว้ รอให้นางตื่นขึ้นมาทาน
ลู่ชิงกลับมาถึงเมื่อเลยยามอู่ *[1] ไปแล้ว ตอนนั้นเ้าก้อนแป้งน้อยยังคงหลับสนิท เขาจึงไปหาเ้านายที่ห้องทำงานส่วนหน้า
"ใต้เท้า"
"ทางฝั่งฮูหยินสวีเป็อย่างไรบ้าง?" เซียวจิ้งเสวียนเอ่ยถาม
"ใต้เท้าโปรดวางใจ ฮูหยินสวีพอไปถึงโรงหมอก็ฟื้นคืนสติ และได้ให้กำเนิดทารกแฝดชายหญิงอย่างปลอดภัยแล้วขอรับ" ลู่ชิงรายงาน
ได้ยินดังนั้น ความกังวลในใจของเซียวจิ้งเสวียนจึงมลายหายไปจนหมดสิ้น
เงียบไปครู่หนึ่ง เซียวจิ้งเสวียนก็เอ่ยถามขึ้น "ลู่ชิง เ้าว่าเ้าก้อนแป้งน้อยนี่มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่? นอกจากเรี่ยวแรงจะมหาศาลแล้ว ยังรู้วิชาแพทย์รักษาคนได้อีก ท่านหมอผู้เฒ่าสวี่เคยเป็ถึงหมอหลวงในวัง ได้รับคำชมเชยจากอดีตฮ่องเต้ แม้แต่เขายังเลื่อมใสนางถึงเพียงนี้"
ลู่ชิงยิ้มกว้าง "ใต้เท้ามีความรู้สึกเหมือนเก็บของล้ำค่าได้ใช่ไหมขอรับ?"
"เ้าก้อนแป้งน้อยช่วยชีวิตฮูหยินสวีและลูกแฝดเอาไว้ บุญคุณครั้งนี้ฮูหยินสวีย่อมไม่มีวันลืม! ภายภาคหน้าหากใต้เท้า้าเจรจาเื่สมาคมการค้ากับนาง คิดว่าฮูหยินสวีคงไม่ปฏิเสธแน่นอนขอรับ"
*[1] ยามอู่ เที่ยงวัน