โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 42 ร่ำสุรา เคล้านารี(2)

            หนึ่งจอกถูกริน

            หนึ่งบทกลอนถูกขับขาน

     

            … ไร้แสงจันทร์ถึงคราวดาวสว่าง

            ท้องฟ้ากว้างระยิบตาดูสดใส

     

            … หนทางยังแสนไกล

            เบื้องหน้าเป็นเช่นไรมิรู้

     

            ... แต่ตัวข้าอ้างว้างน่าเห็นใจ

            ข้างกายไร้สตรีมิเหลียวมอง…

     

            ... ให้เวลาตรึกตรองดู

            มากสหายใช่อยู่เดียวดาย…

     

            จนล่วงเข้ายามจื่อทั้งสตรีและบุรุษสองท่านนี้ต่างก็เมามายด้วยกันทั้งคู่

     

            ...ให้คิดถึงบิดามากมายนัก

            มิอาจหักห้ามใจได้เสียที…

     

            จู่ ๆเฟิงฮวาก็เอ่ยขึ้นมาอย่างเลื่อนลอยมิรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่

            ฝ่าบาทเดิมทีถูกฤทธิ์สุราครอบงำอยู่หลายส่วนพลันรู้สึกสร่างขึ้นมาเล็กน้อยสงสัยยิ่งนักว่าก่อนหน้านี้นางมิเคยพูดถึงบิดาของนางมาก่อนเลยเขาเองก็มิเคยถามเรื่องตระกูลของนางแม้จะเคยให้องครักษ์ไปสืบเสาะแต่ก็มิพบเบาะแสอันใด

            นางคงมีสิ่งที่อยากเก็บซ่อนเอาไว้มิให้ใครรู้กระมัง

            "หากบิดารู้ว่าข้านอนกอดกับบุรุษรูปงามเช่นท่านทุกค่ำคืน...คงจะต้องลุกขึ้นมาไล่ตีข้าอย่างแน่นอน..."เฟิงฮวาส่งสายตาหยาดเยิ้มไปให้เขา พูดจบก็กระดกจอกเหล้าเข้าปากอีกหนึ่งอึก

            "ข้าจะขอรับโทษจากบิดาแทนเจ้าเอง"เป็นเสียงอ่อนโยนจากฝ่าบาทที่เอ่ยขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจของนาง

            'มิต้องรบกวนท่านบิดาของข้า...ลุกขึ้นมาไล่ตีข้าไม่ไหวแล้วละ...เขาคงจะทำได้แค่นอนนิ่งๆอยู่ที่เดิมตรงนั้น...ในวันที่นางจากมาไม่มีแม้แต่โอกาสจะฝังร่างของเขาให้นอนหลับอย่างสบายเสียด้วยซ้ำ'

            เฟิงฮวายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเงยหน้ามองท้องฟ้าอันมืดมิด...บังคับให้น้ำตาที่กำลังก่อตัวหดหายกลับเข้าไปเช่นเดิม จากนั้นนางก็จับจอกสุราขึ้นมาดื่มโดยมิได้หยุดพัก

            ฝ่าบาทก็มิได้ห้ามปรามเขาสัมผัสได้ว่าในใจนางเวลานี้ช่างแสนเศร้า เศร้าจนเขาเข้าไปไม่ถึง

            สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ก็คืออยู่เป็นเพื่อนนาง มิให้นางต้องเดียวดาย

     

            สายลมพัดผ่าน...

            พัดพากลีบดอกไม้ดอกหนึ่งมาตกลงที่ตรงหน้าของนาง

            มือเรียวขาวหยิบกลีบดอกไม้นั้นขึ้นมาพิจารณา...ดอกซากุระหรือรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาช้าๆ

     

            'ชื่อของข้าคือดอกซากุระ(อิงฮวา)…'

            'ดอกซากุระแห่งสายลม(เฟิงอิงฮวา) ​​​​​​​หรือ ...'

     

            'มิใช่...จริงๆเป็นเพียงดอกซากุระ'

     

            'อิงฮวา หรือ'

     

            นางยิ้มให้เขาพลางส่ายนิ้วชี้ไปมาตรงหน้าด้วย

     

            ลี่อิงฮวาต่างหาก...แต่ประโยคสุดท้ายนี้มิทันได้พูด...นางก็ฟุบลงกับโต๊ะหลับไปเสียก่อน

     

            ฝ่าบาทเห็นดังนั้นจึงส่งยิ้มให้นางเล็กน้อยลุกขึ้นช้อนตัวนางพากลับไปที่ห้องนอน ค่อยๆ วางนางบนเตียงนุ่มเขาจ้องมองใบหน้างดงามของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปดับไฟในห้อง

            ในความมืดมิดฝ่าบาทล้มตัวลงนอนข้างๆนางเตรียมจะโอบกอดนางไว้เหมือนเช่นทุกคืน

            แต่กลิ่นหอมของสุรา

            ผสานกลิ่นกายของสตรี

            บัดนี้ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก

            บุรุษหนุ่มเช่นเขาเริ่มจะมิอาจต้านทานความร้อนรุ่มที่กำลังก่อตัวขึ้นมาหยาดเหงื่อเริ่มทะยอยผุดขึ้นบนใบหน้า

            "ฮวาเอ๋อร์…เจ้าหลับไปแล้วหรือ ข้าเริ่มจะอดกลั้นมิไหว"

            เฟิงฮวาในตอนแรกมีอาการมึนเมาเคลิ้มหลับไปแล้วขณะนี้กลับถูกปลุกขึ้นมาด้วยร่างกายร้อนผ่าวของบุรุษที่นอนเบียดกายแนบชิดกับตัวนาง

            “เฉิง...อี้...ท่าน...เป็น...อะไร...ไปหรือ”นางถามเขาด้วยเสียงอู้อี้ทั้งที่ยังหลับตาสนิท

            “ข้า…พยายามหักห้ามใจแล้ว แต่…สิ่งนั้นมิค่อยเชื่อฟังในเวลานี้”

            "อือ...สิ่งอัน...ใด...กัน" นางขยับตัวเบียดชิดเขามากยิ่งขึ้นไปอีกโดยมิได้ตั้งใจมือเลื่อนไปโอบกอดเขา พลางตบตัวเขาเบาๆ “รีบ...นอน...ได้ แล้ว”

            “ฮวาเอ๋อร์ ข้า...ขอสัมผัสเรือนร่างเจ้าได้หรือไม่”เสียงแหบแห้งของเขากึ่งถามกึ่งขอร้อง

            “ไม่...ได้ ไม่ได้ ดึก...แล้ว” นางปฏิเสธเขาอย่างมิไยดี

            แต่ฝ่าบาทผู้นี้กลับมิได้สนใจคำพูดนางอีกต่อไปเขาจับนางพลิกมากดเอาไว้กับที่นอน

            ความตกใจทำให้เฟิงฮวาเบิกตาตื่นมากขึ้นยังมิทันได้ตั้งสติ ริมฝีปากร้อนก็ประกบลงมาที่ปากของนาง และด้วยความเมามายนางจึงตอบสนองเขาโดยไม่รู้ตัว

            ‘อื้มม’ จะว่าไป นางก็พอใจในลีลาการจูบของฝ่าบาทท่านนี้อยู่เช่นกัน

            ผลัดกันดูดผลัดกันลิ้มรสความหวานที่มิเคยเบื่อหน่าย

            แก่นกายแข็งแรงของบุรุษยิ่งตื่นตัวอย่างบ้าคลั่ง

            ร่างกายเบื้องล่างของเฟิงฮวาที่ถูกเขาถูไถโดยตลอดบัดนี้เริ่มมีความเปียกชื้นขึ้นบ้างแล้ว 

            'เราจะ…เอ่อ…ทำเช่นนี้กันจริงๆหรือ' ไหนละ ที่บอกว่าเป็นเพียงสหายกันในคืนก่อนนั้น

            'วันหน้าข้าจะมิร่ำสุรากับท่านแล้ว'

     

            เสื้อผ้าของทั้งคู่ถูกปลดออกจนเหลือเพียงผิวกายที่แนบชิดกัน

            ริมฝีปากของฝ่าบาทเปลี่ยนเป็นเลื่อนมาครอบดูดที่ทรวงอกของนางพลางขบเม้มติ่งยอดดอกบัวที่ชูชันขึ้นส่วนเฟิงฮวาก็แอ่นเต้ากลมรับการสัมผัสนี้ของเขาให้มากขึ้น “อืม…อ้า”นางเปล่งเสียงครางออกมาอย่างพอใจ

            ฝ่าบาทดูดเลียสองเต้าเสร็จแล้วเขาก็เลื่อนมาทักทายปากถ้ำฉ่ำแฉะที่เบื้องล่างเขาบรรจงดูดกลืนสายน้ำหวานเอาไว้อย่างเต็มที่สิ่งนี้เป็นของเขา...เป็นของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น มิอนุญาตให้ผู้อื่นมาสัมผัส

            “อ๊ะ อ้า อ้าา” เฟิงฮวาครางร้องดังมากขึ้นเสียงนางในเวลานี้ยิ่งไพเราะกว่าเดิมหลายเท่านักยิ่งนางร้องดังมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งเร่งความเร็วลิ้นมากขึ้นจนนางมีอาการเกร็งกระตุกเป็นจังหวะ เขาจึงได้ถอนใบหน้าออกจากปากถ้ำนั้นด้วยรอยยิ้ม

            จากนั้นก็โน้มตัวลงมาจูบนางอีกครั้งแบ่งปันความหวานที่ยังหลงเหลืออยู่ในโพรงปากให้นางได้ลิ้มรส

            ผละออกจากริมฝีปากเขาหยิบยื่นความแข็งแกร่งของท่อนเนื้อไปเยือนความชุ่มฉ่ำของบุปผางามที่ด้านล่างอีกคราแม้ในใจจะอยากบุกทะลวงเข้าไปเพียงใดแต่สุดท้ายก็ทำแค่เพียงจ่อประชิดอยู่ด้านนอกเท่านั้น กำมือหนึ่งขยับตามจังหวะไปเรื่อยๆ พลางใช้อีกมือบีบคลึงหน้าอกของนางไปเรื่อย ๆ

            เสียงร้องสอดประสานของชายหญิงบ่งบอกความรู้สึกที่กำลังซาบซ่านในขณะนี้เหล่าองครักษ์ลับถอยห่างอย่างรู้หน้าที่ตั้งนานแล้วพวกเขาคงมิกล้าอยู่ตรงนี้นานนัก เชิญพวกท่านทั้งสองตามสบายเลย

            ในที่สุดทุกสิ่งในห้องก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่งโดยที่ระหว่างขาของเฟิงฮวาเต็มไปด้วยความอุ่นร้อน

            นางมิทันได้จัดการร่างกายตัวเองก็ผลอยหลับไปเสียก่อน

     

            ปลายยามอิ๋นเฟิงฮวาสะดุ้งตื่นขึ้น ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียอย่างมาก หลังตั้งสติได้นางก็หันไปสำรวจรอบๆ

            ในความมืดสลัวๆร่างกายของนางเปลือยเปล่านอนอยู่ข้างฝ่าบาทที่ก็...เปลือยเปล่าเช่นกันมีเพียงผ้าห่มที่ช่วยปกปิดเรือนร่างเอาไว้

            นางพอคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ในหัวยังคงมีความทรงจำรางเลือนเหลืออยู่ แม้ว่า เอ่อ...จะเหลือแค่บางส่วนก็ตาม

            เฟิงฮวาค่อยๆลุกขึ้นไปใส่เสื้อผ้าแม้ว่าจะขยับตัวเบามากแล้ว แต่มีหรือที่ฝ่าบาทจะมิได้ยินเขารู้สึกตัวตั้งแต่นางเริ่มเคลื่อนไหวเพียงแต่กลัวว่านางจะตกใจจึงได้แกล้งหลับต่อ

            นางรีบใส่เสื้อผ้าแล้วออกจากห้องไปชำระร่างกายเปลี่ยนชุดใหม่

            ฝ่าบาทที่นอนอยู่บนเตียงก็ยกยิ้มแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราต่อ

     

            เหตุการณ์ในคืนนั้นมิได้ถูกเอ่ยขึ้นมาอีก...เหมือนกับว่าได้ถูกลืมเลือนไปตลอดกาลแน่นอนว่าตลอดเวลาที่ล่องเรือต่อจากนั้น เฟิงฮวามิเคยดื่มสุราอีกเลยจนล่วงเข้าเขตเมืองหลวงที่เรือทุกลำต้องเข้าจอดเทียบท่าที่ชานเมืองเท่านั้นแล้วเดินทางด้วยรถม้าต่อ

    คล้ายกับเรื่องโฉมงามสามลิขิต ที่คุณอ่าน