เฉินเฟยในขณะนี้นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารพร้อมกับทุกคน หยูฮัวร์อย่างที่คิดไว้ เธอนั่งห่างจากเขา ไม่ยอมที่จะนั่งยังเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆกับเขา เธอไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาด้วยซ้ำไป เื่นี้ทำให้เขานั้นรู้สึกปวดหัวตุบๆขึ้นมา
หยูหยิงเองก็รู้เื่ที่เกิดขึ้น เื่ทั้งหมดมันอาจจะดูเหมือนว่าเฉินเฟยเป็คนผิด แต่เธอที่เป็ผู้ใหญ่รับรู้ได้ดี ว่าสิ่งที่เฉินเฟยทำลงไปในวันนั้น ก็เพื่อตัวของหยูฮัวร์เอง เฉินเฟย อาจจะไม่สามารถยอมรับเธอในฐานะแม่ได้ แต่เขาไม่มีทางที่จะปฏิเสธหน้าที่ของพี่ชายได้ น่าเสียดาย ที่ความห่วงใยของเขา กลายเป็ดาบมาทำร้ายตัวเขาเองแบบนี้
เฉินเฟยมองไปที่หยูฮัวร์สักครู่หนึ่ง เธอนั้นนั่งห่างจากเขา หมายความว่าเธอนั้นอยู่ห่างจากจานอาหาร เฉินเฟยช่วยไม่ได้ ที่จะคีบปีกกลางไก่อบที่เธอชอบให้ และนำมันไปวางบนจานของหยูฮัวร์
หยูฮัวร์มองไปที่ปีกกลางไก่ที่เธอชอบ เธอมองมันอยู่สักครู่หนึ่งก่อนที่จะคีบมันออกไปจากจานต่อหน้าต่อตาเฉินเฟย เฉินเฟยเห็นแบบนั้นได้แต่ถอนหายใจออกมา
หลังจากนั้นเขาก็ไม่คีบอาหารให้กับหยูฮัวร์อีก เพื่อไม่เป็การเสียน้ำใจหยูหยิงที่ทำอาหารให้กับเขา เขากินอาหารทั้งหมดและข้าวอีกจานใหญ่ๆให้หมดอย่างรวดเร็วก่อนที่จะลุกขึ้น
“เฟย ลูกจะไปไหนนะ”
“พอดีผมอิ่มแล้ว ผมจะขึ้นไปบนห้องเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันเปิดเรียนที่มหาลัยวันพรุ่งนี้”
เฉินเฟยลุกจากที่นั่งเขาเดินขึ้นไปบนห้องอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่รอให้เฉินอิงพูดอะไรต่ออีก เฉินอิงมองไปที่หยูฮัวร์ที่ไม่ได้สนใจเฉินเฟยเลยสักนิด เขาได้แต่รู้สึกปวดหัว
หยูหยิงที่เห็นเฉินอิงเครียดก็ได้แต่แตะมือไปที่เฉินอิงเบาๆก่อนที่จะพูดขึ้น
“คุณค่ะเดียวอะไรต่างๆมันก็ดีขึ้นเอง เฟยจะต้องแก้ไขมันได้ ฉันเชื่อว่าอย่างนั้น”
เฉินอิงพยักหน้าเขามองไปที่หยูหยิง เฉินเฟยยังปรับตัวและเรียกหยูหยิงว่าแม่ได้ เขาจะต้องทำอะไรกับสถานการณ์ของหยูฮัวร์ได้แน่ๆ เฉินอิงในฐานะที่เป็พ่อก็อยากที่จะทำอะไรสักอย่างกับสถานการณ์นี้ แต่ทว่าเขาไม่สามารถ ทั้งสองดูเหมือนจะมีความคิดเป็ของตัวเอง การบังคับให้ใครทำอะไรที่ตนเองไม่ชอบ รั้นแต่จะสร้างปัญหาที่รุ่นแรงกว่าเดิมขึ้นมาเท่านั้น
เฉินเฟยเดินคอตกขึ้นมาบนห้องนอนของเขา เขารู้สึกกลุ้มใจกับสถานการณ์แบบนี้ เขา้าทำให้ครอบครัวสมบูรณ์พ่อแม่พี่น้อง ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่ใช่แตกแยกแบบนี้
“เราต้องทำอะไรสักอย่าง เื่ของพ่อกับแม่น่าจะโอเคแล้ว ที่เหลือก็เื่ของฮัวร์ เธอไม่แม้แต่จะมองหน้าเราเลย นี่เป็ครั้งแรกที่คิดว่าการจัดการกับปีศาจวัวสูงหลายสิบเมตร ยังง่ายกว่าขอร้องน้องสาวตัวเองให้ๆอภัยเราอีก”
เฉินเฟยได้แต่ถอนหายใจในตอนนี้ เขาคิดอะไรไม่ออก เขาเดินเข้าไปยังห้องนอนของตนเอง เขาจำได้ว่าวันพรุ่งนี้เป็วันปฐมนิเทศของมหาลัย เขาจำเป็ต้องไปในวันพรุ่งนี้ เพื่อที่จะได้พบเจอกับเพื่อนใหม่ๆ หรือไม่ก็เพื่อนเก่าๆ ที่อาจจะไปเจอกันโดยบังเอิญที่นั่น
“วันแรกของทุกสิ่งสำคัญทั้งนั้น”
นี่คือบทเรียนที่เขาได้มาเวลาเขาอยู่อีกโลกหนึ่ง เขาเคยพลาดไปวันแรกของการเปิดดันเจี้ยน เขาที่พลาดวันแรกไป สุดท้ายต้องลุยเดี่ยวในดันเจี้ยนด้วยตัวคนเดียว และขอบอกเลยว่ามันนรกสุดๆ เขาในดันเจี้ยนนั้นได้รับแผลขนาดใหญ่บนหลังมา ดันเจี้ยนที่เขาลุยเดี่ยวคือดันเจี้ยนของพวกแวร์วูฟ มันโหด มันดุ และมันรวดเร็วมาก ทุกวินาทีที่นั่นเฉินเฟยเห็นยมทูตมารอคอยเขาอยู่ แต่ถึงมันจะโหดร้ายขนาดไหน เขาก็สามารถผ่านมันมาได้
“What Doesn’t Kill You Makes you Stronger!”
เฉินเฟยหัวเราะให้กับตัวเองเมื่อเขาคิดถึงอดีตที่ทุลักทุเลแบบนั้น
“เอาละมันเป็เพียงอดีตไปแล้ว โลกนี้เต็มไปด้วยความสงบสุข ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว”
เฉินเฟยพยักหน้า เขามั่นใจว่าเขาจะสามารถอยู่บนโลกนี้ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลจนกระทั่ง
“การประมาทเป็เหตุให้ถึงแก่ความตาย กระผมขอแนะนำให้ท่านอย่าประมาทจะดีกว่า”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากในหัวของเขาอีกแล้ว เฉินเฟยคิ้วกระตุกก่อนที่จะพูดขึ้นในความคิดของเขา
“ฉันเกือบลืมไปแล้ว นายก็คือ ระบบหมายเลข 14142 ใช่ไหม”
“ถูกต้อง แต่กระผม้าให้ท่านเรียกกระผมว่าสื๋อเอ้อมากกว่า”
“สื๋อเอ้อ… หมายถึง 12 อย่างนั้นรึ แล้วทำไมอย่างนั้นละ”
“1+4+1+4+2 เท่ากับ 12 สื๋อเอ้อ”
“แบบนี้นี่เองเข้าใจละ”
เฉินเฟยพยักหน้าเรียกว่าสื๋อเอ้อง่ายกว่าระบบหมายเลข 14142 มากกว่า
“แล้วนี่สื๋อเอ้อนายเป็ระบบแล้วนายมีความสามารถอะไรมั้ง เหมือนกับในพวกนิยายที่ฉันเขียนเล่นๆที่บนโลกนั้นหรือเปล่า”
เฉินเฟยในตอนที่อยู่อีกโลกๆหนึ่ง เขาได้เขียนนิยายเล่นๆ และมีคนมาเห็นเข้าเกิดชอบจึงขอซื้อมันไป เฉินเฟยในตอนนั้น้าเงินสุดๆ เขาทำการขายมันไป และไม่นานทั้งโลกถึงกับต้องสั่นคลอนเมื่อนิยายเื่นั้นกลายเป็สมบัติของมนุษย์ชาติเสียอย่างนั้น พวกเขาค้นพบความหมายใจการฝึกฝน วิธีใหม่ๆ ทำให้เหล่ามวลมนุษย์สามารถต่อกรกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตนเองได้
เฉินเฟยหลังจากนั้นก็ได้รับการยอมรับว่าเป็วีรบุรุษแห่งปราชญ์ เขาสามารถเขียนนิยายให้กลายเป็โลกทั้งใบได้ ทุกคนที่อ่านนิยายของเขาเหมือนกับถูกดูดเข้าไปยังในโลกของนิยายที่เขาเขียนขึ้น ทุกคนที่ผ่านการอ่านมักจะมีพลังสูงขึ้นสองถึงสามระดับ นอกจากระดับพลังที่เพิ่มขึ้นแล้ว พวกเขายังมีบุคลิกที่เปลี่ยนไป คนที่ชั่วร้ายกลับใจกลายเป็คนดี คนดีกลับใจกลายเป็นักบุญ นักบุญกลายเป็ผู้บรรลุ ผู้บรรลุกลายเป็ผู้รู้แจ้ง! บรรุลุถึงกรรมดีและกรรมชั่ว
นิยายของเขากลายเป็ตำนานที่ไม่ว่าใครก็ต่างค้นหามัน เพราะมันดีมากๆ
สื๋อเอ้อที่ได้ยินเขาเปลียบเทียบระบบในนิยายของเขากับตนเองก็ได้แต่ไอกระแอ่มออกมา บอกตามตรงสื่อเอ้อก็เกิดสนใจในระบบในนิยายของเฉินเฟยเหมือนกัน แต่เป็ที่น่าอายที่ตนเองทำอะไรไม่ได้เหมือนกับในนิยายสักอย่าง สื่อเอ้อได้แต่เก็บเงียบเอาไว้ และเปลี่ยนเื่คุย
“อีกหนึ่งปีข้างหน้า โลกนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง โลกถึงรอบเวลาที่จะวิวัฒนาตัวเองแล้ว”