บทที่ 14 ใครบังอาจปล้น ฉันจะแทงมัน
นายคนนี้ ั้แ่เข้าโรงเรียนทหาร ฝึกทหาร จนมาเป็ตำรวจ ตอนนี้ก็อายุ 27 ปี จะ 30 ปีแล้ว ไม่เคยมีแฟนเลยสักคน
ตอนนี้จู่ ๆ มีเด็กผู้หญิงที่ดูเหมือนหลานสาวโผล่มา พวกเขาจะไม่ตื่นเต้นได้ยังไง?
ตอนที่ฉินเจินพาเสิ่นจืออินลงมาจากชั้นบน เขาก็ต้องเผชิญกับสายตาเป็ประกายของพ่อแม่ตัวเอง
เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“พ่อ แม่”
แม่ของฉินเจินรีบผลักลูกชายของตัวเองออกไป แล้วอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมา
เสิ่นจืออินคิดในใจ ‘ฉันดูน่ารักขนาดนั้นเลยเหรอ?’
“หนูน้อยน่ารักจังเลย แม่ของหนูอยู่ไหนจ๊ะ?”
ฉินเจินได้ยินแล้วถึงกับพูดไม่ออก “แม่ครับ แม่ทำอะไรเนี่ย เธอเป็คนของตระกูลเสิ่นนะครับ”
แม่ฉินพูดว่า “ตระกูลเสิ่น? ตระกูลเสิ่นไหน?”
พ่อฉินขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “บ้านของเสิ่นควานเหรอ? ฉันจำไม่ได้ว่าพวกเขามีลูกสาวนะ?”
ฉินเจินเห็นท่าทางของพวกเขาก็รู้ทันทีว่าพวกเขาเข้าใจผิด
“นี่คุณย่าของเสิ่นซิวหนาน คุณลุงเสิ่นยังต้องเรียกเธอว่าคุณป้า พ่อกับแม่อย่าคิดมาก”
แม่ฉินถึงกับผิดหวัง ปล่อยให้เธอดีใจเก้อชัด ๆ
เธอกอดเสิ่นจืออินไว้ แล้วหยิบหมอนอิงขว้างใส่ลูกชายตัวเอง
“จะกินอะไร ยังไม่ได้พาแฟนกลับบ้านเลยนะ ยังมีหน้ามากินข้าวอีกเหรอ คนอื่นอายุเท่าแกเขามีลูกกันหมดแล้ว เมื่อไหร่แกจะมีหลานสาวน่ารักแบบนี้ให้แม่ได้อุ้มบ้าง แม่จะได้ฝันหวานทุกคืน”
ตอนนี้เสิ่นจืออินเข้าใจแล้ว พวกเขานึกว่าเธอเป็หลานสาวสินะ
ฉินเจินรีบหลบการโจมตีด้วยข้าวของของแม่ แล้วอุ้มเสิ่นจืออินวิ่งออกไปทันที
“ผมมีธุระ พ่อกับแม่กินก่อนเลย พวกเราไปก่อนนะ”
“ไอ้เด็กบ้า แกทิ้งเด็กไว้สิ จะอุ้มเด็กไปทำงานทำไม!”
ยังไม่ทันจะได้อุ้มให้หนำใจเลย เมื่อไหร่เธอจะได้อุ้มหลานสาวหน้าตาน่ารักน่าชังแบบนี้บ้างนะ
“น่าสงสารจริง ๆ ยังไม่ได้กินข้าวเช้าก็โดนไล่ออกมาแล้ว”
ในร้านเกี๊ยวน้ำ เสิ่นจืออินกินเกี๊ยวหมดภายในสองสามคำ ยังไม่วายหัวเราะเยาะเย้ยฉินเจิน
ฉินเจินทำได้เพียงแค่กรอกตาใส่
“พูดเหมือนตัวเองได้กินอย่างนั้นแหละ”
เสิ่นจืออินแกว่งขาไปมา แม้ในปากจะเต็มไปด้วยอาหารแต่ก็ไม่เป็อุปสรรคในการพูด
“ฉันไม่เหมือนคุณนะ ป้าฉินชอบฉัน ป้าฉินยังให้ฉันอยู่ต่อเลย”
คอยดูเถอะ กินอาหารเช้าที่เขาซื้อให้ ยังจะกล้ามาหัวเราะเยาะเขาอีก ไร้มารยาทจริง ๆ
ทางสำนักลาดตระเวนยังคงยุ่งอยู่กับเื่ของเด็กผี เพราะเกี่ยวข้องกับตระกูลกู้ ฉินเจินจึงอาศัยจังหวะนี้ พาเสิ่นจืออินไปที่บ้านตระกูลกู้ โดยอ้างว่าไปทำงาน
เอาเข้าจริงก็มีหลายเื่ที่ต้องให้ตระกูลกู้จัดการ
เช้านี้ทางตระกูลกู้รับตัวหลินเฟิงซิ่นกลับบ้านแล้ว และให้หมอประจำตระกูลกับพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด
ส่วนครอบครัวของหลินเฟิงซิ่นมาพักที่บ้านตระกูลกู้ชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการดูแลลูกสาว เมื่อพวกเขาเห็นฉินเจินกับเสิ่นจืออินก็รีบเชื้อเชิญให้เข้าบ้านอย่างกระตือรือร้น
“เื่เมื่อวานต้องขอบคุณนักพรตน้อยมาก งั้นฉันขอมอบค่าตอบแทนให้นะ”
เสิ่นจืออินชอบคนที่ทำอะไรตรงไปตรงมาแบบนี้
แต่ทว่า...
เธอไม่มีบัตรธนาคาร!
จะโอนเงินผ่านแอปก็ไม่ได้ เพราะยอดเงินมีไม่พอ
เสิ่นจืออินจึงโบกมือเล็กน้อย แล้วหยิบเป้ออกมา
“เอาเงินสดมาให้หนูปึกหนึ่งก่อนเลย!” เสียงเล็ก ๆ กล่าวออกมาอย่างองอาจ
มุมปากของฉินเจินกระตุกเล็กน้อย “เธอยังเด็กอยู่ พกเงินสดติดตัวเยอะแบบนี้ระวังโดนปล้นเอานะ”
เสิ่นจืออินดึงดาบไม้เล่มเล็กออกมา “ใครบังอาจปล้น ฉันจะแทงมัน”
กล้าดียังไงมาปล้นเงินเธอ เธอจะจัดการมันเอง
ที่บ้านตระกูลกู้มีเงินสดอยู่ พวกเขาเลยเอาใส่กระเป๋าเป้ใบเล็กของเสิ่นจืออินไปห้าปึก รวมเป็เงินทั้งหมดสองแสนห้าหมื่นหยวน จนใส่ไม่พอ
ค่าตอบแทนที่กู้ไฮว๋ให้ยังมีมากกว่านี้ ส่วนที่เหลือเขาบอกว่าจะปรึกษากับเสิ่นควานแล้วค่อยโอนเข้าบัญชีของเธอ และให้เสิ่นควานเป็คนเอาไปให้
เสิ่นจืออินกอดถุงเงินอย่างมีความสุขจนเห็นฟัน ถ้าท่านผู้เฒ่าเห็นคงต้องอิจฉาตาย
ใครจะไปเหมือนเขา มีห้าข้อเสียสามข้อบกพร่อง ทั้งชีวิตไม่เคยมีเงินเก็บเลย ชาติก่อนคงเป็ยาจกมาก่อนแน่ ๆ
ตอนที่เธอถูกส่งตัวไป ท่านผู้เฒ่ายังพร่ำบอกให้เธอขยันทำเงิน ซื้อบ้านหลังใหญ่โตให้เขาได้อยู่สุขสบายวัยชรา ช่างเป็การกดขี่แรงงานเด็ก ไร้จิตสำนึก!
“โฮ่ง ๆ ๆ...”
ขณะที่ฉินเจินและกู้ไฮว๋กำลังคุยกันเื่เด็กผี เสิ่นจืออินเกิดอาการเบื่อจึงเดินออกมาข้างนอก
แล้วเธอก็เจอกับหมาตัวหนึ่ง รูปร่างหน้าตาดูหล่อเหลาและฉลาดเฉลียว แต่แววตากลับดูทึ่ม ๆ
“จุ๊ ๆ ๆ น้องหมามานี่เร็ว”
เสิ่นจืออินกวักมือเรียก เ้าตูบคาบบอลเอาไว้ สะบัดหางดุ๊กดิ๊ก แล้ววิ่งมาหาด้วยความดีใจ
“โฮ่ง ๆ ๆ...”
เด็กน้อยกับหมานั่งลงบนขั้นบันไดในสวนเล็ก ๆ แล้วเริ่มต้นบทสนทนาที่แสนจะเข้าอกเข้าใจกัน
แม่บ้านของบ้านตระกูลกู้ได้แต่มองแล้วส่ายหัว
เด็กคนนี้หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดูแท้ ๆ แต่ทำไมดูเหมือนจะมีอาการทางประสาทไม่ค่อยปกติ
“จริงเหรอ? มิน่าล่ะ คุณป้ากู้ถึงได้าเ็สาหัสขนาดนั้น แถมคนบ้านนั้นก็ไม่มีใครไปเยี่ยมเลย”
“โฮ่ง ๆ...”
“เธอทำแบบนั้นได้ยังไง แกน่ารักจะแย่ เธอยังตีแกอีก ใจร้ายจริง ๆ”
“โฮ่ง ๆ”
เ้าตูบส่ายหัวไปมาจนหัวแทบหลุด
พอคุยเื่ชาวบ้านเสร็จ เสิ่นจืออินก็เล่นกับเ้าตูบต่อ
เพราะเธอตัวเล็ก พอปีนขึ้นไปบนหลังของมัน ขาสั้น ๆ ก็ก้าวไม่ถึงพื้น ต้องเอามือสองข้างจับหูมันไว้แน่นพลางะโ
“ไปเร็ว!”
“บรู้ววว โฮ่ง ๆๆ”
เ้าตูบวิ่งเต็มฝีเท้า สวนบ้านกู้ก็กว้างขวางพอให้เ้าตูบกับเ้าตัวแสบเล่นซนได้อย่างเต็มที่
เมื่อได้ยินเสียงหมาของตัวเองเห่าอย่างตื่นเต้น กู้ไฮว๋กลัวว่ามันจะทำให้เสิ่นจืออินใ จึงรีบวิ่งมาดู แต่ได้พบกับภาพที่ ‘แสนอบอุ่น’ แทน
กู้ไฮว๋ “…”
ดูไม่ฉลาดเอาซะเลย
ถ้าบอกใครต่อใครว่าเป็นักพรตผู้เก่งกาจ ใครจะเชื่อกัน
เ้าตูบพาเสิ่นจืออินเบรกกะทันหันตรงหน้ากู้ไฮว๋ แต่เบรกแตกเลยพุ่งชนเขาเต็ม ๆ
กู้ไฮว๋ผู้ถูกชนจนปลิวร้องออกมาว่า “เ้าโง่!”
เสิ่นจืออินยกมือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างขึ้นปฏิเสธทันควัน
“ไม่เกี่ยวกับหนูนะ เป็ความคิดของเ้าตูบเอง ถ้าคุณด่ามัน คุณจะด่าหนูไม่ได้นะ”
ดวงตาของเสิ่นจืออินเต็มไปด้วยความจริงใจและไร้เดียงสา
ดวงตาของเ้าตูบก็ไร้เดียงสาและตื่นเต้นเช่นกัน
กู้ไฮว๋อยากจะด่าแต่ก็ด่าไม่ออก
“หมาบ้านคุณตัวใหญ่มากเลย นี่มันชื่อ ‘ต้าเปิ้น’ เหรอ?”
อี๋...แค่ฟังชื่อก็ดูไม่ค่อยฉลาดแล้ว
เสิ่นจืออินก้มลงมองเ้าไซบีเรียนฮัสกี้หน้าตาน่ารักและดูทึ่ม ๆ ที่แลบลิ้นออกมา ก่อนจะลูบหัวมัน
“แต่ชื่อนี้…มันเหมาะกับคุณดีนะ”
กู้ไฮว๋ “...”
วันนี้เขาพูดไม่ออกหลายครั้งเกินไปแล้ว
บ้านตระกูลกู้เลี้ยงอาหารพวกเขา เสิ่นจืออินได้เจอกับหลินเฟิงซิ่น
บนหัวของเธอยังพันผ้าพันแผลอยู่ แต่ดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ดี
กู้ไฮว๋แอบถามเสิ่นจืออินว่า “เมื่อวานเธอใส่…อะไรลงไปในนมที่ให้ภรรยาฉันดื่มเหรอ?”
หูของทั้งกู้ไฮว๋และฉินเจินต่างก็ตั้งขึ้นทันที
“นั่นมันเป็ยาน่ะสิ” เสิ่นจืออินมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนจะบอกว่า ‘นายนี่มันโง่จริง ๆ’
กู้ไฮว๋ถึงกับพูดไม่ออก เขารู้อยู่แล้วว่ามันคือยา แต่ประเด็นคือมันเป็ยาอะไรกันแน่?
ที่สำคัญคือหลังจากที่ภรรยาของเขาดื่มนมนั่นเข้าไป เธอไม่เพียงแต่ฟื้นขึ้นมาเท่านั้น แต่อาการของเธอยังดีขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย หมอที่ตรวจดูอาการยังรู้สึกประหลาดใจ
“นั่นคือยาที่ใช้เพื่อรักษาจิติญญาเอาไว้ แน่นอนว่ามันมีสรรพคุณในการฟื้นฟูร่างกายอยู่บ้าง”
ถึงแม้จะไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่สำหรับคนทั่วไป มันก็เพียงพอแล้ว
ดวงตาของหลินเฟิงเซี่ยวเป็ประกาย “ขอถามท่านนักพรตน้อยหน่อยเถอะครับ ยานั่นยังมีเหลืออยู่ไหม?”
ฟังดูเหมือนยาอายุวัฒนะของพวกเซียนเลย เขารู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาจริง ๆ
เสิ่นจืออินส่ายหัว “ไม่มีแล้วล่ะ เมื่อวานกินหมดแล้ว”
วันนี้เธอยังไม่มีอะไรจะกินเลยด้วยซ้ำ