บทที่ 29 ถูกท้าประลอง
เมื่อออกมาจากห้องเรียนยูเมะกับเมโลดี้ก็พูดคุยกันเล็กน้อยและตัดสินใจออกกำลังกายต่ออีกนิดหน่อยทั้งสามจึงย้อนกลับไปยังเขตออกกำลังกายอีกครั้ง
เป้าหมายของยูเมะนั้นคือการทำภารกิจฝึกฝนประจำวันให้สำเร็จเนื่องจากการฝึกมวยไท่เก๊กนั้นสั้นกว่าที่เขาคาดเอาไว้ เขาจึงไม่สามารถชดเชยการฝึกประจำวันได้
นอกจากนั้นยูเมะก็ยังมีความตั้งใจที่จะท้าทายขีดจำกัดของตัวเองอีกครั้งคราวนี้เขาอยากทดสอบขีดจำกัดของตัวเองหลังจากค่าสถานะกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเป็ 1.1
ขณะที่เดินย้อนกลับไปทั้งสามก็พูดคุยกันเล็กน้อย แต่โดยมากเป็ชีอาถามและยูเมะตอบ สิ่งที่เธอถามก็หนีไม่พ้นเื่ที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียนมวยไท่เก๊กก่อนหน้านี้ซึ่งยูเมะก็ตอบไปเท่าที่เขาสามารถตอบได้โดยไม่เปิดเผยการคงอยู่ของหน้าต่างระบบ
คำตอบของเขาจึงไม่ทำให้ชีอาพอใจนักเพราะคำตอบแต่ละคำตอบนั้น ไม่สามารถอธิบายถึงความสามารถที่แสนลึกลับของยูเมะได้เลย
ในขณะที่เดินไปคุยไปอยู่นั้นใครบางคนก็ปรากฏขึ้นและเดินตรงเข้ามาขวางทางของพวกเขาเอาไว้ ทำให้พวกเขาต้องหยุดเดินอย่างเลี่ยงไม่ได้
ยูเมะที่กำลังคุยกับชีอาสังเกตเห็นเงาดำที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจากหางตาเขาจึงหันกลับมามอง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มร่างกำยำที่สูงกว่า 2เมตรยืนขวางทางพวกเขาอยู่
ชีอากับเมโลดี้ก็เริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะพวกเธอพอจะคาดเดาเจตนาของชายหนุ่มผู้นี้ได้
“เ้าหนู!! ถ้ามีความกล้าก็รับคำท้าประลองของฉันเสีย”
ชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นนั้นไม่ใช่ซุนต้าหู่ แต่เป็ใครบางคนที่มีหน้าตาคล้ายกับซุนต้าหู่อยู่หลายส่วนซึ่งพอจะเดาได้ว่าเป็ญาติกัน ซึ่งชายหนุ่มคนนี้ยังสูงกว่าซุนต้าหู่เล็กน้อยทั้งยังมีรูปร่างที่กำยำกว่าและดูแข็งแกร่งกว่า
แต่ทั้งหมดนี้ยังเทียบไม่ได้กับสีหน้าของอีกฝ่ายที่เรียบเฉยราวกับไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อการกระทำของตนเอง ซึ่งถ้าสังเกตดีๆจะพบว่าสายตาของชายหนุ่มคนนี้มีความรู้สึกจนใจแฝงอยู่
ยูเมะที่สบเข้ากับสายตาของชายหนุ่มร่างกำยำผู้นี้สังเกตเห็นความรู้สึกจนใจของอีกฝ่ายได้อย่างเลือนรางเมื่อรวมกับสีหน้าที่นิ่งเฉย เขาก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้้าทำแบบนี้จริงๆ
พอคิดแบบนั้นยูเมะก็มองผ่านชายหนุ่มตรงหน้าไปและเห็นซุนต้าหู่ที่ยืนอยู่ที่มุมของทางเดิน
เมื่อสังเกตสีหน้าของซุนต้าหู่ที่มีสีหน้าเหี้ยมเกรียมและดุร้ายยูเมะก็พอจะคาดเดาได้ว่าเื่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากอะไร
‘น่าสนใจ ดูเหมือนว่าซุนต้าหู่คนนั้นไม่ได้โง่อย่างที่คิดแฮะ’
ยูเมะยิ้มน้อยๆ แล้วหันกลับมามองชายหนุ่มร่างกำยำตรงหน้า ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเป็มิตร
“เื่ประลองนั้น ผมไม่รังเกียจหรอกนะครับ แต่ว่า..มันมีประโยชน์ยังไงหรือครับถ้าผมตอบรับคำท้าของคุณ”
สีหน้าของชายหนุ่มร่างกำยำเปลี่ยนไปเล็กน้อยมันคล้ายกับไม่เข้าใจคำพูดของยูเมะ แต่ไม่นานนักมันก็คิดได้ รอยยิ้มแปลกๆจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“น่าสนใจนี่เ้าหนู งั้นเอาแบบนี้ดีไหม พวกเรามาเดิมพันกัน”
“เดิมพันหรือครับ..ด้วยอะไร”
สีหน้าของยูเมะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทำให้ชายหนุ่มร่างกำยำหัวเราะออกมาเบาๆ ท่าทางเฉยชาเหมือนไม่เต็มใจก่อนหน้านี้ก็เปลี่ยนไปเพราะคำพูดที่น่าสนใจของยูเมะ
“ไม่ต้องห่วง มันเป็การเดิมพันง่ายๆ คนที่นี่เขาก็ทำกันบ่อยๆเดิมพันด้วยอาหารเสริมยังไงละ คนแพ้ต้องเลี้ยงอาหารเสริมให้กับผู้ชนะ เป็ไง! สนใจไหมล่ะเ้าหนู”
ได้ยินแบบนั้นยูเมะก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ชีอาก็ออกมาอธิบายเพิ่มทำให้เขาเข้าใจว่าที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้มีการเดิมพันรูปแบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งระหว่างลูกค้าทั้งนี้ก็เพื่อให้การประลองมีสีสันมากยิ่งขึ้น
ยูเมะไม่รู้เื่นี้ก็เนื่องจากเขาไม่ได้เข้ามาในเขตต่อสู้บ่อยนักและยังไม่ถือว่าเป็สมาชิกของเขตนี้เต็มตัวเขาจึงไม่ได้พบกับการประลองหรือถูกท้าประลองมาก่อน เขาเลยไม่รู้ว่ามีเกมแบบนี้อยู่ด้วย
ท่าทางของชายหนุ่มร่างกำยำคนนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังสนใจยูเมะอยู่ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่สีหน้าท่าทางที่ดูเหมือนไม่เต็มใจก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว
ยูเมะเห็นแบบนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมาเพราะเขารู้สึกว่าจุดประสงค์ในการท้าประลองครั้งนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมาบ้าง
“น่าสนใจนะครับ ถ้าเป็แบบนั้นละก็ ผมยินดี”
เมื่อได้ยินคำตอบ ชายหนุ่มร่างกำยำก็ฉีกยิ้มเหี้ยม มันจ้องมองยูเมะด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วหยุดไปชั่วขณะ จากนั้นเค้นเสียงออกมาครั้งหนึ่ง
ท่าทางที่ผิดปกติของอีกฝ่ายนั้นยูเมะเดาได้ไม่ยากเลยว่าเกิดขึ้นจากอะไร เพียงแค่มองผ่านไปก็จะเห็นสีหน้าที่ดำมืดของซุนต้าหู่ที่ดูเหมือนจะไม่พอใจจึงส่งข้อความมาหาชายหนุ่มร่างกำยำ
หลังจากตอบรับทั้งสองก็สบตากันเล็กน้อยต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน จากนั้นยูเมะก็เดินตามอีกฝ่ายไปยังห้องโถงซึ่งมีลานกว้างสำหรับประลองตั้งอยู่
ลานประลองนั้นตั้งอยู่ในเขตต่อสู้แต่เนื่องจากลานประลองไม่ต้องใช้อุปกรณ์สำหรับการฝึก พื้นที่ส่วนนี้จึงไม่ได้ปิดให้บริการเหมือนห้องฝึกส่วนใหญ่เพราะไม่มีความจำเป็ที่ต้องซ่อมบำรุงทุกอาทิตย์
ไม่เหมือนกับห้องฝึกที่มีเป้าซ้อมรูปแบบต่างๆไปจนถึงอาวุธจำลองที่จำเป็ต้องซ่อมบำรุงอยู่เป็ประจำเพื่อความปลอดภัย
ลานประลองในส่วนนี้ยังเป็ลานประลองสำหรับการประลองด้วยมือเปล่าระดับการป้องกันของลานแห่งนี้จึงไม่สูงเท่ากับลานประลองสำหรับการต่อสู้ด้วยอาวุธที่ถูกปิดไปพร้อมกับเขตต่อสู้
ในตอนที่ยูเมะตามชายหนุ่มร่างกำยำมาเขาก็ได้เห็นชายหนุ่มสองคนกำลังประลองกันอยู่บนลาน ทั้งสองป้อนกระบวนท่าใส่กันอย่างรวดเร็วแต่ก็พอจะมองออกว่าทั้งสองไม่ได้ประลองกันจริงจังนัก ซึ่งดูเหมือนจะเป็เพียงการประลองซ้อมมือเท่านั้น
เมื่อชายหนุ่มร่างกำยำเดินเข้ามาเห็นแบบนั้นก็ส่งเสียงะโออกมาครั้งหนึ่งคู่ที่ประลองกันอยู่ก็หยุดมือ ก่อนจะหันมามองอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อทั้งสองหันมาเห็นยูเมะก็เหมือนจะเข้าใจและมองดูเขาด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย
ชั่วขณะนั้นยูเมะรู้สึกเหมือนกับถูกมองด้วยความสงสารเห็นใจทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะต้องหันกลับมองชายหนุ่มร่างกำยำอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่งเมโลดี้กับชีอาที่ตามมาก็กำลังพูดคุยกันด้วยเสียงกระซิบ สีหน้าของเมโลดี้นั้นยังคงยิ้มน้อยๆเหมือนเดิม ผิดกับชีอาที่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ทำไมไม่ห้ามละคะคุณเมโลดี้ มันอันตรายนะคะเห็นได้ชัดว่าเป็ฝีมือของซุนต้าหู่คนนั้น!”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะคุณชีอา ถ้าเป็ยูเมะคุงตอนนี้ละก็ ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ”
คำตอบของเมโลดี้ทำให้ชีอาสับสน เธอมองดูยูเมะจากนั้นหันกลับมามองดูเมโลดี้ มองดูสีหน้าที่ผ่อนคลายของทั้งสองด้วยความสับสนไม่เข้าใจเธอไม่เข้าใจว่าความมั่นใจของทั้งสองมาจากไหน
เมื่อเห็นว่ายังไงก็ไม่สามารถห้ามได้ชีอาก็ได้แต่ทำใจ ส่วนหนึ่งเป็เพราะเธอไม่ได้สนิทกับทั้งสองมากนัก เธอจึงไม่กล้าที่จะบังคับทั้งสองเกินไป
สุดท้ายชีอาก็ทำได้เพียงมองดูยูเมะก้าวขึ้นไปบนลานประลองพร้อมกับชายหนุ่มร่างกำยำที่เธอไม่รู้จัก
แม้ว่าชีอาจะมีชื่อเสียงไม่น้อยในศูนย์ฝึกแห่งนี้แต่เธอเป็ผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ด้วยดาบ เธอจึงไม่รู้จักชายหนุ่มร่างกำยำคนนี้ที่ดูเหมือนจะเป็ผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่ามากนัก
แต่ด้วยประสบการณ์ของเธอเธอก็พอจะบอกได้ว่าร่างกายของชายหนุ่มคนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน
ด้วยเหตุนี้เธอจึงอดไม่ได้ที่จะมองไปทางยูเมะด้วยความเป็ห่วง
ในขณะนั้นเองยูเมะที่สวมชุดป้องกันที่ส่วนหัวและลำตัวก็ก้าวขึ้นไปบนลานประลองพร้อมกับชายหนุ่มร่างกำยำที่อยู่ในชุดที่คล้ายๆ กัน
ทั้งสองมีท่าทีที่สงบนิ่งดูไม่เหมือนกับคนที่กำลังมีปัญหาแต่ดูเหมือนคนที่ตั้งใจจะมาประลองกันด้วยความสนุกสนาน
กล่าวได้ว่าเจตนาในการประลองครั้งนี้ได้เบนออกไปจากจุดเริ่มต้นอย่างสมบูรณ์จากเดิมที่ถูกบังคับให้มาท้าประลองเพื่อก่อเื่ก็กลายมาเป็การประลองกันด้วยความตื่นเต้น
สีหน้าของยูเมะยังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลงไม่มีความหวาดกลัวหรือหวั่นเกรงในดวงตา ทำให้สีหน้าของชายหนุ่มร่างกำยำเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม
ความคิดของมันเปลี่ยนไปั้แ่ตอนที่ยูเมะตอบรับการประลองในตอนแรกจากเดิมที่มันคิดจะมาท้าประลองเพื่อสร้างปัญหาเพราะถูกซุนต้าหู่ที่เป็ลูกพี่ลูกน้องสั่งให้ทำมันก็เปลี่ยนความคิดไปเพราะมันมองออกว่ายูเมะไม่ใช่คนแบบที่ซุนต้าหู่พูด
แม้ว่ารูปร่างของยูเมะจะดูไม่เหมือนคนที่แข็งแกร่งหรือมีประสบการณ์ต่อสู้มากนักแต่สายตาของยูเมะนั้นไม่ต่างอะไรจากนักสู้ที่แท้จริงสายตาแบบนี้ทำให้มันเปลี่ยนความคิด จากที่ไม่เต็มใจก็กลายเป็สนใจขึ้นมา
ยิ่งหลังจากก้าวขึ้นมาบนลานประลองมันก็ยิ่งมั่นใจว่ายูเมะไม่ธรรมดา
มีมือใหม่หลายคนที่สามารถสงบใจได้ก่อนที่จะเริ่มประลองแต่มีคนไม่มากนักที่จะสงบใจได้เมื่อการประลองเริ่มต้น คนที่สามารถสงบใจได้บนลานประลองนั้นมีเพียงนักสู้ที่มากประสบการณ์เท่านั้น
เมื่อเห็นความสงบนิ่งในสายตาของยูเมะชายหนุ่มร่างกำยำก็เริ่มตื่นเต้น
“พวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยสินะ ฉันซุนอู๋”
“ผมยูเมะ เมมโมไรซ์ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณซุนอู๋”
“เออ! ยินดีที่ได้รู้จัก! จากใจเลยละ!!มาเถอะ! มาให้ฉันดูหน่อยว่าแกเป็นักสู้ที่แท้จริงหรือไม่!!”
สิ้นคำพูดซุนอู๋ก็พุ่งออกไปด้วยการก้าวเท้าที่หนักหน่วงจนพื้นสั่นะเืร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นะเิพลังออกมาอย่างดุดันจนแทบจะเห็นเป็ภาพลวงตาของเสือที่กระโจนเข้าใส่
ยูเมะหรี่ตาลงเล็กน้อยเขาย่อตัวลงนิดหน่อยด้วยท่วงท่าที่คล้ายกับท่าเตรียมของมวยไท่เก๊ก
พริบตานั้นสายตาของซุนอู๋ก็เปลี่ยนไปความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตา ก่อนที่มันจะลดตัวลงต่ำแล้วส่งหมัดทั้งสองออกไปพร้อมกัน
การเปลี่ยนกระบวนท่านี้ทำให้ยูเมะยิ้มออกมาบางๆแล้วสาวเท้าอย่างรวดเร็ว ก้าวถอยไปครึ่งก้าวพร้อมกับกดฝ่ามือทั้งสองลงที่ข้อมือของซุนอู๋
ฝ่ามือทั้งสองกดลงทำให้สมดุลของซุนอู๋เปลี่ยนไป สีหน้าของมันเปลี่ยนไปชั่วขณะก่อนจะกลายเป็ความตื่นตระหนกและรีบเหยียดเท้าออกไปหยุดยั้งสภาวะโถมทะยานของตัวเองไว้
การฝืนหยุดนั้นทำให้ซุนอู๋เสียพลังไปจนเกิดการหยุดชะงักไปชั่วขณะ
ยูเมะที่ถอยไปครึ่งก้าวก็เคลื่อนไหวต่อไปไม่ได้หยุดฝ่าเท้าที่ยกขึ้นมาก่อนหน้านี้กดลงในทันที ฝ่ามือทั้งสองข้างควงเป็วงกลมแล้วปาดฝ่ามือทั้งสองไปด้านข้าง
สมดุลของซุนอู๋ก็พังทลายทว่ามันก็ไม่เสียทีที่มีประสบการณ์ประลองมามาก ทันทีที่รู้ตัวว่าถูกหยุดมันก็เตรียมท่าถอยเอาไว้แล้วแม้จะหยุดชะงักไปชั่วขณะเพราะการฝืนและสมดุลที่พังทลาย แต่มันก็ยังถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว
แต่หลังจากถอยกลับไปสีหน้าของซุนอู๋ก็เปลี่ยนไปจนแปลกประหลาด การปะทะเมื่อครู่นี้แปลกเกินไปแปลกจนมันรู้สึกขนลุก
ขณะเดียวกันนั้นผู้ชมที่อยู่ด้านล่างก็มีสีหน้าแปลกไปไม่ว่าจะเป็ชายหนุ่มทั้งสองที่ประลองกันอยู่เมื่อครู่ คนที่มารอชมหรือแม้แต่ชีอาไม่ว่าใครก็ไม่อาจปิดบังความสับสนที่เกิดขึ้นได้เลย
การเคลื่อนไหวของยูเมะมันประหลาดเกินไปแต่ที่ประหลาดกว่าคือการตัดสินใจของซุนอู๋
“เ้าหนู แกใช้มวยอะไร!”
“มวย..ผมเองก็ไม่มั่นใจนัก แต่คิดว่าน่าจะเป็มวยไท่เก๊กนะครับ”
คำตอบนี้ทำให้สีหน้าของซุนอู๋เปลี่ยนไปจนแปลกประหลาด มันทบทวนการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้อีกครั้งด้วยความสับสนเพราะมันจำไม่ได้เลยว่ามวยไท่เก๊กจะมีพลังขนาดนี้
หมัดเมื่อครู่นี้ของมันส่งออกไปด้วยกำลังเต็มที่แต่ตอนที่ฝ่ามือของยูเมะกดลงที่หมัด มันกลับรู้สึกเหมือนชกใส่ผ้าเปียก ทำให้มันตื่นตระหนกจนต้องหยุดไว้
เพราะถ้ามันไม่หยุดสิ่งที่มันจะได้รับคือฝ่าเท้าที่ก้าวตามมาของยูเมะ
ฝ่าเท้านั่นมองดูเหมือนการก้าวเท้าธรรมดาแต่มันกลับมีลางสังหรณ์ว่าถ้ามันไม่ถอยกลับมา มันจะต้องาเ็จากฝ่าเท้านั่นเป็แน่
หลังจากหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งซุนอู๋ก็สลัดความกังวลทิ้งไป เืในตัวของมันคล้ายกับจะเดือดพล่านขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
“น่าสนใจนี่เ้าหนู ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกใช้มวยแบบไหนแต่ถ้าคิดว่าจะชนะได้ง่ายๆ ละก็ คิดใหม่ได้เลย!!”
“ผมเองก็ไม่คิดว่าจะชนะได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงครับ”
พูดจบทั้งสองก็เข้าปะทะกันอีกครั้ง กระบวนท่าของซุนอู๋นั้น ดูเหมือนจะเป็‘หมัดพยัคฆ์’ การจู่โจมแต่ละครั้งดุดันเกรี้ยวกราดทุกกระบวนท่าแฝงไว้ด้วยพลังจากการโถมตัว ทุกก้าวอย่างมีการถ่ายเทน้ำหนักที่รวดเร็วและหนักหน่วง
ทำให้หมัดและฝ่าเท้าทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนไม่สามารถประมาทได้
ทว่าสิ่งที่ยูเมะทำยังน่าใยิ่งกว่าฝ่ามือแรกนั้นเข้าใจได้ยากไปบ้าง แต่หลังจากตั้งรับไปอีกหลายกระบวนท่าการเคลื่อนไหวของยูเมะก็เปลี่ยนไป
กระบวนท่าไม่ได้เชื่องช้าและดูเหมือนไร้กำลังเหมือนมวยไท่เก๊กอีกแต่แฝงไว้ด้วยการก้าวเท้าถ่ายเทน้ำหนักที่ใช้การถ่ายน้ำหนักแบบทั้งตัวซึ่งดูคล้ายกับหมัดพยัคฆ์ของซุนอู๋อยู่หลายส่วน
ความคล้ายนี้ทำให้ซุนอู๋เริ่มตื่นตระหนกมันสับสนกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หมัดและฝ่าเท้าของมัน ถูกสกัดเอาไว้ตรงๆหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งที่ปะทะกัน มันจะััได้ถึงน้ำหนักที่ไม่ด้อยไปกว่ามันเลย
‘โกหกน่า! เ้าหนูนี่มันหลุดออกมาจากที่ไหนกันแล้วมวยที่มันใช้นี่มันมวยอะไร ทำไมไม่คุ้นเลย!!’
ขณะที่ซุนอู๋เริ่มตื่นตระหนก ยูเมะกลับมีสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆเขาัักับความรู้สึกที่ััได้ตอนที่ฝึกมวยไท่เก๊กอีกครั้ง ััได้ถึงการควบคุมที่ลึกซึ้งััได้ถึงร่างกายทุกส่วน
แม้กระทั่งความรู้สึกที่ส่งผ่านฝ่ามือและฝ่าเท้าที่ใช้รับกระบวนท่าของซุนอู๋เขาก็ยังััได้ ทั้งยังััได้ถึงแรงที่ส่งผ่านร่างกายมาได้อย่างเลือนราง
ัันี้ยังไม่ชัดเจนนักแต่มันก็ทำให้การเคลื่อนไหวของยูเมะเปลี่ยนไป จากซับซ้อนกลายเป็รวบรัดกระบวนท่าที่ดูคล้ายมวยไท่เก๊กก็เริ่มจะเปลี่ยนไปจนยากที่จะมองออกว่าเป็กระบวนท่าของมวยประเภทไหน
มันดูคล้ายหมัดพยัคฆ์ของซุนอู๋อยู่บ้างในด้านของการเคลื่อนไหวที่ใช้การโยกย้ายน้ำหนักตัว
แต่ที่ต่างคือการรุกรับที่เน้นไปที่การปัดป้องและการรับด้วยฝ่ามือทั้งหมดนี้ทำให้การเคลื่อนไหวของยูเมะแปลกประหลาดจนยากที่จะเข้าใจทำให้ไม่สามารถอ่านการเคลื่อนไหวได้
ราวกับยูเมะกำลังเคลื่อนไหวไปตามความ้าของตัวเองโดยไม่มีแบบแผนใดๆอยากเคลื่อนไหวแบบไหนก็เคลื่อนไหวแบบนั้น ทั้งการรับและรุก ไม่มีกระบวนท่าตายตัวทำให้ยิ่งสู้ซุนอู๋ก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด เหมือนถูกมัดมือมัดเท้าจนออกกระบวนท่าได้ไม่เต็มที่
ความรู้สึกนี้ทำให้มันอึดอัดจนแทบจะคลั่งใจตายยิ่งออกกระบวนท่าดุดันเท่าไหร่ มันก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเท่านั้นจนกระทั่งมันกู่ร้องคำรามออกมาด้วยความเดือดดาลแล้วส่งหมัดออกมาอย่างดุดัน
พริบตานั้นดวงตาของยูเมะก็ทอประกายฝ่ามือก็ยื่นออกไปอย่างเรียบง่าย ยื่นส่งไปรับหมัดของซุนอู๋เอาไว้ขณะที่อีกมือหนึ่งก็เปลี่ยนเป็หมัดแล้วชกออกไป
การปะทะในครั้งนี้คล้ายกับการแลกหมัดแต่หมัดของซุนอู๋ไปถึงตัวยูเมะก่อนเพราะเขายื่นฝ่ามือไปรับ แต่ทันทีหมัดของยูเมะส่งไปถึงตัวอีกฝ่าย
ใบหน้าของซุนอู๋ก็เปลี่ยนสีมันส่งเสียงร้องออกมาครั้งหนึ่ง ใบหน้าก็ซีดไป ก่อนจะทรุดตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นด้วยสีหน้าที่ซีดขาว
หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจมันก็เริ่มหอบหายใจหนัก ใบหน้าก็ค่อยๆ กลายเป็สีเขียว
เมื่อเห็นสภาพที่น่ากลัวของซุนอู๋ผู้คนโดยรอบก็แตกตื่น ทีมแพทย์ของศูนย์ที่มองเห็นเหตุการณ์ผ่านจอภาพก็ลุกขึ้นในทันที
จากนั้นไม่กี่อึดใจทีมแพทย์ก็มาพร้อมกับเตียงยกระดับก่อนจะขนซุนอู๋ที่หน้าเขียววิ่งหายไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้ยูเมะยืนอึ้งอยู่บนลานประลอง โดยมีสายตาของผู้คนมองมาด้วยความตื่นตระหนก
“แย่ละสิ..เผลอใส่เต็มที่ไปซะได้”