หนิงมู่ฉือได้สติกลับคืนมาทันทีนางขมวดคิ้วก่อนจะส่ายหน้าด้วยสีหน้าไม่สงบนัก “ยังไม่สุกต้องรออีกสักครู่ ซีเหอ ข้าเป็นห่วงจอมยุทธ์น้อยเฉินเหลือเกิน กลัวว่าจะมีอันตราย อีกเดี๋ยวพวกเราไปดูเขาสักหน่อยดีหรือไม่”
บุรุษย่อมเข้าใจบุรุษด้วยกันดีจ้าวซีเหอรู้ว่าเฉินเกอในตอนนี้ต้องแอบอยู่ที่ใดสักแห่ง ไม่กล้าออกมาแน่เขาจึงยิ้มปลอบเพื่อให้หนิงมู่ฉือสบายใจ “ฉือเอ๋อร์เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เขาเป็นผู้ชาย เรื่องบางเรื่องเขาสามารถจัดการด้วยตัวเองได้อยู่แล้วกลัวแต่ถ้าเจ้าไปดูเขา เขาจะยิ่งอับอายไม่กล้าสู้หน้า ไม่ยอมมาด้วยมากกว่า”
หนิงมู่ฉือทำท่าขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นว่าที่จ้าวซีเหอพูดมาฟังดูมีเหตุผล นางจึงพยักหน้าออกไปครั้นได้กลิ่นหอมของไก่โชยขึ้นมารุนแรงมากขึ้น ทั้งไฟยังใกล้จะดับแล้วนางจึงยิ้มออกมาพลางเอ่ยว่า “ไก่ได้ที่แล้วท่านรีบหยิบลงมาทานเถิด”
จ้าวซีเหอพยักหน้าก่อนจะหยิบไก่ป่าที่ถูกห่อด้วยดินโคลนและใบไม้จนดูคล้ายก้อนหินแข็งๆ ลงมา “เหตุใดดินโคลนถึงได้เปลี่ยนไปดูน่าเกลียดเช่นนี้!”
หนิงมู่ฉือหยิบก้อนหินแหลมๆข้างกายจ้าวซีเหอขึ้นมา แล้วเคาะไปที่ดินโคลนที่ห่อไก่ป่าอยู่ดินโคลนพลันเกิดรอยร้าว ร่วงเป็นเศษเล็กเศษน้อย
หลังจากกะเทาะดินโคลนออกชั้นต่อมาคือใบไม้ใบใหญ่ซึ่งเปียกชุ่มและถูกย่างจนกลายเป็นสีเหลือง ใบไม้แนบติดไปกับเนื้อไก่ราวกับเป็นส่วนเดียวกัน
“ระวังร้อน!”
สิ้นเสียงมือของจ้าวซีเหอก็ไปแตะโดนใบไม้เข้าพอดีความร้อนจัดของใบไม้ทำให้เจ้าตัวอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา
หนิงมู่ฉือมีสีหน้าอ่อนอกอ่อนใจ“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ระวังใบไม้ถูกย่างจนเปียกชุ่มย่อมต้องร้อนอยู่แล้ว”
นางหยิบกิ่งไม้เล็กๆมาสองกิ่ง คีบเอาใบไม้ที่ห่อไก่ป่าออก เมื่อแกะใบไม้ออกกลิ่นหอมก็พลันพวยพุ่งออกมา
จ้าวซีเหอได้กลิ่นหอมของไก่ที่ถูกย่างจนสุกลอยโชยเข้ามาในจมูกในตัวไก่มีใบของต้นฮวาเจียวทำให้เนื้อไก่มีรสชาติเผ็ดและชาทั้งไก่ยังถูกห่อด้วยใบไม้ ทำให้มีกลิ่นหอมของใบไม้ติดมาเล็กน้อยขณะที่เขากำลังจ้องไก่ป่าตัวนี้ตาเป็นมันอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจจากหนิงมู่ฉือ
“เฮ้อใบไม้พวกนี้ยังไม่ดีพอ“
“ไม่หรอกเพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว” จ้าวซีเหอบิเนื้อไก่ออกมาหนึ่งชิ้นเล็กเป่าให้เย็นแล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากของหนิงมู่ฉือ
“ฉือเอ๋อร์อ้าปาก” ใบหน้าของจ้าวซีเหอมีแต่ความอ่อนโยน ทำให้ใจของหนิงมู่ฉือเต้นแรง
นางค่อยๆอ้าปาก เนื้อไก่อุ่นได้ที่ไม่ร้อนมาก รสชาติก็อร่อย เพียงแต่ถ้าใช้ใบบัวมาห่อรสชาติจะอร่อยกว่านี้
จ้าวซีเหอฉีกเนื้อไก่เข้าปากดื่มด่ำกับรสชาติล้ำเลิศของมัน “ฉือเอ๋อร์เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้ารู้สึกอย่างไร”
“รู้สึกอย่างไรหรือ”
“ข้ารู้สึกว่าข้าโชคดีมากที่ได้ทานไก่อบดินโคลนจากฝีมือเทพแม่ครัวในปัจจุบันภายในป่าแห่งนี้”จ้าวซีเหอส่งยิ้มให้หนิงมู่ฉืออย่างซุกซนพร้อมกับขยิบตาให้ทำให้หนิงมู่ฉือหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
เฉินเกอได้กลิ่นหอมของไก่ย่างเช่นกันวันนี้เขาเดินทางมาทั้งวัน น้ำหรือข้าวสักเม็ดก็ไม่ตกถึงท้อง ตอนนี้เขาทั้งเหนื่อยหิวแล้วก็ง่วง เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหาร ใจเขาก็เริ่มหวั่นไหว
ตอนนี้เขารู้สึกสับสนเหลือเกินไม่รู้ว่าควรจะเดินไปหาหนิงมู่ฉือกับจ้าวซีเหอดีหรือไม่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหาทั้งสองคน
จ้าวซีเหอกำลังทานไก่ย่างอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อได้ยินฝีเท้าคนที่กำลังเดินเหยียบหญ้าจึงหันไปมองพบว่าเป็นเฉินเกอที่กำลังเดินมาหา
เขาวางเนื้อไก่ลงมองเฉินเกอพร้อมกับเอ่ยว่า “ว่าอย่างไร กลับมาแล้วหรือ”
หนิงมู่ฉือเห็นเฉินเกอกลับมาก็ดีใจยิ่งนักนางยิ้มจนตาหยีกลายเป็นเส้นตรง “จอมยุทธ์น้อยเฉินท่านกลับมาแล้วหรือ ข้ากับซีเหอกำลังรอท่านอยู่เลย ข้าเก็บเนื้อไก่ไว้ให้ท่านด้วยรีบมากินเถิด”
“ซีเหอ…”เฉินเกอขมวดคิ้วอย่างคิดไม่ถึงว่าหนิงมู่ฉือจะเรียกชื่อจ้าวซีเหออย่างสนิทสนมเช่นนี้
เฉินเกอพยักหน้าเดินตรงเข้าไปหาจ้าวซีเหอ ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “พี่จ้าวสองวันนี้ขอบคุณพี่มากที่ช่วยดูแลข้ากับฉือเอ๋อร์!”
“ไม่ต้องเกรงใจ ข้าทำเท่าที่ทำได้”จ้าวซีเหอยังคงมีท่าทีเย็นชา เอ่ยอยากไม่ใคร่ใส่ใจนักพร้อมกับทานไก่ย่างไปด้วย“ที่ข้าช่วยเจ้า ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยกฉือเอ๋อร์ให้เจ้าระหว่างพวกเราเรื่องที่ควรแข่งก็ต้องแข่งกันต่อ”
เพื่อไม่ให้หนิงมู่ฉือรู้สึกกระอักกระอ่วนประโยคนี้จ้าวซีเหอโน้มตัวลงไปพูดใกล้ๆ หูเฉินเกอ
เฉินเกอได้ฟังเช่นนั้นชะงักไปชั่วครู่มองจ้าวซีเหอด้วยแววตาลึกล้ำก่อนจะพยักหน้าออกมา “ใต้หล้านี้มีคนที่รู้ความแบบพี่จ้าวน้อยยิ่งนัก”
หนิงมู่ฉือยื่นเนื้อไก่ให้เฉินเกอ “นี่คือเนื้อไก่ที่พวกเราโชคดีได้มา รีบลองชิมเถอะ ข้าย่างอยู่นานมากเลยนะ”
“ขอบคุณมาก”เฉินเกอรับเนื้อไก่ไปก่อนจะทานอย่างเอร็ดอร่อยเฉินเกอที่หิวมาทั้งวันไหนเลยจะห่วงภาพลักษณ์อีก ก้มหน้าก้มตาทานไก่ไม่พูดไม่จา ทำให้หนิงมู่ฉือที่นั่งอยู่ด้านข้างอดที่จะตกตะลึงไม่ได้
หนิงมู่ฉือยื่นกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำให้เฉินเกอ“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านกินช้าๆ ก็ได้ ระวังจะติดคอ”
สิ้นเสียงนางได้ยินเสียงเฉินเกอสำลักจนไอออกมา ดูท่าคำที่นางเตือนจะไม่ทันการณ์เสียแล้วเฉินเกอรับกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำไปจากมือนาง ก่อนจะกรอกน้ำใส่ปากดื่มเสร็จยกมือเช็ดน้ำที่ไหลลงมาตามมุมปาก
“นานแล้วที่ข้าไม่ได้รู้สึกสบายใจเช่นนี้”เฉินเกอยิ้ม “ฉือเอ๋อร์ พี่จ้าวข้าโชคดีเหลือเกินที่ได้เจอทั้งสองคน”
ทั้งสามคนทานไก่ย่างกันไปพูดคุยกันไปและโดยไม่รู้ตัวฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ดวงดาวระยิบระยับเต็มนภา จ้าวซีเหอมองท้องฟ้าด้วยใจที่ไม่สงบนัก
“พรุ่งนี้พวกเราต้องรีบเดินทางออกจากที่นี่ข้ารู้สึกว่ากำลังจะมีเรื่องเกิดขึ้น”
เอ่ยจบหนิงมู่ฉือมองท้องฟ้าด้วยใจที่ไม่สงบเช่นกัน บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวแสงจากดวงจันทร์ดูไม่ค่อยสว่างนัก นางเอ่ยอย่างถอดถอนใจ “ดูจากดวงดาวในวันนี้พรุ่งนี้คงจะมีฝนตก”
“ดวงดาวเต็มท้องฟ้าแสดงว่าพรุ่งนี้มีโอกาสมากที่ฝนจะตก”เฉินเกอขมวดคิ้ว “อากาศก็ค่อนข้างชื้นคืนนี้พวกเราคงต้องหาที่ดีๆ ที่มิดชิดหน่อยเพื่อพักผ่อน”
ตำหนักเจินหลงในเวลาเดียวกันช่างคึกคักเป็นอย่างยิ่งขุนนางไม่น้อยเดินเข้าๆ ออกๆ ไม่เว้นแต่ละวันแม้แต่ท่านอ๋องเองก็ยังเดินทางจากนอกวังเข้ามาในตำหนักเจินหลงโดยไม่สนภาพลักษณ์หรือคำครหาใดๆอีก
ทุกคนมาด้วยเรื่องเดียวกันนั่นก็คือเรื่องที่องค์หญิงซีเยวี่ยย้ายเข้ามาอยู่ในตำหนัก
ตั้งแต่องค์หญิงซีเยวี่ยย้ายเข้ามาอยู่ในตำหนักคนในวังลือเรื่องนี้กันให้แซ่ด บางคนถึงขนาดพูดว่าฮ่องเต้ต้องการจะซ่อนเจียวเอาไว้ในห้องทองคำ[1] และมีบางคนพูดว่าฮ่องเต้ต้องการจะแต่งตั้งองค์หญิงซีเยวี่ยเป็นฮองเฮาเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับต่างแคว้น
[1] ซ่อนเจียวเอาไว้ในห้องทองคำอุปมาว่าเก็บสาวสวยเอาไว้ในห้อง