จ้าวหงซิ่วเห็นดีด้วยที่ลูกสาวจะร่วมหุ้นเปิดร้านเสื้อผ้ากับหูหลันเยวี่ยแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา
ถึงแม้จ้าวหงซิ่วจะเป็นคนกุมบังเหียนการเงินของบ้านแต่หลายเรื่องเธอก็อยากให้สามีเป็นคนตัดสินใจมากกว่า
อย่างไรเสียโจวเลี่ยงก็มีการศึกษา ทั้งยังเป็นครูรู้จักโลกกว้างมากกว่าผู้หญิงบ้านนอกอย่างเธอ
โจวเจียฮุ่ยจะไปเปิดร้านกับหูหลันเยวี่ยอย่างน้อยก็ต้องมีเงินทุนเกือบสองร้อยหยวนซึ่งสำหรับครอบครัวชาวนาธรรมดาในช่วงกลางยุค 80 แล้วถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
โจวเลี่ยงไตร่ตรองอยู่หลายตลบก่อนจะเอ่ยปาก "เจียฮุ่ยลูกจะไปทำธุรกิจกับหลันเยวี่ย พ่อกับแม่ก็พอจะวางใจได้ ในเมื่อลูกอยากเปิดร้านพ่อกับแม่ก็จะไม่ขัดขวาง"
โจวเลี่ยงไม่ใช่คนหัวแข็งและเขาก็เชื่อมั่นในประสบการณ์ของหูหลันเยวี่ย
อีกอย่างโจวเลี่ยงก็เคยเห็นคนใกล้ตัวหลายคนมีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะทำธุรกิจส่วนตัว
โจวเลี่ยงเคยคิดจะออกทุนให้โจวเฉินกวงไปเปิดร้านในอำเภอหรือในตำบลด้วยซ้ำแต่ลูกชายไม่ยอมไป
โจวเฉินกวงเป็นคนขี้อายไม่ถนัดเรื่องต้อนรับแขกเหรื่ออยากจะทำการเกษตรอยู่ที่บ้านอย่างขยันขันแข็งมากกว่า
ในเมื่อลูกชายไม่ยอมทำการค้าขายโจวเลี่ยงก็ไม่ได้เซ้าซี้
ในเมื่อลูกสาวมุ่งมั่นตั้งใจและยังวางแผนร่วมหุ้นกับหูหลันเยวี่ย ซึ่งเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกันไม่ได้แบกรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว โจวเลี่ยงก็หมดห่วง
โจวเจียฮุ่ยเป็นคนใจร้อนพอพ่อแม่ตกลงให้เธอร่วมหุ้นเปิดร้านเสื้อผ้ากับหูหลันเยวี่ยได้เธอก็อยากจะบอกให้หูหลันเยวี่ยรู้ทันที
แต่ไม่มีโทรศัพท์ให้ติดต่อโจวเจียฮุ่ยจึงต้องไปเดินทางหมู่บ้านซิ่วสุ่ยอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น
หูหลันเยวี่ยไม่คิดว่าคู่สามีภรรยาโจวเลี่ยงจะตอบตกลงให้โจวเจียฮุ่ยร่วมหุ้นเปิดร้านเสื้อผ้ากับเธอง่ายดายถึงเพียงนี้
หูหลันเยวี่ยยังไม่คุ้นเคยกับในตัวอำเภอมากนักดังนั้นการหาตึกแถวจึงต้องรบกวนหลินซือหย่วน
หญิงสาวมองเสื้อไหมพรมสีน้ำตาลกาแฟที่วางอยู่ในตะกร้าสาน
เสื้อไหมพรมถักเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่หูหลันเยวี่ยแค่ยังไม่มีเวลาเอาไปให้หลินซือหย่วนสักที
เสื้อตัวนี้หูหลันเยวี่ยค่อยๆถักมาเกือบเดือน
ทั้งที่ปกติแล้วเธอใช้เวลาถักแค่สัปดาห์เดียวก็เสร็จนั่นเพราะว่ามีงานหลายอย่างที่ต้องจัดการเธอจึงเหลือเวลาถักเสื้อแค่สองชั่วโมงต่อวันเท่านั้น
ด้วยความเร็วดังกล่าวแค่สามสัปดาห์ก็ถักเสร็จแล้ว แต่หูหลันเยวี่ยกลับใช้เวลานานกว่านั้น
บางทีแม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนถักเสื้อไหมพรมตัวนี้ เธอใส่ใจลงในงานมากแค่ไหน
หลังจากกินอาหารเย็นที่บ้านเสร็จเรียบร้อยหูหลันเยวี่ยก็ถือเสื้อไหมพรมที่ถักเสร็จแล้วไปบ้านข้างๆ
ตอนที่หูหลันเยวี่ยมาถึงสองย่าหลานสกุลหลินเพิ่งจะกินอาหารเย็นเสร็จเช่นกัน
หลินซือหย่วนกำลังเก็บโต๊ะอยู่พอดี
ย่าหลินค่อนข้างขี้หนาวในบ้านจึงมีเตาผิงสำหรับก่อไฟให้ความอบอุ่นเมื่อเดินเข้าไปในห้องโถงก็รู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านออกมา
พอมองเห็นว่าหูหลันเยวี่ยถือเสื้อไหมพรมเข้ามาย่าหลินก็หัวเราะชอบใจ "หนูเยวี่ยพรุ่งนี้ก็วันเกิดเจ้าซือหย่วนพอดี หนูเอาเสื้อมาให้วันนี้ช่างถูกที่ถูกเวลาเหลือเกิน"
หลินซือหย่วนที่ก้มหน้าล้างจานอยู่ยิ้มจนแก้มแทบปริแต่เขาก็รีบก้มหน้าก้มตาตั้งใจถูจานในมือต่อ เพราะกลัวว่าคนในบ้านจะเห็นเข้า
พอได้ยินว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดหลินซือหย่วนหูหลันเยวี่ยก็หันไปเหลือบมองเขาที่กำลังก้มหน้าล้างจานอยู่"พรุ่งนี้วันเกิดเหรอคะ ตอนนี้ฉันเอาเสื้อไหมพรมมาให้ก็เหมือนเอาของขวัญวันเกิดมาให้เลยจริงด้วย"
"ฉันไม่ฉลองวันเกิดหรอก" หลินซือหย่วนตอบกลับมาเสียงอู้อี้
ไม่ฉลองวันเกิด?
ยังไม่ทันที่หูหลันเยวี่ยจะนึกออกว่าทำไมหลินซือหย่วนถึงพูดว่าเขาไม่ฉลองวันเกิดย่าหลินก็ช่วยอธิบายให้ฟัง "วันเกิดเจ้าซือหย่วนก็เป็นวันครบรอบวันตายของแม่เขาด้วยน่ะสิเขาเลยไม่ชอบฉลองวันเกิด ฉันเคยจะเปลี่ยนวันเกิดให้เขา เขาก็ไม่ยอม"
พอเข้าใจเหตุผลที่หลินซือหย่วนไม่ยอมฉลองวันเกิดแล้วหูหลันเยวี่ยก็เข้าใจทันที
สำหรับหลินซือหย่วนแล้ววันเกิดของเขาก็เป็นวันที่น่าเศร้าจริงๆ นั่นแหละ
ในชนบทแถบนี้ผู้อาวุโสจะไม่จัดงานวันเกิดให้ลูกหลานแต่เพราะในอดีตย่าหลินเติบโตมาในบ้านที่มีฐานะดี พ่อแม่จึงจัดงานวันเกิดให้เสมอ
หลังจากที่ย่าหลินเป็นแม่คนแล้วก็เลยจัดงานวันเกิดให้ลูกชายตัวเองด้วย
แต่เพราะว่าวันเกิดของหลินซือหย่วนนั้นพิเศษดังนั้นในวันเกิดของเขา ย่าจึงไม่จัดงานฉลองแต่ก็จะบรรจงทำบะหมี่ยืนยาวให้หลานชายกินแทน
ตอนเด็กๆหลินซือหย่วนไม่รู้ว่าทำไมย่าถึงลงมือทำบะหมี่ให้ในวันเกิดของเขากระทั่งโตขึ้นมาหน่อยเขาถึงเข้าใจว่าย่าทำบะหมี่เพราะเหตุใด
นั่นไม่ใช่บะหมี่ทำมือธรรมดาแต่เรียกว่าบะหมี่ยืนยาวในบะหมี่แต่ละเส้นเต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาดีของย่าที่มีต่อเขา
ถึงแม้ว่าหลินซือหย่วนจะไม่ฉลองวันเกิดแต่เขาก็จะกินบะหมี่ยืนยาวที่ย่าทำให้ด้วยความเปี่ยมสุขเสมอ
บรรยากาศดูอึมครึมเล็กน้อยหูหลันเยวี่ยจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง "หลินซือหย่วนนายลองใส่เสื้อไหมพรมดูสิว่าพอดีตัวไหม ถ้าไม่พอดีตัว ฉันจะได้เอาไปแก้"
หลินซือหย่วนตอบรับอย่างง่ายดายรีบล้างจาน เช็ดมือให้แห้ง จากนั้นก็เตรียมตัวไปลองใส่เสื้อไหมพรม
เขาเดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อไหมพรมในห้องนอนของย่าหลิน
ไม่นานนักหลินซือหย่วนก็เปลี่ยนไปใส่เสื้อไหมพรมตัวใหม่เขายืนสำรวจตัวเองอยู่กระจกก่อน
เมื่อแน่ในว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีหลินซือหย่วนก็เดินออกมาพร้อมเสื้อไหมพรมตัวใหม่อย่างอารมณ์ดี
"ฉันคิดว่าพอดีตัวมาก ไม่ต้องแก้แล้ว" หลินซือหย่วนส่งยิ้มให้หูหลันเยวี่ย
ภายใต้แสงไฟสลัวๆใบหน้าของหญิงสาวดูอ่อนโยนและงดงามดวงตาที่สดใสคู่นั้นราวกับไข่มุกดำที่เปล่งประกายระยิบระยับ
หูหลันเยวี่ยพยายามเบนสายตาออกจากนั้นก็มองเสื้อไหมพรมที่อยู่บนตัวหลินซือหย่วน "ดูเหมือนว่าจะพอดีตัวจริงๆ นั่นแหละ"
ย่าหลินยิ้มแล้วพูดขึ้น"ไม่ใช่แค่พอดีตัวนะ ยังดูทันสมัยมากด้วย"
จากนั้นหูหลันเยวี่ยก็เริ่มพูดธุระสำคัญ "ฉันตั้งใจว่าจะเปิดร้านเสื้อผ้ากับญาติน่ะเรื่องนี้ฉันเคยบอกนายไปแล้ว นายพอจะช่วยหาตึกแถวที่ทำเลดีๆราคาเป็นกันเองให้หน่อยได้หรือเปล่า?"
หลินซือหย่วน"ไม่มีปัญหา เจ้าหวาเขามีตึกแถวหลายห้องรอปล่อยเช่าอยู่พอดีอยากให้ฉันพาเธอกับญาติไปดูวันเสาร์นี้เลยไหม?"
หูหลันเยวี่ย"ดีเลย ถ้าวันเสาร์นี้อากาศดีพวกเราจะเข้าไปดูที่ตัวอำเภอพร้อมกับนายนะ"
จากนั้นหลินซือหย่วนก็อธิบายคร่าวๆเกี่ยวกับทำเลที่ตั้งของตึกแถวหลายห้องที่สกุลสวี่กำลังจะปล่อยเช่าให้ฟังเพื่อที่หูหลันเยวี่ยจะได้พอนึกภาพออก
นับตั้งแต่ทางการอนุญาตให้ทำธุรกิจส่วนตัวได้คนในตัวอำเภอที่มีหัวคิดหน่อยต่างก็ทยอยสร้างตึกแถวในทำเลที่เหมาะแก่การเปิดร้านไว้สำหรับรอปล่อยเช่า
หูหลันเยวี่ยไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนี้แค่อยากจะหาตึกแถวเช่า คนรู้จักก็มีช่องทางพอดี
เพราะมีเส้นสายของหลินซือหย่วนเธอจึงได้รู้จักสวี่เส้าหวา พอเทียวไปมาหาสู่กันบ่อยเข้าก็สนิทสนมกันไปเอง
หูหลันเยวี่ยตัดเสื้อผ้าให้สวี่เส้าหวาชุดหนึ่งจากนั้นสวี่เส้าหวาก็ค่อยๆ แนะนำลูกค้าหลายคนมาให้
เมื่อนั่งคุยอยู่ที่บ้านสกุลหลินได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วหูหลันเยวี่ยก็ลุกขึ้นขอตัวกลับ
ไม่ต้องให้ย่าหลินสั่งหลินซือหย่วนก็รีบลุกขึ้น เขาเดินไปส่งหูหลันเยวี่ย จนกระทั่งเธอเข้าไปในบ้าน
หลินซือหย่วนยืนอยู่หน้าประตูบ้านสกุลหูอาศัยแสงจากไฟฉาย มองหูหลันเยวี่ยเดินเข้าบ้านไป เขาถึงวางใจและออกมาจากที่นั่น
สายลมยามค่ำคืนในต้นฤดูหนาวพัดโชยมาเบาๆแม้รู้สึกเย็นยะเยือกเล็กน้อย แต่หลินซือหย่วนกลับรู้สึกว่าสายลมนี้ช่างอ่อนโยน
เขาสวมเสื้อไหมพรมที่หญิงสาวผู้เป็นที่รักถักให้ด้วยมือของเธอความอบอุ่นให้ความรู้สึกเป็นสุขโอบล้อมเขาไว้ทั้งร่างกายและหัวใจ