ถุงผ้าใส่สัมภาระของโหลวฉางซีถูกขนไปรวมกับของมือปราบหญิงเมืองเทียนถังนางไปทำความรู้จักกับสตรีกลุ่มนั้นด้วยความสนอกสนใจตลอดเส้นทางการเดินทางไปยังชายแดนไม่อาจเร่งรีบเพราะภูมิประเทศละแวกนี้เป็เนินสูงๆต่ำๆ การเดินทางต้องค่อยเป็ค่อยไป นอกจากขบวนม้าของเหล่ามือปราบแล้วยังมีรถม้าที่บรรทุกข้าวของเครื่องใช้และอาหารแห้งที่เป็เสบียงอีกสองคันตามมา ข้างหลัง
หัวหน้ามือปราบอู๋เจี้ยนสักให้พักม้าหลังจากเดินทางมาหนึ่งชั่วยามเพื่อให้ม้าไม่เหนื่อยจนเกินไปและคนได้พักดื่มน้ำบ้าง
“ถนอมแรงเอาไว้ให้ดีเผื่อเกิดเื่ฉุกเฉินพวกเราก็จะได้มีแรงต่อสู้ได้ทันท่วงที พักม้าและพักคนบ่อยๆย่อมไม่ใช่เื่เสียหาย ขอเพียงพวกเรามีเรี่ยวแรงและพลังอย่างเต็มเปี่ยมในการทำภารกิจครั้งนี้”
คำประกาศของอู๋เจี้ยนทำให้มือปราบทั้งหลายรู้สึกมีพลังอย่างยิ่ง
“หัวหน้าอู๋เป็คนใจดีกับลูกน้องทุกคนมากเข้าอกเข้าใจพวกเราเป็อย่างดีแต่ข้าสังเกตนะว่าตลอดการเดินทางนี้ดูเหมือนเขาเอาใจใส่เ้านะ มือปราบโหลว”
สหายใหม่พูดยังไม่ทันขาดคำมือปราบอู๋ก็เดินมาถึงตัวนางพอดี
“มือปราบโหลวนี่เป็ขนมที่ข้าซื้อออกมาจากเมืองเชียนเยาด้วย เ้าเอาไปกินกับพวกนางสิ”
มือปราบหญิงคนอื่นๆทำตาโตมองมายังกล่องห่อผ้าด้วยความสนใจ
“มาสิ! มากินด้วยกัน”นางยื่นเอากล่องนั้นให้สหายมือปราบหญิง
โหลวฉางซีพอจะดูออกว่าอู๋เจี้ยนทำออกหน้าเกินกว่าความเป็คนรู้จักขณะที่กำลังเคี้ยวขนมในปาก เหยาอิงิก็เดินมาหา
“แหม! เป็มือปราบหญิงนี่ก็ดีนะมีของว่างให้กินหลังอาหารด้วย หากว่าข้าอยากกินบ้าง มือปราบโหลวจะเมตตาหรือไม่?”
“ท่านอย่ากินเลยนะ หัวหน้าเหยาประเดี๋ยวจะเสียน้ำใจคนให้เปล่าๆ พอดีหัวหน้าอู๋บอกว่าให้มือปราบหญิงเท่านั้นน่ะ”
เหยาอิงิเยาะยิ้มคล้ายจะหยอกเย้า“ข้าว่าแล้วเชียว ขนมอย่างดีนี่ต้องเป็หัวหน้าอู๋จัดมาให้อย่างแน่นอน”เขายิ้มให้มือปราบหญิงทั้งหลาย “พวกเ้ามีดาวโชคนำทางแล้ว”
“จริงเ้าค่ะ!” มือปราบหญิงคนอื่นๆรับคำและหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ข้าชักรู้สึกอิจฉากลุ่มมือปราบหญิงเสียแล้วการเดินทางครั้งนี้ต้องมีเื่ดีๆ เกิดขึ้นตลอดทางแน่เชียว”เหยาอิงิรับเอาขนมดอกกุ้ยฮวาก้อนหนึ่งที่โหลวฉางซีขว้างให้
“ท่านกินๆ ไปเถอะ! แล้วก็เลิกพูดนี้เสียที!”
“ฮ่าๆ ฮ่าๆ”เหยาอิงิรับเอาไว้ทันก่อนขนมก้อนนั้นจะโดนหน้าผาก เขาหัวเราะพอใช้ที่เห็นคู่หูในการทำงานโมโหหน้าดำหน้าแดงก่อนจะกัดขนมเข้าไปคำหนึ่งแล้วเดินจากไป
ตะวันจวนจะตกดิน ขบวนมือปราบทั้งหมดก็มาถึงตำบลเวินโจวพอดี หัวหน้าอู๋สั่งให้ทุกคนทำกระโจมที่พักชั่วคราว
“คืนนี้ระวังเวรยามให้ดีเรามาอยู่ในเขตชายแดนแล้ว และตำบลนี้ก็ไม่มีทหารคอยดูแลเสียด้วยซ้ำยังอยู่ใกล้กับที่ตั้งของสำนักโบตั๋นแดงไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะส่งมาคอยสอดแนมแล้ว”
โหลวฉางซีพกพู่ไฟใส่ในสาบเสื้อนางได้รับการเตือนจากพี่สะใภ้ว่าให้ระวังตัว นางจึงตกลงกับมือปราบหญิงคนอื่นๆคอยผลัดเปลี่ยนกันหลับนอน
“ข้าเชื่อว่ามือปราบโหลวต้องรู้มากกว่าพวกเราแน่นอนเ้าอย่าลืมสิว่าพี่สะใภ้ของนางคือสุดยอดมือปราบหญิงแห่งภาคเหนือผู้พิชิตนักฆ่าอันดับหนึ่งหน้ากากเงิน”
“จริงด้วยๆพวกเราอย่าได้ประมาทจะดีกว่า”
กระโจมของเหล่ามือปราบหญิงจึงมีการระวังเวรยามแ่ายิ่งกว่ากระโจมของมือปราบบุรุษพวกนางผลัดกันนอนและตื่นตรวจสอบรอบกระโจมอยู่เรื่อยๆ
โหลวฉางซีตื่นขึ้นมาในยามอิ๋น(03.00-04.59 น.) นางออกมานั่งเฝ้ากองไฟหน้ากระโจมพร้อมหัวหน้ามือปราบหญิงเมืองเทียนถัง
“มือปราบไป๋ เ้าเล่าเื่สำนักโบตั๋นแดงให้ข้าฟังสักหน่อยได้หรือไม่?”
ไป๋สือจิ่นพยักหน้า“พวกเขามักจะส่งคนมาปล้นแถวตำบลรอบนอกในยามที่พวกเราออกตระเวนไปตรวจตราก็ไม่เคยพบเห็น ฆ่าคนไปกว่ายี่สิบรายและทำร้ายคนไปไม่น้อย ชาวบ้านระส่ำระส่าย ล้วนแล้วแต่หวาดกลัวจนไม่เป็อันทำการทำงานแต่หากผู้ใดยอมรับเขาเป็พวก ไม่พูดเื่ที่พวกเขาทำกับทางการจะได้รับการยกเว้น”
“เพราะเหตุนี้ ชาวบ้านจึงเริ่มกลายเป็คนของสำนักโบตั๋นแดงใช่หรือไม่?”
“ระยะหลังพวกเขาใช้วิธีการเริ่มแจกเงินทองที่ได้มาจากการปล้นฆ่าในบ้านเศรษฐีให้กับชาวบ้านรอบนอกสุดท้ายคนพวกนั้นก็กลายเป็คนของสำนักโบตั๋นแดง”มือปราบหญิงเมืองเทียนถังมีสีหน้าหนักใจ“พวกเราทำงานได้ยากยิ่งเพราะชาวบ้านกลายเป็คนของพวกเขาไปหมดแล้ว”
โหลวฉางซีใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง“ถ้าเช่นนั้น ในเขตเมืองเทียนถังพวกเขาก็ใช้วิธีปล้นคนรวยช่วยคนจนจากนั้นก็นำเงินทองที่ได้มาแบ่งปันให้ชาวบ้านหากว่าข้าเป็ชาวบ้านก็ต้องว่าพวกเขาดีกว่าทางการที่ไม่เคยแจกเงินทองน่ะสิ”
“อืม...จริงของเ้า!”
“นี่เป็กลยุทธ์ซื้อใจชาวบ้านที่ดียิ่งต่อไปหากพวกเขายังทำเช่นนี้ชาวบ้านรอบนอกของเมืองเทียนถังและเมืองเชียนเยาคงจะได้กลายเป็คนของสำนักโบตั๋นแดงไปทั้งหมดนี่สินะ...แผนการแบ่งแยกดินแดน”
“หา! เ้าว่าอะไรนะ?”
“เ้าอย่าเสียงดังสิ!นี่คงเป็แผนแบ่งแยกดินแดนที่ข้าเคยได้ยินมา”
“อย่างนั้นหรือ?”
“เื่นี้เ้าอย่าได้แพร่งพรายจนกว่าจะกำจัดสำนักโบตั๋นแดงได้เื่นี้จะคลี่คลายเอง”
ไป๋สือจิ่นทำสีหน้าตื่นเต้น“ข้าไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อน”
หญิงสาวทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอจนกระทั่งฟ้าใกล้สาง
“เอ๊ะนั่น! ใช่คนหรือไม่?”
กระโจมที่พักของพวกนางอยู่ข้างในหากว่ามีคนผู้หนึ่งแอบซุ่มอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่เพื่อเข้ามาสอดแนมจริงนับว่าคนผู้นั้นมีวิทยายุทธ์เลิศล้ำยิ่งนัก
“เขามาคนเดียวเดี๋ยวข้าจัดการเอง!”โหลวฉางซีคว้าได้กระบี่ก็กระโจนด้วยวิชาตัวเบาพุ่งขึ้นไป
บุรุษชุดดำมองเห็นเช่นนั้นก็รีบกระโจนหนีทว่ากลับหนีไปในระยะไม่ไกลนักพอให้นางมองเห็นได้และตามไปเกือบจะทัน
“หยุดเดี๋ยวนี้!” นางร้องะโ
แต่มิคาดคนผู้นั้นกลับหยุดจริง นางกระโจนไปใกล้เหยียบปลายกิ่งไม้คนละฝั่งบนต้นเดียวกันโหลวฉางซีชี้กระบี่ไปที่ผู้สอดแนม
“เ้าเป็คนของสำนักโบตั๋นแดงใช่หรือไม่?”
เสียงตอบกลับมาแหบห้าวจนนางรู้สึกหวาดกลัว
“ไม่ใช่!”
*********************

