การประชุมในท้องพระโรงวันนี้เสร็จสิ้น่สายของวัน เหล่าขุนนางต่างเดินทางกลับจวน บ้างก็จับกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเื่งานที่ได้รับมอบหมายจากฮ่องเต้ บ้างก็พูดถึงเื่ประกาศสำคัญในวันนี้ นั่นคือการที่บุตรชายคนโตของจวนสกุลหยู หยูจินิ ถูกเสนอชื่อในฎีกาแต่งตั้งให้เป็รองเ้ากรมกลาโหมแทนรองเ้ากรมคนเก่าที่เพิ่งลาออกเพื่อกลับบ้านเกิด
หยูจินิก้าวเดินไวๆ เพื่อหลบหลีกการพูดคุยเ่าั้ ทว่าก็ไม่พ้นสายตาของเหล่าขุนนางที่คอยจับจ้องอยู่ จึงมีคนมาดักอยู่ด้านหน้าในขณะที่เขากำลังเดินตามทางที่ทอดยาวออกจากวังหลวง
“ใต้เท้าหยู ขอแสดงความยินดีด้วย” ขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น เมื่อมีคนหนึ่งเอ่ยแสดงความยินดี คนอื่นๆ ก็เข้ามาผสมโรงจนรายล้อมรอบกายหยูจินิ
“ข้าไม่เคยเห็นคนหนุ่มที่ก้าวหน้าไวเช่นนี้มาก่อน คุณชายหยูอายุได้เพียงยี่สิบปีก็ได้รับตำแหน่งใหญ่โตถึงเพียงนี้แล้ว ช่างมีความสามารถยิ่งนัก” คำกล่าวนี้เป็ของขุนนางวัยสามสิบต้นๆ ซึ่งเขาเองก็รู้ดีแก่ใจว่าที่หยูจินิก้าวหน้าถึงขั้นนี้เป็เพราะสวามิภักดิ์ต่ออ๋องเจียเฉิง
“ตำแหน่งรองเ้ากรมกลาโหมนับว่ามีความสำคัญ ข้าเองก็เล็งเห็นว่าคุณชายหยูเป็ผู้มีความสามารถจึงร่วมลงชื่อสนับสนุน” ขุนนางผู้หนึ่งที่ทำงานในกรมกลาโหมเช่นเดียวกันกับหยูจินิกล่าวขึ้น แท้จริงแล้วเขาได้รับสินบนมาไม่น้อยจึงได้ร่วมผลักดันให้คุณชายหยูได้รับตำแหน่ง และคาดว่าคนอื่นๆ อีกหลายคนคงได้รับเช่นกัน
เสียงชื่นชมยินดีดังขึ้นไม่ขาดสายเพราะตั้งใจที่อยากจะเอาหน้า เพราะใครๆ ต่างก็รู้ว่าเื้ัของสกุลหยูมีอ๋องเจียเฉิงอยู่ ซึ่งนับเป็บุคคลที่มีอำนาจและยังได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ดังนั้นเพียงเข้าหาและสวามิภักดิ์ต่อท่านอ๋องผู้นี้ได้ อนาคต หน้าที่การงานย่อมรุ่งเรืองตามไปด้วย
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีขุนนางบางฝ่ายที่ยึดในความถูกต้องไม่ค่อยเห็นด้วย และคิดว่าเื่ที่หยูจินิก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เพราะเห็นได้ชัดว่ารองเ้ากรมกลาโหมคนเก่ากำลังก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างสุจริต มาบัดนี้กลับโยกย้ายทั้งครอบครัวกลับบ้านเกิดซึ่งอยู่ทางแดนเหนือ แม้จะเอ่ยค้านขอให้สืบความเื่ของรองเ้ากรมคนเก่า กลับถูกเสียงข้างมากที่ไม่เห็นด้วยคัดค้านอีกทีจนทำสิ่งใดไม่ได้ อีกทั้งผู้เป็โอรส์ก็มีใจเอนเอียงอย่างเห็นได้ชัด
หยูจินิไม่ได้รับรู้เลยว่าเหล่าขุนนางรอบกายแท้จริงแล้วคิดกับตนเองเช่นไร ทว่าสิ่งที่เขากำลังคิดคือไม่ได้ยินดีกับตำแหน่งที่ได้มาเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับต้องปั้นหน้ายิ้มตอบทั้งที่ในใจอยากหนีออกไปให้ไกลจากตรงนี้
“ได้ข่าวว่าพิธีสมรสของใต้เท้าหยูกับท่านหญิงหลี่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้แล้ว เป็เื่จริงหรือไม่” ขุนนางหนุ่มคนเดิมที่เอ่ยทักหยูจินิเป็คนแรกกล่าวถามขึ้นใบหน้ายิ้มแย้ม
เมื่อได้ยินคำถามนี้หยูจินิถึงกับชะงักค้าง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายก่อนพยักหน้าตอบรับ
“จริงหรือ เหตุใดกะทันหันเช่นนี้” ขุนนางคนอื่นๆ เริ่มตอบรับ
“ท่านหญิงหมั้นหมายกับคุณชายหยูมานานหลายปี เช่นนี้ไม่เรียกกะทันหันหรอก” อีกคนกล่าวเสริม
“อ่อ นานเสียจนข้าลืมไปแล้วว่ามีสัญญาหมั้นหมายอยู่ด้วย คุณชายหยู ข้าขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย”
“ข้าก็ขอแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน มีข่าวดีพร้อมกันถึงสองเื่ติดต่อกันเช่นนี้เป็โชคดีของท่านแล้ว”
คำพูดเ่าั้ชวนให้หยูจินิรู้สึกวิงเวียนศีรษะยิ่งนัก โชคดีอย่างนั้นหรือ... หากไม่เป็เขาจะรู้ได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่จะทนรับเอาไว้ไม่ไหว “ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายเสียเท่าไหร่ ต้องขอตัวกลับไปพักผ่อนแล้ว”
เมื่อขุนนางเ่าั้ได้ฟังคำที่หยูจินิกล่าวออกมา พวกเขาจึงไม่คิดจะรั้งชายหนุ่มเอาไว้อีก และปล่อยให้รองเ้ากรมกลาโหมคนใหม่เดินจากไปในที่สุด
เมื่อหยูจินิกลับมาถึงจวนสกุลหยู เย่ฮุ่ยอิ่งผู้เป็มารดาก็เรียกเขาไปพบในทันทีและเอ่ยถามถึงเื่ในท้องพระโรง เมื่อได้ยินว่าการแต่งตั้งบุตรชายเป็รองเ้ากรมได้สำเร็จก็ยิ้มแย้มออกมา
“ดีจริงๆ คนหนุ่มเช่นเ้าไม่มีใครก้าวหน้ามากไปกว่าเ้าอีกแล้ว” เย่ฮูหยินเอ่ยพลางใช้พัดในมือพัดไปมา ข้างกายยังมีซ่งเสี่ยวม่านผู้มีตำแหน่งเป็หัวหน้าสาวใช้ในจวนคอยรินน้ำชาให้
“หากท่านแม่ไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับเรือนก่อน” สีหน้าเหนื่อยหน่ายของหยูจินิส่อประกายออกมาอย่างปิดไม่มิด จนคนเป็แม่ชักสีหน้าตามไปด้วย
“ทำหน้าของเ้าให้มันดีๆ” เย่ฮุ่ยอิ่งกล่าวพลางออกแรงใช้พัดพัดแรงๆ ราว้าระงับอารมณ์ นางอารมณ์ดีได้ไม่ทันไรก็ต้องมาหัวเสียกับสีหน้าของบุตรชายผู้นี้อีก
ทว่ายังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดต่อก็มีสาวใช้คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยความเร่งรีบ
“ชิวหลิน อย่าเสียมารยาท!” เป็สาวใช้วัยกลางคนซ่งเสี่ยวม่านที่เอ่ยดุ
ชิวหลินหน้าเสียเล็กน้อยเมื่อถูกหัวหน้าสาวใช้ตำหนิ ทว่าเื่ที่มาแจ้งนั้นก็เป็เื่ใหญ่
“มีอะไร” เย่ฮูหยินเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่ชิวหลินกลับลอบมองคุณชายใหญ่ของบ้านอย่างหยูจินิราวกับไม่กล้าเอ่ยต่อหน้าเขา
“ชิวหลิน!” เย่ฮุ่ยอิ่งเร่งรัด ดังนั้นสาวใช้จึงรีบกล่าวออกมาในที่สุด
“ซู...ซูฮวา มาเ้าค่ะ นางกำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่” ชิวหลินพูดขึ้นเสียงสั่น
“อะไรนะ!” หยูจินิโพล่งออกไปด้วยความใ ก่อนสีหน้าใของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มแล้วรีบวิ่งออกไปโดยไม่รอผู้เป็มารดา
ส่วนเย่ฮุ่ยอิ่งและสาวใช้คนสนิทก็มองตากันด้วยความใ เพราะท่านหญิงเคยเขียนจดหมายส่งมาว่าให้คอยจับตาดูว่าซูฮวามาหาซ่งหยวนหรือไม่ หากมีก็ให้ส่งคนติดตามดูความเคลื่อนไหว คาดไม่ถึงว่าเพียงผ่านไปแค่ไม่ถึงวันหลังจากที่ได้รับจดหมายฉบับนั้น อีกฝ่ายกลับปรากฏตัวโต้งๆ เช่นนี้
ทางด้านหยูจินิที่รีบวิ่งออกมา พอเขาได้เห็นแผ่นหลังของสตรีที่เฝ้าคำนึงหาอยู่ทุกวันก็ใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจห้าม นางหันหลังให้เขาอยู่ในขณะนี้ ข้างกายของนางยังมีชายผู้ติดตามทั้งยังถือดาบอีกสองคน ทว่าหยูจินิกลับไม่สนใจ เพราะในสายตาของเขายามนี้มองเห็นเพียงซูฮวาเท่านั้น
“ซูฮวา เ้า...เป็เ้าจริงๆ หรือ” หยูจินิเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
ทันทีที่ได้ยินเสียงของชายหนุ่ม ใบหน้าโสมสะคราญก็จึงค่อยๆ หันไปมอง ในดวงตาของนางส่อแววสงสัยเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าหวานจะแย้มยิ้มออกมาจนเต็มใบหน้าแล้วเอ่ยตอบคนที่นางคิดว่าคือหยูจินิ
“ใช่ ข้ากลับมาแล้ว”