พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 4 บทที่ 112 อวลกลิ่นเหมยโชยมา

            เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าฉินเห็นองค์หญิงทรงช่วยเป็นพยานให้โม่เสวี่ยถงก็รู้แจ้งทันใด ว่ายามนี้จำเป็นต้องตัดสินไปตามนี้ หาไม่แล้วก็ถือเป็นการล่วงเกินองค์หญิงด้วย 

            จึงหันไปมองอวี้ซือหรงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม กระทุ้งไม้เท้าหนักๆ ครั้งหนึ่งก่อนถลึงตาใส่และลั่นวาจาตำหนิอย่างเกรี้ยวกราด “คุณหนูอวี้ บ้านสกุลฉินดีต่อเจ้าไม่น้อย แต่ไหนแต่ไรมาถงเอ๋อร์ก็มีความจริงใจเห็นเจ้าเป็นพี่สาวคนหนึ่ง ไฉนเจ้าจึงเอ่ยวาจาเหลวไหลเช่นนี้ ตนเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นคนชน กลับเพียรแต่กล่าวหาว่าแม่หนูถงเป็นคนทำ หรือเจ้าคิดจะจัดการแม่หนูถงให้ถึงตายจริงๆ นี่คงคิดว่าไม่มีใครกล้าออกหน้ามาช่วยนางแล้วใช่หรือไม่ ในเมื่อวันนี้เจ้าเผยธาตุแท้ที่โหดร้ายออกมาแล้ว ต่อไปสกุลอวี้กับสกุลฉินก็ไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีก”

            ท่าทีของนางแสดงให้เห็นว่ายืนอยู่ข้างโม่เสวี่ยถง

            หลังจากกล่าวจบ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ลุกขึ้นมองไปที่โม่เสวี่ยถงซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง แม้จะขบริมฝีปากอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ก็ไม่ร้องไห้โวยวายที่ได้รับความไม่เป็นธรรม ในทางกลับกันนางยังดูสงบเสงี่ยมเจียมตัว ภายในใจจึงรู้สึกสำนึกว่าตนเองผิดต่อเด็กคนนี้อย่างแท้จริง จากนั้นก็เดินไปหาโม่เสวี่ยถงที่มือและเท้าสั่นเล็กน้อย เห็นชัดว่าเด็กสาวผู้นั้นแม้จะเสียใจเพียงใดก็ยังหยัดยืนอยู่ตรงนั้นอย่างอดทน

            นางเอื้อมมือไปสวมกอดแล้วกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “แม่หนูถง ทำให้เจ้าลำบากแล้วจริงๆ เป็นเพราะยายไม่ดีเองที่ไม่สืบสาวราวเรื่องให้ชัดเจน เกือบจะทำร้ายเจ้าแล้ว คนพวกนี้จิตใจต่ำช้าสามานย์นัก คิดสร้างเรื่องแบบนี้กับเจ้าได้ โชคดีที่แม่หนูถงชะตาแข็ง คนจิตใจเลวทรามเหล่านั้นจึงแพ้ภัยตนเอง”

            พูดจบก็ปวดแปลบในหัวใจ น้ำตาไหลริน

            คำพูดที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวขึ้นก่อนหน้าทำให้อวี้ซื่อสีหน้าแตกตื่น หากให้เลิกคบค้ากับสกุลอวี้เท่ากับนางต้องตัดขาดกับบ้านมารดา แล้วจะมิให้รู้สึกร้อนใจได้อย่างไร ขณะที่คิดจะก้าวเข้าไปช่วยพูดให้อวี้ซือหรง แต่ถูกแม่นมซึ่งอยู่ด้านข้างดึงไว้ ก่อนจะบอกใบ้ให้ผู้เป็นนายรู้ด้วยการส่งสายตามององค์หญิงพระขนิษฐาด้วยความเคารพ อวี้ซื่อจึงได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอดทนสงวนวาจาไว้

            นางไม่เพียงแต่เป็นบุตรสาวของสกุลอวี้ แต่ยังเป็นสะใภ้ของสกุลฉินด้วย

            ยามนี้อวี้ซือหรงไม่มีหน้าพบใครได้อีกแล้ว นางทนความอัปยศไม่ไหวถึงกับเป็นลมล้มพับไป เหล่าสาวใช้สกุลอวี้ต่างร้องเสียงหลงวุ่นวายไปหมด

            เฉินซื่อไหนเลยจะกล้ามากวาจา พาบ่าวไพร่ของตนถวายคำนับต่อองค์หญิงแล้วถอยออกไป

            แขกเหรื่อที่มาไหว้พระก็ใช่ว่าจะไร้สายตามองไม่ออก ต่างค่อยๆ แยกย้ายกันออกไป แม้บางเรื่องพวกเขาจะรู้อยู่แก่ใจ แต่เมื่อองค์หญิงไม่มีพระดำรัส พวกเขาก็แค่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสีย

            ขณะที่องค์หญิงกำลังจะเสด็จกลับก็หันมามองโม่เสวี่ยถงด้วยแววตาลึกซึ้ง รอยยิ้มที่ริมฝีปากผลิเผยความนัยบางอย่าง หลังจากนั้นก็หมุนตัวพาคนเดินจากไป 

            …

            ภายในห้องพักพิเศษขององค์หญิงที่เรือนอักษร ‘เทียน’ 

            เฟิงเจวี๋ยหร่านนั่งเอกเขนกอยู่ที่นั่น ใบหน้าหล่อร้ายสะกดวิญญาณแขวนริมฝีปากที่ดูคล้ายรอยยิ้มแต่หากพินิจให้ดีแล้วกลับไม่ใช่ แม้ว่าท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้ไม้หนานมู่ตัวใหญ่จะดูเหมือนคนเกียจคร้านเอ้อระเหย แต่กลับมิได้ทำให้ร่างสูงผึ่งผายลดทอนความสง่างามลงเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติดประหนึ่งงานแกะสลักอันวิจิตร คิ้วเข้มพาดเฉียงขึ้นถึงไรผม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางแดงระเรื่อ แสงทองสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาทาบไล้บนใบหน้าดั่งสุรารสเลิศ เพียงมองปราดเดียวก็อาจทำให้จ่อมจมอยู่ในความมึนเมา

            อาภรณ์ไหมสีม่วงขับราศีให้ร่างสูงดูมีเสน่ห์เย้ายวน สายลมโชยเบาไล้ปอยผมพลิ้วลิ่ว ดั่งมนตร์สะกดที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงอยู่ในวังวนเสน่หา

            “เจ้าแปด ที่ครั้งนี้รีบร้อนกระวนกระวายไปตามข้ามาก็เพื่อนางนี่นะ” องค์หญิงผลักประตูเข้ามาถึงก็หัวเราะเอ่ยถาม

            ชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์หันศีรษะกลับไป ดวงตาเจ้าชู้ทอประกายวิบวับ เพียงมองครั้งเดียวก็สามารถสะกดให้คนไม่อาจขัดขืน ยอมคล้อยตามทุกอย่างด้วยความสมัครใจ

            “เสด็จอาเป็นผู้รักความเที่ยงธรรมเป็นที่สุด เมื่อพบเรื่องประเภทนี้ แม้หลานไม่เอ่ยถึง เสด็จอาก็ย่อมช่วยเหลืออยู่แล้ว” ดวงตาของเฟิงเจวี๋ยหร่านอาบย้อมไปด้วยรอยยิ้มพร่างพราย

            “ดังนั้นเจ้าจึงวางแผนให้อาของตนเองเสร็จสรรพ” องค์หญิงแค่นเสียงเย็น แม้จะกล่าวเสียงเข้ม แต่หางตากลับฉายแววยิ้มขัน ไหนเลยจะมีความเข้มงวดดุดันสักครึ่งส่วน

            “ได้ยินมาว่าเสด็จอากับมารดาของนางเคยสนิทสนมกันมาก่อน ก็คงไม่อาจทนเห็นนางถูกคนเอาเปรียบกระมัง เสด็จอาว่าจริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ...” เฟิงเจวี๋ยหร่านกลอกตาและพูดเฉไฉไปเรื่องอื่น

            “เจ้าเด็กคนนี้นี่!” องค์หญิงทั้งไม่พอใจและขบขัน ตบศีรษะสั่งสอนเฟิงเจวี๋ยหร่านไปหนึ่งที จากนั้นก็ไปนั่งที่เก้าอี้อีกด้าน รับชาจากนางกำนัลมาจิบได้สองสามคำก็วางลงพลางเอ่ยวาจา “หากเสด็จพ่อของเจ้ารู้ว่าเจ้าแอบหนีออกมา จะต้องกริ้วอีกแน่ๆ”

            “ข้าก็มีเสด็จอาอยู่ทั้งคนนี่นา ขอแค่ท่านช่วยพูดเกลี้ยกล่อมสักสองสามประโยค เท่านี้เสด็จพ่อก็ไม่มาจู้จี้กับข้าแล้วว่าไปทำอะไรบ้าง รับรองไม่มีโผล่มาให้จับได้” เฟิงเจวี๋ยหร่านกระดกคิ้วยิ้มอย่างเริงใจ

            “เจ้าทำเยี่ยงนี้ก็ไม่ถูก ช่วงนี้อย่างไรก็ต้องระวังหน่อย เกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้นกับจวนหมิงกั๋วกง เกรงว่าเมืองหลวงในช่วงเวลานี้จะไม่สงบสุขสักเท่าไร” องค์หญิงกล่าวอย่างวิตกกังวล

            โจรร้ายไม่เพียงแต่บุกเข้าถึงเรือนชั้นใน แม้แต่คุณหนูในห้องหอก็ยังถูกคนพาไป นี่มิใช่เรื่องเล็กๆ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ระเบิดออกมาพร้อมกัน สถานการณ์ในเมืองหลวงช่วงนี้ค่อนข้างตึงเครียด

            “เสด็จอาโปรดวางพระทัย หลานจะระวังตัวพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงเจวี๋ยหร่านพูดจบก็ยืนขึ้น เอื้อมมือไปผลักบานหน้าต่าง ทำท่าจะกระโดดออกไปด้านนอก

            “ดูสิ โตป่านนี้แล้วยังชอบทำตัวเป็นเด็กๆ จะไปจะมาเข้าออกทางประตูอย่างคนปรกติก็ทำไม่ได้” องค์หญิงแสร้งตำหนิ แต่ริมฝีปากยังทอยิ้ม

            “เสด็จอา หลานแอบหนีออกมาไม่อาจให้ใครรู้ มิเช่นนั้นต้องถูกเสด็จพ่อลงโทษอีกแน่ๆ” หลังกล่าวจบก็หัวเราะแล้วพลิ้วกายหายไปจากหน้าต่าง

            องค์หญิงหมิงจูมองไปยังทิศทางที่เฟิงเจวี๋ยหร่านหายตัวไป แล้วถอนหายใจเบาๆ เฮือกหนึ่ง สีหน้าพลันสงบนิ่งลง

            ...

            “เพล้ง!” แจกันลายครามอีกใบหนึ่งถูกขว้างตกลงมาแตกเป็นเสี่ยงๆ เศษกระเบื้องกระเด็นขึ้นมาบาดขาของสาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่นั้น โลหิตไหลเปรอะเปื้อนกระโปรงสีเขียวแกมน้ำเงินจนเป็นด่างดวง สาวใช้ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าเอ่ยวาจาแก้ตัวแม้แต่คำเดียว

            ผ้าที่พันอยู่เต็มศีรษะถูกแกะออกไปแล้ว เหลือเพียงรอยแผลลึกจนเลือดซึมบนใบหน้าด้านซ้ายที่ยังคงถูกห่อหุ่มเอาไว้ ใบหน้าที่อ่อนโยนในยามปรกติบัดนี้เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและดุร้าย สตรีที่กำลังโกรธจัดสะบัดมือไปยังกกหูของสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ที่พื้น แผดเสียงด่าอย่างฉุนเฉียว

            “นังขี้ข้าสารเลว นังแพศยานั่นให้อะไรกับเจ้า ไหนบอกว่านางไม่รู้อะไรสักอย่าง ไฉนจึงปลีกตัวหลบว่องไวปานนั้น เจ้าสมคบกับนังนั่นทำร้ายข้าใช่หรือไม่ ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลยคอยดู”

            นางสะบัดมือตบซ้ายตบขวาไม่ยั้ง สาวใช้ถูกตบตีจนไม่อาจคุกเข่าอยู่ได้ จนล้มลงไปด้านข้างในที่สุด ปากก็พร่ำร้องตะโกนเพียงว่า “คุณหนูโปรดไว้ชีวิตด้วย คุณหนูโปรดไว้ชีวิตด้วย” แต่กลับไม่อาจแก้ตัวอย่างอื่นได้เลย

            “วันนี้ข้าจะต้องเอาชีวิตขี้ข้าชั้นต่ำอย่างเจ้าให้ได้” อวี้ซือหรงมองไปด้านข้างด้วยสายตาอำมหิต ฉวยกาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะหมายจะทุ่มลงบนศีรษะของสาวใช้เพื่อระบายอารมณ์ นางจะยอมได้อย่างไร แผนการที่วางไว้อย่างดีพังทลายจนหมดสิ้น ไม่เพียงแต่แผนถูกทำลาย แม้แต่ใบหน้าของนางก็ถูกทำลายจนเสียโฉมไปด้วย จากหางตายาวลงมาถึงริมฝีปากเป็นรอยแผลบากลึกถึงสองรอย ทำให้ใบหน้าที่เคยงดงามเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์อย่างร้ายกาจ แล้วจะให้นางทนได้อย่างไร

            “ซือหรง สองวันนี้เจ้ายังมองไม่ออกอีกหรือว่าโม่เสวี่ยถงไม่ใช่โม่เสวี่ยถงคนเดิมอีกแล้ว วันนี้นางสามารถชี้ความผิดเจ้าต่อหน้าธารกำนัล ทั้งที่นางมีหลักฐานอยู่ในมือแท้ๆ แต่เพียรทำให้พวกเราเข้าใจว่านางไม่มีหลักฐาน ล่อลวงให้เจ้าเอ่ยวาจาร้ายกาจแบบนั้นออกมาได้ นังเด็กนั่นดูเหมือนคนโง่งมตรงไหน เห็นชัดว่าเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ วางแผนตะล่อมพวกเราทุกขั้นตอน เจ้าฟังแม่... ตอนนี้อย่าเต้นผางไปตามการยั่วยุของนาง สงครามยังไม่จบ ใครจะแพ้หรือชนะก็ยังไม่อาจรู้ได้” เฉินซื่อเข้ามาในห้องกล่าวเสียงเย็นยะเยือก นางยั้งมือของอวี้ซือหรง กดกาน้ำชาวางลงไปที่เดิม แล้วดึงบุตรสาวกลับไปนั่ง จากนั้นก็ยกมือขึ้นโบกให้สัญญาณกับสาวใช้ประจำตัว

            สาวใช้ประจำตัวของเฉินซื่อรีบพาตัวสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ออกไป แล้วพาบ่าวคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องออกไปด้วย หลังจากนั้นจึงค่อยปิดประตูลง

            “ท่านแม่ ข้าจะแก้แค้น ข้าอยากฆ่านังแพศยานั่นให้ตาย” รอจนทุกคนออกไปหมดแล้ว อวี้ซือหรงก็เอ่ยขึ้นด้วยความเคียดแค้น ดวงตาลุกวาวดั่งเปลวไฟ สีหน้าเย็นชาอำมหิต “ข้าจะให้มันตาย ตายอย่างเวทนาแสนสาหัส”

            “ซือหรง เจ้าอย่าใจร้อน แม่จะแก้แค้นให้เจ้าแน่ นังแพศยานั่นมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหรอก เพียงแต่สองวันนี้ให้อยู่เฉยๆ ไว้ก่อน อย่าไปก่อเรื่องอะไรอีก วันนี้สกุลอวี้ของพวกเราอยู่ในกำมือของนาง แต่คราวหน้าแม่จะทำให้นางต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ” สีหน้าของเฉินซื่อภายใต้แสงตะเกียงสลัวดูน่ากลัวราวกับผีร้าย

            “ท่านแม่ คนผู้นั้นจะใช้การได้จริงๆ หรือ อย่าให้ถึงเวลาก็คว้าน้ำเหลวอีกเล่า ครั้งนี้ข้าต้องการให้นางตายอย่างอัปยศย่อยยับอับจนอย่างที่สุด” อวี้ซือหรงกดเสียงต่ำกล่าวอย่างเข่นเขี้ยว เมื่อนึกถึงใบหน้าของตนเองที่เคยงดงามอ่อนหวานยามที่อยู่ต่อหน้าพี่ชายเซวียน บัดนี้กลับถูกทำลายจนเสียโฉม รู้สึกอึดอัดคับแค้นใจอยากเข้าไปฉีกทำลายใบหน้าของโม่เสวี่ยถงจนแทบคลั่ง

            “ครั้งนี้ไม่พลาดแน่ นี่เป็นแผนสำรองของอาหญิงรองของเจ้า นางรู้ว่านังแพศยานั่นไม่ใช่คนที่จะรับมือได้โดยง่าย” เฉินซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            อาหญิงรองที่ว่าก็คือฟางอี๋เหนียงนั่นเอง

            “ท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าก็อยากไปด้วย” อวี้ซือหรงกล่าว แค่คิดว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่โม่เสวี่ยถงต้องสูญสิ้นชื่อเสียง ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มร้ายกาจออกมา นางต้องได้เห็นโม่เสวี่ยถงพ่ายแพ้ ชื่อเสียงย่อยยับจนไม่มีหน้าจะยืนอยู่ในโลกนี้ต่อไปด้วยตาของตนเอง

            “ได้ พรุ่งนี้แม่จะพาเจ้าไปด้วย แต่อย่าทำอะไรหุนหันพลันแล่นเหมือนเมื่อก่อนอีกเล่า”

            “ท่านแม่ ครั้งนี้ข้าจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามอีกแล้ว ข้าจะคอยดูเวลาที่นังนั่นชื่อเสียงเหม็นเน่าฉาวโฉ่ไปทั่วอยู่เงียบๆ” อวี้ซือหรงกล่าวอย่างมาดร้าย แค่คิดว่าพรุ่งนี้โม่เสวี่ยถงจะต้องเกิดเรื่องงามหน้ายิ่งกว่าตัวเองหลายเท่า ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องไปดูให้ได้

            ...

            รุ่งอรุณวันต่อมา

            เนื่องจากเมื่อคืนนอนดึก ยามที่โม่เสวี่ยถงไปหาฮูหยินผู้เฒ่าฉินก็ไม่นับว่าเช้าแล้ว เวลานั้นฮูหยินผู้เฒ่ากำลังรับประทานอาหารและสนทนากับอวี้ซื่ออยู่ ส่วนสีหน้าที่เคยสดใสมีชีวิตชีวาของฉินอวี้เซวียนซึ่งยืนอยู่ด้านข้างบัดนี้กลับนิ่งขรึมจมอยู่ในภวังค์ เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงจึงค่อยรู้สึกตัวคืนสติกลับมา ริมฝีปากพลันทอยิ้มเป็นประกายอีกครั้ง

            “แม่หนูถง มาหายายตรงนี้สิ เจ้าช่วยยายดูหน่อยเถิดว่าดอกไม้แจกันนี้งดงามหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าฉินคลี่ยิ้มเอ่ยเรียกยามเห็นโม่เสวี่ยถงเดินเข้ามา

            โม่หลันถอยออกไปยืนด้านข้าง วันนี้นางสวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนทั้งตัว เนื้อผ้าไม่เลว เนื่องจากนางมีบุคลิกแตกต่างจากสาวใช้ธรรมดาทั่วไป จึงดูคล้ายกับธิดาน้อยที่เป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัวเล็กๆ แต่อวี้ซื่อกลับจำได้ว่าชุดที่นางสวมอยู่เป็นอาภรณ์ที่โม่เสวี่ยถงเคยสวมใส่ในอดีต คิดว่าคงมอบให้เป็นรางวัล จึงมิได้นำพา

            โม่เสวี่ยถงทอยิ้มอ่อนโยนอย่างไม่ถือสาแล้วคารวะอาวุโสทีละคน ก่อนจะมองไปยังบุปผาสองสามช่อที่เพิ่งเปลี่ยนเข้ามาใหม่ในแจกันซึ่งวางอยู่อีกด้านหนึ่ง ดอกเหมยยังมีหิมะเกาะพราวส่งกลิ่นหอมเย็นรวยรื่น กระตุ้นให้รู้สึกมีชีวิตชีวาและเกิดความชื่นชมโดยไม่มีสาเหตุ ดอกเหมยของวัดชิงเหลียงขึ้นชื่อเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป แต่เคยได้ยินมาว่าปรกติแล้วจะไม่ให้ใครเด็ดโดยมิได้รับอนุญาต

            อวี้ซื่อยิ้มหน้าระรื่นกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่า “ดอกเหมยแจกันนี้ ลูกสะใภ้ให้คนไปเก็บมาแต่เช้า ดอกเหมยของวัดชิงเหลียงงดงามยิ่งนัก ที่เคยเห็นมาเมื่อก่อนยังไม่สดใสสวยงามเท่าของที่นี่เลย อาจเป็นเพราะอยู่ในบารมีธรรมของพระพุทธองค์กระมัง เมื่อครู่ท่านเจ้าอาวาสยังกล่าวว่าวันนี้ดอกเหมยผลิบาน สามารถเข้าไปชมความงดงามได้”

            ป่าเหมยอยู่ภายใต้การดูแลของวัดชิงเหลียง พระลูกวัดต่างช่วยกันทำนุบำรุงอย่างพิถีพิถัน กล่าวกันว่ามีครบถ้วนทุกสายพันธุ์ แม้จะอลังการสู้ป่าเหมยที่จวนจิ้นอ๋องไม่ได้ แต่ก็ไม่แพ้ทั้งด้านความแปลก กลิ่นหอม สีสัน อีกทั้งมีคนคอยดูแลตัดแต่งอยู่เสมอ จึงให้อรรถรสในการชมที่แตกต่าง ดึงความแปลกที่มีเอกลักษณ์ให้กลายเป็นความงามที่โดดเด่น อีกทั้งยังได้หลวงจีนชั้นสูงที่มีฝีมือด้านการวาดรูปถ่ายทอดความงามของป่าเหมยออกมาเป็นภาพวาด ดังนั้นจึงทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงขึ้นมา

            แต่การทำนุบำรุงป่าเหมยให้คงสภาพความสูงส่งงดงามมิใช่เรื่องง่าย ป่าเหมยแห่งนั้นจึงมิได้เปิดให้เข้าชมทุกวัน มีเพียงบางวันเท่านั้นที่เปิดเป็นกรณีพิเศษ เช่นวันนี้

            “ถงเอ๋อร์ก็ไปด้วยกันสิ เด็กสาวแรกรุ่นต่างก็ชอบชมดอกเหมยกันทั้งนั้น” อวี้ซื่อกล่าวจบก็หันมาพูดกับโม่เสวี่ยถงด้วยรอยยิ้ม

            “ขอบพระคุณท่านป้าสะใภ้เจ้าค่ะ ถงเอ๋อร์ก็อยากไปชมป่าเหมยอยู่เหมือนกัน” โม่เสวี่ยถงตอบรับอย่างว่าง่าย

            เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็พาอวี้ซื่อและโม่เสวี่ยถงไปยังหุบเขาด้านหลังด้วยกัน ป่าเหมยที่กล่าวถึงตั้งอยู่ที่นั่น

            เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงตามออกไปโดยมิได้เคลือบแคลง อวี้ซื่อจึงค่อยคลายใจ นางประคองฮูหยินผู้เฒ่าอยู่อีกด้านหนึ่งพลางชวนพูดคุยหยอกเย้า สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานประหนึ่งถูกโละทิ้งไปจากสมองนานแล้ว

            เมื่อมาถึงที่หมายจึงพบว่ามีผู้มาเที่ยวชมป่าเหมยไม่น้อย คนส่วนใหญ่ล้วนขึ้นเขามาเพื่อชมป่าเหมยโดยเฉพาะ

            เนื่องจากป่าเหมยอยู่ภายในเขตเรือนพักชั้นในของสตรี พระผู้เฝ้าสถานที่จึงเป็นหลวงจีนน้อยอายุเจ็ดแปดขวบ ทั้งดูร่าเริงสดใสและไม่ผิดจารีตประเพณี

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828