บทที่ 4 น้องสาว
อ๊าก!
ทันทีที่ทิวาเลื่อนผ่าน แสงอรุณสาดส่องผ่านม่าน หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีร่วมเตียงก็จริง ทว่าพวกเขาทั้งคู่ดันอยู่ในสภาพที่ไม่สมควรอยู่ สายจนตะวันโด่งป่านนี้บานประตูห้องหอยังไม่เปิด สตรีอีกคนหน้าหงิกทนนั่งโบกแมลงที่โต๊ะอาหารคนเดียวไม่ไหว จึงบุกมาที่ห้องหอโดยไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด นางยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปด้านในเสียด้วยซ้ำ เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นมา
‘เฉาจิ้ง’ องครักษ์รับใช้ที่เติบโตมาพร้อมไป๋เจี๋ย รีบวิ่งเข้ามาปกป้องคุณหนูรองด้วยอากัปกิริยาจริงจัง มือซ้ายตั้งวงดาบไว้ด้านหน้า มือขวาไพล่หลังอยู่ในกระบวนท่าคอยระวัง แต่แล้วเฉาจิ้งก็ต้องรีบเก็บดาบสู่ฝักโดยเร็วเมื่อเห็นดวงตาสีเข้มของไป๋เจี๋ยจ้องเขม็ง รอบดวงตาของชายหนุ่มคล้ำปะไรวอดนอนมาทั้งคืน ส่วนเ้าสาวแซ่เฟย ยังสวมอาภรณ์มงคลครบทุกส่วน ทว่าสภาพนางไม่ใคร่บรรยายสักเท่าไหร่
“สารเลวไป๋เจี๋ย! ปล่อยข้า!” เสียงสุกใสของนางแว่วด่าทันทีที่ลืมตาตื่น
“รับปากข้าว่าจะไม่บุ่มบ่ามทำเื่หย่า” ไป๋เจี๋ยเปล่งเสียงพูดอย่างเหน็ดเหนื่อย
*****
หาก ‘มิ่งเสี่ยวเหมย’ น้องสาวจอมร้ายกาจของไป๋เจี๋ยไม่ออกหน้ามาเฝ้าด้วยตัวเอง เกรงว่าไม่ใช่เื่ง่ายที่ไป๋เจี๋ยจะยอมปล่อยให้ฮวนหรงอยู่ลำพัง ยามนี้น้องหญิงคนงามนั่งจิบชา ชิมขนมด้วยสีหน้ายับย่นรออยู่ด้านนอก ส่วนฮวนหรงชำระร่างกายเสร็จก็นั่งหลังตรงให้อิ่นจูสางผมอยู่หน้าคันฉ่อง
วันนี้อิ่นจูบังอาจลอบสังเกตสีหน้าของผู้เป็นาย พบว่าดวงตาเป็ประกายเจิดจ้าสดใส ั้แ่ที่ตะวันเด่นฟ้า อิ่นจูทำหลายอย่างไม่ถูกใจ แต่คุณหนูเฟยของนางกลับไม่ต่อว่าด่าทอหรือทุบตีเฉกเช่นเมื่อก่อน ซ้ำแล้วยังพูดกำชับอย่างห่วงใยว่า “ระวังหน่อย”
อิ่นจูจึงรู้สึกว่าคุณหนูของนางนั้นเปลี่ยนไปมาก แล้วอดนึกถึงคำพูดที่หลุดออกจากปากคุณหนูเมื่อคืนไม่ได้ “ตั้งสติแล้วฟังข้า จากนี้เ้าจะไม่โดนตีแล้ว” ดูท่าว่าประโยคนี้น่าจะบังเกิดขึ้นเป็ความจริงแล้ว ในเมื่อผู้เป็นายผ่อนปรนไม่ร้ายกาจ ด้วยความห่วงใยอิ่นจูจึงบังอาจเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสาว่า “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ”
ด้านฮวนหรงได้ฟังคำถามปลายเปิดจำพวกนั้น นางก็เกิดอารมณ์ร้อนระอุ พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธว่า
“เมื่อคืนข้าหมายจะหย่า! ใยไม่ยอมให้หย่า! ข้าหยิบปิ่นขึ้นมากรีดเนื้อตัวเองประท้วงก็ไม่ได้ผล เดิมทีเขาอยากให้ข้าตายนักมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลัวข้าทำร้ายตัวเองนัก! เ้าเชื่อหรือไม่ เพื่อไม่ให้ข้าบุ่มบ่ามไปหย่า มิ่งไป๋เจี๋ยถึงขั้นมัดข้าติดกับขื่อเตียง แล้วนั่งเฝ้าข้าทั้งคืน ตกดึกครั้นจะผล็อยหลับก็กลัวข้าหนีไป ท้ายที่สุดก็ต้องห่อข้าด้วยผ้าห่มจนกลายเป็หนอนดักแด้ สมกับเป็แม่ทัพผู้บัญชาการเหล่าทหาร จะทำอะไรก็ต้องรัดกุม”
ขณะที่ฮวนหรงเล่าเรียงเหตุการณ์ด้วยอารมณ์คลั่งหมายหัว นางคงลืมไปกระมังว่าเสี่ยวเหมยนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งเพื่อเฝ้านาง บัดนี้เื่ขายขี้หน้าเสี่ยวเหมยได้ยินหมดแล้ว เด็กสาวอายุราวสิบห้าปีสำลักน้ำชา ยกฝ่ามือตบหน้าขาฉาดหัวเราะร่วนด้วยความขบขัน แล้วพูดไล่หลังขึ้นว่า “ใบหน้าของเ้าก็เหมือนหนอนไหมจริง ๆ นั่นแหละ”
อันที่จริงมิ่งเสี่ยวเหมยนั้นมีนิสัยเหมือนเฟยฮวนหรงมาก เพราะนางเป็บุตรสาวคนรองที่มีพี่ใหญ่อย่างไป๋เจี๋ยคอยปกป้อง ฮวนหรงต่างอิจฉาเสี่ยวเหมยที่ได้เป็สตรีเพียงคนเดียวที่ไป๋เจี๋ยยอมก้มหัวให้ และยอมอ่อนข้อให้ตลอด มิ่งไป๋เจี๋ยผู้นี้ภายนอกอาจดูน่าเกรงขามและเ็า แต่กับมิ่งเสี่ยวเหมยผู้เป็น้องสาว เขาอ่อนโยนและอบอุ่นกับนางมาก
หลายครั้งที่เสี่ยวเหมยทำเื่ผิดแต่ไป๋เจี๋ยไม่กล้าดุด่า เพราะคิดสงสารนางที่เป็เด็กอาภัพ ลืมตาดูโลกได้เพียงแปดปี บิดาก็ล้มหายตายจาก มีมารดาก็เหมือนไม่มี เพราะมิ่งฮูหยินใหญ่ยึดติดกับการตายของสามี จึงหันมาฝักใฝ่ทางธรรมขอพรที่อารามหลวงนานแรมเดือน บางคราก็แรมปี ดังนั้นเื่ในจวนไป๋เจี๋ยจึงเป็ดูแลรับผิดชอบทั้งหมด โดยมีสาวใช้ที่ชื่อว่าอู๋หวาเป็คนช่วยดูแลอีกแรงหนึ่ง
เล่าย้อนไปถึงตอนที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไป๋เจี๋ยได้เห็นเฟยฮวนหรงครั้งแรกก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความงามของนางในใจ ครู่หนึ่งเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า อันความงามเหล่านี้มีประโยชน์อย่างไร นิสัยเ้าอารมณ์ของเฟยฮวนหรงเลื่องลือระบือไกลใครบ้างไม่รู้ ดังนั้นไป๋เจี๋ยได้พบหน้าฮวนหรงทีไร ก็อดนำไปเปรียบเทียบกับเสี่ยวเหมยไม่ได้ ชายหนุ่มคิดว่าหากจวนสกุลมิ่งมีฮูหยินนิสัยเหมือนน้องสาวเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคน
เกรงว่าจวนสกุลมิ่งคงไม่มีวันสงบสุข เช้าสายบ่ายเย็น ไม่คนใดคนหนึ่งก็ต้องวิ่งแจ้นมาฟ้องว่าอีกฝ่ายรังแก อันเสี่ยวเหมยก็ห่วงใยเฝ้าถนอมดั่งไข่ในหิน ส่วนเมียที่แต่งเข้าบ้านก็ยิ่งต้องรัก ดังนั้นจะมาให้เลือกเข้าข้างผู้ใดผู้หนึ่งก็คงไม่ถูกต้องกระมัง นับั้แ่ที่คิดได้ดังนี้ไป๋เจี๋ยจึงพยายามรักษาระยะห่าง และปฏิเสธไมตรีของเฟยฮวนหรงตลอดมา
เวลานี้ฮวนหรงแต่งตัวเสร็จพอดี จึงลุกจากตั่งเล็กแล้วเดินตรงไปหาเสี่ยวเหมยที่กำลังนั่งหัวเราะเย้ยหยันคนอื่น อีกแค่ก้าวเดียว ก้าวเดียวเท่านั้นก็จะเดินไปหยุดที่ตรงหน้าของเสี่ยวเหมย จู่ ๆ ฮวนหรงก็รู้สึกอบอุ่นที่รอบข้อมือซ้าย ไป๋เจี๋ยมาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ แล้วถือวิสาสะอันใดมาเตะต้องตัวนาง ฮวนหรงเพิ่งอ้าปากได้เพียงกึ่งหนึ่ง เขาก็ชิงพูดสวนขึ้นมาว่า “ทำอะไรเสี่ยวเหมยแม้แต่ปลายเล็บ เ้าจะมีสภาพเลวร้ายกว่าเมื่อคืนแน่!”
ครั้นวาจาของคนผู้นั้นสิ้นสุดลง ฮวนหรงได้แต่อ้าปากข้างเหลือจะเชื่อ ปากนางที่อ้าค้างไว้ก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ยามนี้ได้แต่คิดในใจว่า ผู้เป็สามีจะมองนางในแง่ดีบ้างไม่ได้เลยหรือ ฮวนหรงก็แค่จะเดินมาชวนเสี่ยวเหมยไปทานอาหารก็เท่านั้น หาใช่จะเข้าหานางเพื่อตบตีหาเื่เสียหน่อย แต่พอนึกย้อนกลับไปไป๋เจี๋ยจะระแวงก็ไม่แปลก จำได้ว่าครั้งหนึ่งเสี่ยวเหมยเคยพูดจาดูิ่ฮวนหรงในวันหมั้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ท้ายที่สุดจบลงที่ลงไม้ลงมือ นับั้แ่นั้นเป็ต้นมา สตรีทั้งสองก็กลายเป็ไม้เบื่อไม้เมา ราวกับงูเห่าวิ่งจับหนู
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน หลังจากเฟยฮวนหรงกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางตั้งใจจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี หากมีความตั้งใจอันแน่วแน่อย่างนี้แล้วก็ไม่เห็นต้องไปถือสาที่เสี่ยวเหมยจะหัวเราะมีความสุข อันตัวน้องสามีมีความสุข ก็ดีกว่าไม่มีความสุขไม่ใช่หรือ นางจะหัวเราะเยาะก็ช่างหัวนางปะไร อย่างไรมันก็ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร
อีกอย่างก็กลายเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว คนเราก็ต้องเคยมีเื่น่าอับอายกันทั้งนั้น ฮวนหรงย่อมไม่ถือสาเด็กสาวอายุสิบห้าหรอก ยามนี้นอกจากไม่พอใจกับพฤติกรรมหยาบกระด้างของสามี ในหัวสมองของนางก็เอาแต่นึกถึงอาหารอันโอชะ นั่นเป็เพราะนางยังไม่ได้กินอะไรั้แ่เมื่อคืน ก็ถูกมัดมือมัดเท้าเสียแล้ว ครั้นนับโมงยามมาถึงตอนนี้ก็สายโข ไม่แปลกที่ฮวนหรงจะหิวจนไส้กิ่วหน้ามืดตามัว
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เงียบงัน เสียงร้องโอ้กดังขึ้นมารบกวน ไป๋เจี๋ยได้แต่ขมวดคิ้วคล้าย้าจะคาดขั้นเอาคำตอบจากปากฮวนหรงให้ได้ ด้านเสี่ยวเหมยก็ติดนิสัยอย่างหนึ่ง คือจะรอทานอาหารกับพี่ใหญ่ทุกเช้า ปกติแล้วมิ่งไป๋เจี๋ยที่พี่ใหญ่ของนาง ตรงต่อเวลาเสมอไม่เคยหย่อนยานเลยสักครั้ง หากไม่ผิดแปลกอย่างวันนี้เสี่ยวเหมยคงไม่ใจกล้าบุกไปถึงห้องหอหรอก น้ำเสียงหงุดหงิดกระฟัดกระเฟียดดังแทรกขึ้นมาจากปากเสี่ยวเหมย “ข้าหิว! จะตามข้าไปกินข้าว หรือจะจู๋จี๋กับนางที่นี่ ท่านพี่เลือก!”
ไป๋เจี๋ยกุมขมับแล้วลากสตรีทั้งสองไปทานอาหารเช้าพร้อมกันให้รู้แล้วรู้รอดไป