บทที่ 3
กันยายน 1715ฉันไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว... เธอครุ่นคิดขณะที่รถม้าวิ่งกึงกังไปตามเส้นทางขรุขระ กระแทกกระทั้นอยู่กับร่องลึกของรอยเกวียน...ขณะที่ฉันอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว บรรลุนิติภาวะและมีความเป็นสาวเต็มตัว แต่ภาระความรับผิดชอบ ทั้งหลายก็โถมทับลงบนตัวทันทีเหมือนกัน และขณะนี้เราก็กำลังอยู่บนถนนสายที่มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอนเพื่อจะไปพบกับญาติผู้มีชื่อว่าเฮสเตอร์เลดี้ด๊านซ์ฮอลแลนด์ได้ตอบจดหมายมาเมื่อปีกลายด้วยความกระตือรือร้น เชื้อเชิญให้เธอกับเอ็มม่าเดินทางไปหาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แต่ไอเรนี่ก็ได้ให้เหตุผลไปในจดหมายตอบว่า เธอกับน้องสาวอยากจะไว้ทุกข์ให้กับพ่อแม่สักหนึ่งปีก่อน และยังมีงานอีกหลายอย่างที่จะต้องชำระสะสางก่อนหน้าที่จะเดินทางไปลอนดอนดังกล่าวมิสเตอร์เมย์ฟิลด์ได้ช่วยจัดการชำระหนี้สินทั้งหมด ภายหลังจากที่ได้ตรวจสอบบัญชีและปรึกษาหารือกับไอเรนี่ตลอดช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์นั้น พี่น้องสองสาวได้ใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และเตรียมตัวเกี่ยวกับการย้ายที่อยู่เป็นการชั่วคราว ต้องปรึกษาเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนตัวที่จะนำไปด้วยอยู่ตลอดเวลาเมื่อวันเวลาผ่านไปความโศกเศร้าก็ค่อยคลายลง และเอ็มม่าก็ตั้งคำถามต่างๆ ที่เกี่ยวกับกรุงลอนดอนอยู่ตลอดเวลาซึ่งไอเรนี่ก็ไม่สามารถจะตอบให้น้องสาวเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งในที่สุดก็ตัดสินใจไปขอยืมหนังสือจากห้องสมุดในเมืองมาอ่านกว่าจะถึงเวลาของการเดินทาง ทั้งคู่ต่างก็มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ตนสงสัยอยู่มากพอทีเดียวและขณะนี้ ยามที่รถกำลังวิ่งไปข้างหน้า ความกระวนกระวายใจของไอเรนี่ก็ดูจะเพิ่มมากขึ้น อยากจะเห็นเมืองหลวงเสียเร็วๆเสียงฟ้าคำรามกึกก้องขึ้น เอ็มม่าซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามถึงกับหน้าเสีย ไอเรนี่เปิดม่านข้างตัวรถที่เป็นแผ่นหนังผืนใหญ่ออกทอดสายตามองดูสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักด้วยความไม่สบายใจที่จริงฝนได้ตกลงมาตั้งแต่ตอนที่สองพี่น้องขึ้นรถและเดินทางออกจากบ้านอันแสนสุขมาแล้ว ดูเหมือนฝนจะติดตามมาตลอดทาง ทำให้เส้นทางที่ย่ำแย่อยู่แล้วเลวลงยิ่งกว่าเดิมหลายต่อหลายครั้งที่ต้องลงจากรถ ขณะที่จอห์น ฮ๊อบเฮ้าส์คนขับใช้แส้กระตุ้นให้ม้าวิ่งไปข้างหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้รถต้องตกหล่ม ด้วยน้ำหนักที่มากเกินกว่ากำลังของม้าจะลากไปได้และพี่น้องสองสาวก็ต้องลงกินอาหารกลางวันกันหน้าโรงแรมเล็กๆ ระหว่างทางสิ่งที่แน่นอนนั้นมีอยู่เพียงประการเดียวคือบัดนี้เธอโตขึ้นอีกหนึ่งปี กระนั้น ไอเรนี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีความผิดปกติแต่อย่างใด นอกเสียจากความตื่นเต้นที่เพิ่มมากขึ้น ขณะรถวิ่งใกล้กรุงลอนดอนเข้ามาทุกขณะเท่านั้นลอนดอน..ความฝันทั้งมวลของเธอเหมือนจะแฝงฝังอยู่ในเมืองอันมีมนต์ขลังนั้น ไอเรนี่เฝ้าครุ่นคิดถึงแต่เมืองหลวงนี้จนนับครั้งไม่ถ้วน ขณะอยู่ในระหว่างการไว้ทุกข์ ทั้งยามหลับและยามตื่น ลอนดอน...อีกไม่นานเธอกับน้องสาวก็จะได้เห็นเมืองนั้นแล้ว อีกไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไปสิ้น มันจะต้องดีกว่า น่าตื่นเต้นกว่าชีวิตในเมืองชนบทอย่างแน่นอนไอเรนี่มีความรู้สึกว่าการเดินทางไปกรุงลอนดอนของเธอกับน้องสาวในครั้งนี้ มันคล้ายจะเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งชีวิต มันเป็นการเริ่มต้นของชีวิตที่แปลกใหม่ เป็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่อาจหยั่งรู้อย่างลึกซึ้งได้แม้ว่าขณะนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นยามบ่าย แต่กระนั้นท้องฟ้าภายนอกก็มืดมิด กลุ่มเมฆสีเทาทึบปิดกั้นแสงอาทิตย์ไว้เสียสิ้น อากาศชื้นจัดละไอหมอกอบอวลอยู่รอบตันไม้ใหญ่น้อย ไอเรนี่พยายามเพ่งสายตาฝ่าความสลัวรางออกไป แต่ก็มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเส้นทางที่เห็นเป็นเงาดำ เสียงฟ้ากระหึ่มขึ้นอีกครั้งดูจะดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วพื้นปฐพี กลุ่มเมฆเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วและน่ากลัวเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าพายุฝนรุนแรงกำลังใกล้เข้ามาแล้ว อีกครั้งหนึ่งที่เอ็มม่าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ และไอเรนี่ก็ตบมือน้องเบาๆ อย่างปลอบใจขณะนั้นรถยังไม่ได้ข้ามแม่น้ำเมดเวย์เสียด้วยซ้ำ...ไอเรนี่หวังแต่เพียงว่าฝนจะหยุดตกก่อนหน้าจะถึงสะพานนั้น...แต่ขณะเดียวกันก็ยังจะต้องผ่านหมู่บ้านเมดสโตนกับเซเว่นโอ๊คส์ ซึ่งบางทีอาจจะไปถึงไม่ทันในวันนี้ คงจะต้องรอจนกว่าถึงพรุ่งนี้ หรือไม่ก็ในวันต่อไปสุดแต่สภาพของอากาศเธอพยายามตั้งสมาธิอยู่กับหนังสือที่กางอยู่บนตัก แต่อาการกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงทำให้หนังสือตกลงต่อหน้าและความสลัวของแสงก็ทำให้อ่านต่อไม่ได้ด้วย ดังนั้นเธอจึงต้องปิดหนังสือลง คั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ด้วยริบบิ้น จากนั้นก็ทอดสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ไอเรนี่พยายามจะหลับอยู่บ้าง แต่ก็ได้แค่เพียงงีบไปชั่วครู่เดียวเท่านั้น แม้แต่การจะชวนเอ็มม่าคุยก็ยังดูจะทำไม่ได้ ดังนั้นมันจึงเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างจะเงียบเหงาอยู่ไม่น้อยสายฟ้าแลบแปลบปลาบอย่างน่ากลัวอยู่ใกล้ตัวแต่ความสว่างนั้นก็ช่วยให้พอมองเห็นทัศนียภาพของสองข้างทางได้บ้าง ถนนเบื้องหน้าเป็นหล่มโคลน ลำธารสองข้างทางเอ่อท้นอยู่ด้วยกระแสน้ำเชี่ยวกราก กิ่งไม้ใหญ่ชะโงกเงื้อมเข้ามาหาทั้งสองฟากฝั่งถนน แสงสว่างที่พอจะมองเห็นได้ก็แต่เพียงจากตะเกียงด้านซ้ายของรถเท่านั้นเธอได้ยินเสียงจอห์นทั้งปลอบโยนและดุด่าม้าทั้งสี่ตัวที่เปียกโชกให้วิ่งต่อไปข้างหน้า ไอเรนี่ไม่ได้รู้สึกอิจฉาการทำงานของเขาในวันนี้เลย แม้ว่าจอห์นจะต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหนาหนักเพื่อป้องกันความหนาวเย็น กระนั้นสายฝนที่สาดกระหน่ำก็ทำให้เขาเปียกโชก สายลมเย็นเยือกพัดต้องใบหน้าจนชาด้านความแรงของลมพัดพาละอองฝนเข้ามาถึงในรถ ทำให้เธอต้องรีบปิดม่านลงหญิงสาวถอนหายใจอย่างหนักหน่วง เอนร่างลงพิงพนักซึ่งก็เป็นขณะเดียวกันกับที่สายฟ้าฟาดลงมาถูกต้นไม้ข้างทางหักโค่นลง กิ่งใหญ่ฉีกขาดออกจากต้น ฟาดลงมาบนถนนห่างจากรถนิดเดียว เอ็มม่ากรีดร้องด้วยความตกใจ ซุกหน้าลงในฝ่ามือ ไอเรนี่ผวาเข้ากอดน้องไว้อย่างเห็นใจฝน...ไม่ว่าจะมองไปทางไหนมีแต่ฝนทั้งนั้น.. เธอถอนหายใจหนักหน่วง ไม่รู้ว่าฝนจะตกต่อไปอีกนานเท่าไร เป็นไปได้หรือไม่ที่ถนนเข้าสู่กรุงลอนดอนจะกลายเป็นโคลนตมไปเสียสิ้น? หรือว่าเธอกับน้องจะต้องเข้าในเมืองท่ามกลางสายฝนไม่สามารถจะมองเห็นทัศนียภาพของเมืองได้เลยอย่างนั้นหรือ? เธอไม่อยากให้มันเป็นเช่นนั้นเลย ไม่อยากให้ตัวเองต้องพลาดโอกาสอันดีเช่นนั้นไป แต่สายฝนก็ยังกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย“อีกนานไหมนี่กว่าจะถึงลอนดอน? ” เอ็มม่าเอ่ยถามขึ้นน้ำเสียงสั่นสะท้าน“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ตอนอยู่ที่โรงแรมน่ะจอห์นเขาบอกว่าเราต้องเดินทางประมาณหนึ่งวัน แต่นั่นก็หมายความว่าต้องเป็นวันอากาศดีด้วย แต่เมื่อสภาพถนนมันเป็นอย่างนี้พี่ก็ไม่คิดหรอกว่า...”ทันใดนั้นเองรถก็เอียงวูบไปทางขวา ไอเรนี่ซึ่งไม่ทันระวังตัวถลาไปอีกฟากหนึ่ง รถหยุดลงอย่างกะทันหันร่างกระแทกกลับมาชนกับผนังด้านข้างเต็มแรง เธอตกตะลึงไปเป็นครู่ แต่แล้วก็รู้สึกตัวอย่างรวดเร็วและรู้ว่าตัวเองไม่ได้รับอันตรายอย่างไรเลย เธอประคองตัวขึ้นแต่ก็ต้องหยุดอยู่กับที่เมื่อรู้สึกว่ารถสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างรุนแรง ก่อนจะพลิกคว่ำลงทางด้านขวาราวกับถูกมือยักษ์จับโยนให้พลิกคว่ำ ไอเรนี่ซวนเซล้มลงกระแทกกับพื้นโครมใหญ่ส่วนเอ็มม่านั้นหล่นลงไปกองอยู่กับพื้นตั้งแต่ตอนที่รถเอียงวูบครั้งแรกแล้ว และยังคงนอนอยู่กับพื้นรถนั่นเอง ทั้งสองพี่น้องต้องนอนอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานาน ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนตัว ด้วยกลัวว่ารถจะพลิกคว่ำต่อไปอีก เมื่อเวลาผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ไอเรนี่ได้ยินก็คือเสียงฝนที่สาดกระหน่ำอยู่กับรถ กับเสียงม้าตัวหนึ่งร้องครวญครางโหยหวนในที่สุดเธอก็ดึงชายกระโปรงที่ติดอยู่กับประตูด้านขวาออก ผ้าที่เปียกขึ้นขาดเป็นทาง แต่ไอเรนี่ไม่สนใจ รวบชายกระโปรงได้ก็เอื้อมมือไปยังประตูรถด้านซ้ายซึ่งขณะนี้อยู่สูงเลยศีรษะขึ้นไปประมาณหนึ่งฟุต แม้จะจับลูกบิดประตูได้แต่ก็ไม่สามารถพาตัวออกไปได้อยู่ดี เธอรู้ว่ามีอยู่วิธีเดียวที่จะออกจากรถได้ก็คือ ต้องเอาหีบห่อที่มีอยู่วางซ้อนกันเข้าและยืนขึ้นบนนั้นเพื่อจะเปิดประตูได้“อย่านะ...ไอเรนี่... อย่าทำอย่างนั้นได้โปรดเถอะ...” เอ็มม่ารีบยุดมือไว้เมื่อพอจะรู้ว่าพี่สาวกำลังจะทำอะไร “หนูกลัว... หนูไม่อยากถูกทิ้งไว้ในนี้คนเดียว แล้วพี่ก็ไม่รู้ด้วยนะว่าข้างนอกนั่นน่ะมันมีอันตรายรอเราอยู่หรือเปล่า”“ก็เพราะอย่างนั้นน่ะสิถึงต้องออกไปดูไงล่ะ เราจะอยู่ในนี้ไม่ได้หรอก จอห์นอาจได้รับบาดเจ็บ และอาจกำลังต้องการความช่วยเหลือจากเราอยู่ก็เป็นได้ หรือไม่ม้ามันก็อาจจะได้รับบาดเจ็บตามไปด้วย ยิ่งกว่านั้นเรายังต้องการความช่วยเหลือด้วยนะ จะมานั่งอยู่แต่ในความมืดที่ไม่เห็นอะไร ได้แต่นั่งจับมือกันอยู่น่ะเห็นจะตายเปล่าแน่”ขณะที่พูด เธอก็รวบรวมกล่องเครื่องประดับอันมีค่าและอื่นๆ ไปกองรวมกันไว้กลางรถ จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนกองสัมภาระที่ไม่ได้มั่นคงอะไรเลย เมื่อคว้าลูกบิดได้ก็บิดลงเต็มแรง พร้อมกับผลักประตูให้เปิดออก สายฝนสาดลงมาต้องใบหน้าแต่เธอก็กัดฟันไว้ จับข้างรถไว้แน่นค่อยๆ ดึงตัวเองออกไปทางช่องว่างจนกระทั่งขึ้นไปอยู่บนซีกรถด้านบน เธอต้องยกมือขึ้นป้องตาไว้เพื่อให้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ชัดเจนขึ้นขณะมองดูสภาพภูมิประเทศอยู่นั้น ไอเรนี่ได้ตระหนักว่าสถานการณ์ที่ตนกับน้องสาวกำลังประสบอยู่ในเวลานี้นั้นมันเลวร้ายกว่าที่คิดไว้มาก รถม้าคันที่โดยสารมาตะแคงไปข้างหนึ่งและอยู่กลางหล่มโคลนเสียอีก เพลาล้อข้างหนึ่งขาดออกอย่างน้อยล้ำทั้งสี่ตัวก็หลุดไปได้ ไม่มีตัวไหนต้องได้รับบาดเจ็บนอนอยู่กลางหล่มโคลนเลย และดูเหมือนเธอจะได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่ควบไปตามถนนไกลออกไปทุกทีอีกด้วยไม่เป็นไร...เธอปลอบใจตัวเอง ยังมีเวลาอีกมากที่จะตามหามันให้พบ ขณะนี้จำเป็นต้องหาตัวคนขับรถให้พบเสียก่อน เธอกวาดสายตามองหาร่างผอมสูงของจอห์น ฮ๊อบเฮ้าส์ไปทั่ว แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ เธอเดาเอาว่าร่างของเขาจะต้องถูกเหวี่ยงกระเด็นลงจากที่นั่ง และจะต้องนอนกลิ้งอยู่ที่ไหนสักแห่งกลางหล่มโคลนแน่ ขณะปีนออกจากรถนั้นเธอได้แต่ภาวนาขอให้เขารอดปลอดภัยเถิด อย่าต้องได้รับบาดเจ็บมากมายอะไรเลย