ฉีเมี่ยวได้ยินคำพูดนี้ก็เลิกคิ้วเลียนแบบท่าทางของเขาเหตุใดน้ำเสียงซื่อจื่อฟังดูหึงหวงถึงเพียงนี้ล่ะคล้ายว่านางนัดผู้อื่นไปลับหลังเขา
“นอกจากท่านยังมีผู้ใดไปกับข้าได้อีก ข้ากังวลว่าร่างกายท่านจะทนไม่ไหวอย่างไรเสียออกไปก็ต้องนั่งรถม้าเหน็ดเหนื่อย ร่างกายท่านเพิ่งดีขึ้นเล็กน้อย”
ไป๋ซีอวิ๋นรู้อยู่แล้วว่านางห่วงใยเลิกคิดหยอกล้อและพูดว่า “ครั้งนี้ข้าจำเป็ต้องไป มิฉะนั้นวันเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงเ้ากลับไปคนเดียววันหน้าอยู่ครอบครัวฝ่ายหญิงก็ไม่ได้เงยหน้าอ้าปากแล้ว เ้าไม่มีมารดาผู้ให้กำเนิดบิดาก็เป็เช่นนั้น บัดนี้ญาติที่รู้สารทุกข์สุกดิบมีเพียงข้า่เวลาสำคัญถ้าข้าไม่อาจหนุนหลังเ้า ยังให้เ้าคาดหวังกับผู้ใด ยิ่งกว่านั้นยามนี้ข้าร่างกายดีขึ้นแล้วไม่ใช่ไปไม่ได้”
ฉีเมี่ยวเม้มริมฝีปากแดงขนตาหลุบต่ำมองผ้าเช็ดหน้าในมือของตน
นางมองออกว่าซื่อจื่อคิดเพื่อนางอย่างซื่อสัตย์จริงใจแม้เขาสุขภาพไม่ดี ซ้ำยังมักจะอึมครึมอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรเขายอมรับนางมาปกป้องอย่างเข้มแข็ง แม้ร่างกายเจ็บป่วยอ่อนแอก็ยังไม่ยอมปล่อยมือนางย่อมรู้สึกซาบซึ้งใจ
บุรุษเช่นนี้คู่ควรให้นางพยายามรักษาเป็การตอบแทน
“ในเมื่อซื่อจื่อจะไปด้วยกัน เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมการ”
นางตาเป็ประกายเสียงอ่อนหวาน ไป๋ซีอวิ๋นมองไม่พอในทุกเมื่อเชื่อวันสายตาร้อนแรงมองนางอย่างเร่าร้อนจนฉีเมี่ยวหัวใจเต้นรัว เบนสายตาออกเหมือนจะหนีไป
“ให้พวกสาวใช้ไป เ้าเท้าเจ็บยังไม่หายดี”ไป๋ซีอวิ๋นตบเตียงป๋าปู้ที่ปูด้วยผ้าทองามสีแดงเข้ม “มานั่งนี่สิข้าดูแผลเ้าหน่อย”
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว” เดิมทีฉีเมี่ยวยังคิดจะปฏิเสธทนสายตาห่วงใยเช่นนั้นของเขาไม่ได้ ก็หันหลังสั่งอ้ายเหลียนต้องจัดข้างในรถม้าให้อ่อนนุ่มสุขสบาย ซ้ำยังกำชับสิ่งที่ต้องนำไปด้วยคราวนี้ถึงนั่งลงข้างไป๋ซีอวิ๋น
ไป๋ซีอวิ๋นให้นางถอดรองเท้าและถุงเท้ามือใหญ่ผอมแห้งจับเท้าหยกของนางตรวจสอบแผลลวกบนนั้นอย่างระมัดระวัง
แผลนั้นไม่น่าใเหมือนในยามแรกแต่เมื่อหลังเท้าถูกรองเท้าและถุงเท้าเสียดสีนั้นยังคงเจ็บ
เขาจับเท้าของนางไว้โน้มตัวเป่าเบาๆ ราวกับเช่นนี้ก็บรรเทาความเ็ปของนางได้
ฉีเมี่ยวสองมือค้ำยันฟูกนอนข้างหลังเขินอายจนหน้าร้อนผ่าวเห็นปี้ย่วนกับปิงเหลียนที่ยืนคอยรับใช้ข้างม่านฉลุยิ้มอย่างคลุมเครือออกไปแล้วนางตำหนิอย่างจนปัญญา “ซื่อจื่ออย่าทำเช่นนี้ ให้คนเห็นจะเข้าท่าได้อย่างไร”
ไป๋ซีอวิ๋นเหนื่อยอยู่บ้างปล่อยมือ พูดอย่างสมเหตุสมผล “เ้าเป็ภรรยาของข้ายังสนใจว่าคนนอกจะพูดอย่างไร”
ฉีเมี่ยวไปต่อไม่ถูก
ทางเดินแว่วเสียงพูดคุยแ่เบาทุกอย่างพร้อมแล้ว ฉีเมี่ยวรีบแต่งตัวให้เรียบร้อย ลงไปสั่งคนเตรียมเกี้ยว
ผู้ใดจะรู้ว่าไป๋ซีอวิ๋นเพิ่งขึ้นเกี้ยวนั่งมั่นคงกลับได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบใกล้เข้ามา ผู้มาเยือนแลดูร้อนใจยิ่งนัก
ฉีเมี่ยวลงจากเกี้ยวอีกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้น”
“เรียนซื่อจื่อฮูหยิน” สาวใช้น้อยทำความเคารพ หอบหายใจขณะพูดว่า “ประตูสองส่งคนมาแจ้งข่าวบอกว่าซุนกงกง[1]ข้างกายว่านกุ้ยเฟยมาเยือนยามนี้กำลังมุ่งหน้ามาทางเรือนชิ่นหยวน”
ว่านกุ้ยเฟยปกครองตำหนักในได้รับความไว้วางใจและความโปรดปรานจากฮ่องเต้อย่างลึกซึ้งถ้าไม่ใช่เพราะสกุลว่านแข็งแกร่งเกินไปจนฮ่องเต้หวาดระแวงเกรงว่าว่านกุ้ยเฟยจะกลายเป็มารดาแห่งแผ่นดินนานแล้วซุนกงกงข้างกายว่านกุ้ยเฟยมาเรือนชิ่นหยวนด้วยตนเองฮูหยินขั้นสูงทั่วไปก็ไม่แน่ว่าจะได้รับเกียรติเช่นนี้
ฉีเมี่ยวขมวดคิ้วพยายามค้นหาในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แต่เพราะเ้าของร่างเดิมเป็คนเก็บตัวตามกฎเกินไปคนรับใช้ในลานบ้านของตนยังจัดการไม่ได้ เื่เช่นนี้นางย่อมไม่รู้
นางจึงมองไป๋ซีอวิ๋นอย่างสงสัย
บ่าวเลิกม่านเกี้ยว
ไป๋ซีอวิ๋นสวมชุดแพรสีฟ้าอ่อนสีหน้าซีดเผือด “อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยไป พบซุนกงกงก่อน”
“ได้” ที่จริงในใจฉีเมี่ยว ถ้าไม่ใช่เพราะธรรมเนียมสมัยโบราณต้องเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงเพื่อไม่ให้วันหน้ามีคนยกเื่นี้มาวิพากษ์วิจารณ์ นางคงไม่กลับไปเยี่ยมครอบครัวฝ่ายหญิงที่ไม่เข้าท่านั้นเด็ดขาดเพียงนึกถึงมารดาเลี้ยงกับพี่รองของนางอีกทั้งพ่อที่ขายลูกสาวเพื่อเสริมตำแหน่งของตนให้แข็งแรงผู้นั้นฉีเมี่ยวก็รู้สึกคลื่นไส้
ไม่นานคนสวมเสื้อคลุมสีเทาเงิน อายุประมาณสี่สิบปีหน้าขาวไร้หนวด พร้อมกับขันทีน้อยสองคนสาวเท้าเข้ามา
คนนำทางเป็หมัวมัวผู้ดูแลในจวนปกติจะไม่ทำธุระด้วยตนเอง วันนี้กลับพูดคุยกับซุนกงกงอย่างนอบน้อมเพียงแต่อีกฝ่ายท่าทางหยิ่งผยองไม่ค่อยสนใจนัก
ผู้ใดจะรู้ว่าเมื่อซุนกงกงเข้าลานบ้านเห็นไป๋ซีอวิ๋นที่นั่งตัวตรงในเกี้ยว สีหน้าเ็าเมื่อครู่พลันหายไปทันทียิ้มตาหยีเห็นฟันเดินเข้ามาใกล้ ทำความเคารพอย่างนอบน้อมเรียบร้อย
“บ่าวน้อมทักทายอานลู่โหวซื่อจื่อ สีหน้าซื่อจื่อแลดูดีขึ้นมากถ้ากุ้ยเฟยทรงทราบว่าท่านเป็เช่นนี้จะต้องโสมนัส หลายวันมานี้พระสนมทรงกังวลยิ่งนักนึกถึงท่านขึ้นมาก็พร่ำไม่หยุด แม้แต่บ่าวก็กังวล องค์ชายรองก็ตรัสถึงท่านบ่อยครั้งซ้ำยังบอกว่ารอให้เสร็จเื่สำคัญแล้วจะเสด็จมาเยี่ยมท่าน”
ไป๋ซีอวิ๋นพยักหน้าพูดเสียงเรียบ “ทำให้พระสนมเป็กังวล เป็ความผิดของจื่อจินรบกวนซุนกงกงดูแลแล้ว”
“ที่ไหนกัน หากซื่อจื่อแข็งแรงสมบูรณ์ ทางพระสนมย่อมทรงเกษมสำราญไม่ใช่หรือ”ซุนกงกงพูดอย่างเกรงใจ ก่อนเบนสายตาไปทางฉีเมี่ยว “ท่านนี้ก็คือซื่อจื่อฮูหยินกระมัง? บ่าวน้อมทักทายท่าน”
ฉีเมี่ยวทำความเคารพตอบอย่างสง่างาม“คำนับซุนกงกง”
“ช่างเป็สตรีที่งดงามฉลาดหลักแหลมโดยแท้ มิน่าอานลู่โหวจึงถูกใจ” ขณะพูดคุยซุนกงกงยิ้มแย้มตามปกติ คำพูดอ่อนโยนความหมายตามตัวอักษรก็เป็เพียงคำพูดประจบตามสถานการณ์แต่เมื่อไป๋ซีอวิ๋นกับฉีเมี่ยวได้ยินกลับรู้สึกว่าเสียดสีหาใดเปรียบ
ฉีเมี่ยวไม่คิดว่าซุนกงกงจะไม่รู้สายสนกลในเขาพูดประโยคนี้ออกมาอย่างเสียดสีได้ เกรงว่าคงมีอะไรแพร่งพรายสู่ภายนอกแล้วอานลู่โหวชอบหญิงงามปานนั้น ถึงขั้นแม่ทัพฉียังรู้ได้ ทางคนนอกก็คงไม่ใช่ความลับ
ฉีเมี่ยวอึดอัดใจจนหน้าร้อนผ่าวราวกับไฟลวก
ไป๋ซีอวิ๋นย่อมฟังความหมายของซุนกงกงออกหน้าขรึมขึ้นมาทันที “เมี่ยวเอ๋อร์จริยธรรมเพียบพร้อม ท่านพ่อเลือกนางมาเป็ภรรยาเอกของข้าย่อมถูกใจเชื่อว่าหากกุ้ยเฟยทรงเจอเมี่ยวเอ๋อร์แล้วก็ต้องโปรดเช่นกัน”
คนที่ปรับตัวตามสถานการณ์จนเคยชินเดิมทีคิดจะเสียดสีอานลู่โหวกับฉีเมี่ยวสักหน่อยเพื่อเอาใจไป๋ซีอวิ๋นผู้ใดจะรู้ว่าประจบประแจงผิดที่ กลับทำให้ท่านผู้นี้ไม่ดีใจ
ถ้าเขาไม่ดีใจงั้นว่านกุ้ยเฟยก็ไม่ดีใจ ว่านกุ้ยเฟยไม่ดีใจทั้งตำหนักหย่งโซ่วก็จะมืดครึ้มอึมครึม ยิ่งกว่านั้นท่านนี้ยังเป็ ‘โคมหญิงงาม’ ที่ลมพัดก็บุบสลายจะทนเขายั่วยุได้อย่างไร
ซุนกงกงรีบยิ้มประจบ“นั่นแน่นอนอยู่แล้ว ชื่อเสียงความสามารถของคุณหนูสามแพร่ไปข้างนอกตั้งนานแล้วว่านกุ้ยเฟยก็ตรัสว่าอานลู่โหวหมั้นหมายกุลสตรีให้ซื่อจื่อ ซื่อจื่อเป็ถึงผู้ใดมีเพียงคุณหนูฉีถึงคู่ควรเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน”
ทั้งที่รู้ว่าเขาประจบแต่คำพูดยกย่องฉีเมี่ยวยังคงทำให้ไป๋ซีอวิ๋นเบิกบานใจ สีหน้าเ็าเมื่อครู่ก็ผ่อนคลาย
ฉีเมี่ยวข้างๆเห็นแล้วปากอ้าตาค้าง
ไป๋ซีอวิ๋นเป็ผู้ใดกันแน่เหตุใดว่านกุ้ยเฟยจึงให้ความสำคัญเช่นนี้
ซุนกงกงพูดต่อ“ว่านกุ้ยเฟยทรงคิดถึงท่าน ซ้ำยังเพราะดูแลธุระตำหนักในยุ่งยิ่งนักไม่ว่าอย่างไรก็ปลีกตัวออกมาไม่ได้ พระสนมทรงไม่ได้เจอท่านสักพักแล้ว ยามนี้ท่านสุขภาพดีขึ้นก็ตามบ่าวเข้าวังเถิด”
แม้คำพูดอ้อมค้อมแต่ทุกคนที่นี่ล้วนรู้ว่าคนเช่นซุนกงกงอ้าปากหุบปากไม่แสดงความ้าของตนเด็ดขาดนี่เขากำลังถ่ายทอดคำพูดของว่านกุ้ยเฟย
ไป๋ซีอวิ๋นทำธุระแต่ไหนแต่ไรรู้หนักรู้เบาว่านกุ้ยเฟยเป็มารดาผู้ให้กำเนิดขององค์ชายรองไป๋ซีอวิ๋นเป็สหายร่วมเรียนขององค์ชายรอง ั้แ่เด็กเดินเหินในวังบ่อยครั้งเขาเฉลียวฉลาด ภายใต้เงื่อนไขรักษานิสัยเฉพาะตัวก็ทำตัวน่ารักได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยฮ่องเต้กับว่านกุ้ยเฟยจึงชอบเขามาก ภายหลังร่างกายเขาอ่อนแอลงเรื่อยๆคราวนี้ได้แต่พักฟื้นอยู่ที่จวนอย่างไม่มีทางเลือก
แม้เป็เช่นนี้องค์ชายรองยังคงสนิทสนมกับเขายิ่งนักไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ว่านกุ้ยเฟยยิ่งสงสารและให้ความสำคัญกับเขา
เขาคิดเพียงเล็กน้อยก็พูดว่า“วันนี้ที่จริงเป็วันที่ภรรยาข้าเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงในเมื่อว่านกุ้ยเฟยรับสั่ง ข้าย่อมไม่อาจไม่เชื่อฟัง ก็...”
“ก็ให้น้องสามเ้าไปส่งฉีซื่อแทนเ้าเถอะเ้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าว่านกุ้ยเฟยสำคัญกว่า อย่าให้กุ้ยเฟยทรงรอคอย”
ไป๋หย่งชุนกับไป๋ซีมู่สาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ทำความเคารพซุนกงกง ซุนกงกงรีบทำความเคารพตอบ
“อานลู่โหวพูดถูก เื่เยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงทิ้งไว้ก่อนชั่วคราวก็ได้” ประโยคหลังที่ไม่ได้พูดคือทางกุ้ยเฟยนั้นคงไม่ดีถ้าให้นางรอนาน
ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้ว
ว่านกุ้ยเฟยเป็คนหนุนหลังของเขาบัดนี้เขามีชีวิตอีกครั้ง ย่อมยิ่งเข้าใจถึงความสำคัญที่คนหนุนหลังมีต่อเขากับฉีเมี่ยวว่านกุ้ยเฟยก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยยอมให้ผู้อื่นบงการ นางดื้อรั้นแข็งกร้าวพูดได้ทำได้ ยามนี้ถ้าเขาไม่เข้าวังทันที เกรงว่าคงไม่ดี
เพียงแต่ทางฉีเมี่ยวนี้...
ฉีเมี่ยวรู้ถึงความลำบากใจของเขาพูดว่า “ซื่อจื่อเข้าวังไปเถอะ”
“ซื่อจื่อฮูหยินมีเหตุมีผลโดยแท้”ซุนกงกงพูดโพล่งพูดตามมารยาท หันไปปรึกษากับไป๋ซีอวิ๋น “ซื่อจื่อไม่สู้ตามบ่าวไปทันที?”
ไป๋ซีอวิ๋นพิจารณาเล็กน้อยแน่ใจว่ายามนี้ยังไม่ถึงเวลาขัดแย้งดุเดือดรุนแรงแตกหักแม้เป็ไป๋ซีมู่ส่งฉีเมี่ยวเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงก็คงไม่ทำร้ายนางถึงชีวิต ทางเขานี้สามารถจัดการให้เร็วที่สุดได้จากนั้นไปรับนางกลับบ้าน ไม่ปล่อยนางค้างคืนกับครอบครัวฝ่ายหญิง
นึกถึงตรงนี้ไป๋ซีอวิ๋นจึงพยักหน้า “งั้นก็เช่นนี้เถอะ รบกวนน้องสามแล้ว”
ไป๋ซีมู่รีบพูดอย่างถ่อมตน“พี่รองเกรงใจแล้ว ท่านกับข้าเป็พี่น้องกันเหตุใดต้องเห็นเป็คนนอกปานนั้น”
ไป๋หย่งชุนยืนมือไพล่หลังพูดว่า“ทางพระสนมนั้นล่าช้าไม่ได้ จาวเกอเอ๋อร์รีบไปเถอะ”
“ขอรับ ท่านพ่อ”
เกี้ยวที่ไป๋ซีอวิ๋นนั่งออกจากเรือนในอย่างมั่นคงเปลี่ยนรถม้าที่ประตูสอง มุ่งหน้าเข้าวังภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของซุนกงกง
ฉีเมี่ยวยืนอยู่ในลานบ้านทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง โชคดีที่ข้างกายมีกลุ่มสาวใช้เฝ้าอยู่ ยังทำใจกล้าได้หน่อย
ไม่ใช่นางขี้ขลาดแต่สายตาที่ไป๋หย่งชุนมองนางน่ากลัวเกินไปราวกับหมาป่าที่หิวมาหลายวันเจอเหยื่อจนได้
“ฉีซื่อ บัดนี้ยังเช้าอยู่เลย ไม่สู้พักผ่อนสักหน่อยรอให้คนของครอบครัวเ้ามารับ” ถ้าอยู่ต่อชั่วครู่ เขาก็มีโอกาสพูดคุยกับหญิงงาม
เจตนาของไป๋หย่งชุนชัดเจนถึงเพียงนั้นทำให้ฉีเมี่ยวโกรธจนหน้าแดงก่ำ ซ้ำยังไม่อาจทำเป็รู้ความคิดสกปรกของเขา อีกฝ่ายจะได้ไม่ยิ่งกำเริบเสิบสาน
โชคดีที่ไป๋ซีมู่กู้สถานการณ์“ท่านพ่อ รีบไปรีบมาให้ลูกชายส่งพี่สะใภ้รองไปเดี๋ยวนี้ดีกว่า ถ้าระหว่างทางมีธุระล่าช้าจะได้ไม่เสียการเสียงาน”
ฉีเมี่ยวมองไป๋ซีมู่อย่างซาบซึ้ง
ภายใต้สายตารู้ทันของลูกชายคนเล็กอย่างไรเสียไป๋หย่งชุนก็ต้องวางมาดบิดา จึงได้แต่พูดว่า “งั้นก็ได้”
อนาคตยังอีกยาวไกลแต่งเข้าสกุลไป๋มาแล้ว หรือยังต้องกลัวจะไม่ได้มาอยู่ในมือ?
[1] กงกง หมายถึง คำเรียกขานขันทีที่มีอายุตำแหน่งสูงกว่าขันทีทั่วไป