หลินซียิ้มอย่างอ่อนโยน เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ป้าจาง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเื่อื่น เพียงที่ผ่านมา ท่านกับท่านลุงผู้นำหมู่บ้านก็ให้ความช่วยเหลือดูแลครอบครัวเรามามากมายแล้ว ทั้งข้าและเสิ่นเฉินต่างก็ไร้บิดามารดา ในสายตาพวกเรา ท่านทั้งสองก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดที่สุด บัดนี้พอมีช่องทางทำมาหากินดี ๆ พวกเราย่อมนึกถึงท่านเป็อันดับแรก พวกท่านมีน้ำใจกับบ้านเรา เราก็อยากตอบแทนบ้าง จะได้มีปีใหม่ที่ดีกันทั่วหน้าอย่างไรล่ะเ้าคะ”
ถ้อยคำจริงใจและน้ำเสียงเปี่ยมความนับถือของหลินซีทำให้ป้าจางรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง
ทว่านางก็ยังคงลังเลอยู่ “แต่พวกเ้าหาเงินมาได้ก็ไม่ใช่เื่ง่ายเลยนะ หากจะให้พวกข้าเข้ามาร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ด้วยเสียมากมาย มันจะ…”
หลินซีรีบกล่าวเสริม “เมื่อครู่ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือเ้าคะ ว่าที่บ้านยังมีภาระอื่น ๆ อีกมาก เสิ่นเฉินเองก็ไม่อาจปลีกตัวมาช่วยได้เต็มที่ ส่วนเด็ก ๆ ยังเล็ก จะให้มาตรากตรำทำงานด้วยก็ไม่ได้ ลำพังข้าคนเดียวทำไม่ไหวจริง ๆ เ้าค่ะ หากท่านไม่รับงานข้าคงต้องร้องขอกับคนอื่น ป้าจาง โอกาสดี ๆ เช่นนี้ ไม่ควรปล่อยให้ตกไปถึงมือคนนอก ท่านตอบตกลงเถิดนะเ้าคะ”
“แต่ว่า…” ภรรยาผู้นำหมู่บ้านยังคงลังเล สายตาเหลือบไปมองเสิ่นเฉินที่ยืนเงียบอยู่
อันที่จริง หากครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น นางย่อมยินดีเป็อย่างมาก เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าเสิ่นเฉินรับรู้การตัดสินใจเช่นนี้ของหลินซีมาก่อนหรือไม่ เพราะเื่นี้ดูเหมือนหญิงสาวจะเพิ่งตัดสินใจและเรียกนางมาพูดคุยอย่างกะทันหัน
บัดนี้นางมองออกแล้วว่าแม่นางหลินผู้นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากจริง ๆ
เช่นนี้ หากคู่สามีภรรยาบ้านสกุลเสิ่นจะสามารถอยู่ร่วมกันต่อไปได้อย่างราบรื่นก็คงจะดีไม่น้อย สะสางเื่เด็ก ๆ ปรับปรุงเื่นิสัยใจคอกันลงตัวแล้ว นางในฐานะผู้หวังดีก็ไม่อยากให้มีเื่อื่นใดต้องมาเป็เหตุให้ทั้งสองเกิดความขัดแย้งกันอีก โดยเฉพาะกับเื่เงิน ๆ ทอง ๆ
เสิ่นเฉินมองออกถึงความกังวลในแววตาของป้าจาง เขาจึงเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้น "ข้าเห็นด้วยกับความคิดของหลินซีทุกประการ ป้าจาง ท่านก็ทราบสถานการณ์ของบ้านข้าดี หากท่านไม่รังเกียจ ก็ขอเชิญมาร่วมกิจการนี้ด้วยกันเถอะขอรับ"
ป้าจางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจกล่าว “เสิ่นเฉินเอ๋ย พวกเ้าอุตส่าห์นึกถึงครอบครัวป้า ป้าก็รู้สึกขอบคุณและดีใจมาก แต่ในเมื่อนี่เป็ช่องทางที่สะใภ้เสิ่นเป็ผู้ค้นพบ ป้าจะมาร่วมแบ่งผลประโยชน์เท่าเทียมได้อย่างไร เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ป้าตอบตกลง แต่เื่ส่วนแบ่งนั้นจะแบ่งตามจำนวนคนไม่ได้หรอก ขอแบ่งเป็สัดส่วนสามส่วนต่อเจ็ดส่วนก็แล้วกัน พวกเ้ารับไปเจ็ดส่วน ส่วนอีกสามส่วนที่เหลือค่อยเป็ของบ้านข้า” กล่าวจบนางก็มองหน้าหลินซีสลับกับเสิ่นเฉินอย่างรอคำตอบ
ปฏิกิริยาแรกของหลินซีคือคัดค้านในใจ
‘ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง!’
การร่วมทำธุรกิจนั้น สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือความไม่เท่าเทียมในการแบ่งผลประโยชน์ แม้ครอบครัวป้าจางจะเป็คนซื่อสัตย์และมีน้ำใจ—-ซึ่งเป็เื่ที่ปฏิเสธไม่ได้—-แต่ความคิดและจิตใจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หากวันเวลาผันผ่านไปนานเข้า เกิดมีเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ความคิดฝ่ายที่ดูเสียเปรียบเปลี่ยนแปลง ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้ง่าย
อีกอย่าง แม้จะกล่าวว่าร่วมหุ้น แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ฝั่งนางแท้จริงก็มีเพียงนางแค่คนเดียว หากไม่หารผลประโยชน์ตามจำนวนคน นางย่อมได้เปรียบอีกฝ่ายมาก และมากจนเกินไป ตัวนางเองก็จะรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย!
หลินซีกำลังจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมป้าจางอีกครั้ง แต่กลับถูกเสิ่นเฉินชิงพูดตัดบทขึ้นเสียก่อน “ป้าจาง วันนี้พวกเราหารือกันเพียงเท่านี้ก่อนเถอะขอรับ ท่านกลับไปแจ้งข่าวให้คนที่บ้านรู้ก่อน พรุ่งนี้เช้าเราค่อยมาพบกันแต่เช้า”
หลินซีหันขวับไปมองชายหนุ่มทันที เมื่อเห็นสายตาที่เขาส่งมาเป็นัย แม้จะนึกสงสัย แต่นางก็เลือกที่จะเงียบไว้ไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก
ส่วนป้าจางนั้นเข้าใจว่าทุกอย่างตกลงกันเรียบร้อยแล้ว นางจึงกล่าวลาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดีแล้วจากไป
ครั้นเมื่อร่างของแขกยามค่ำลับสายตา หลินซีก็ขมวดคิ้วหันมาเอ่ยถามเสิ่นเฉิน “จะแบ่งสามเจ็ดส่วนได้อย่างไร นี่มันเท่ากับพวกเราเอาเปรียบครอบครัวป้าจางชัด ๆ”
เสิ่นเฉินวางชามที่ล้างสะอาดแล้วลงซ้อนกัน เอ่ยตอบเสียงเรียบ “ต่อให้พูดตอนนี้ ป้าจางก็คงไม่ยอมรับส่วนแบ่งเท่ากันอยู่ดี รอให้ขายของได้เงินมาก่อน ถึงตอนนั้นค่อยหาวิธีนำเงินส่วนที่ครอบครัวนางสมควรได้รับไปมอบให้โดยตรงก็แล้วกัน”
เมื่อได้ฟัง หลินซีก็เกิดความคิดดี ๆ บางอย่าง มือบางตบเข่าฉาดใหญ่ ดวงตามีประกายสว่างวาบ “จริงด้วย! ทำไมข้าถึงคิดวิธีนี้ไม่ออกนะ! เมื่อครู่ข้าเข้าใจเ้าผิดไป ต้องขอโทษเ้าด้วย”
เสิ่นเฉินเหลือบมองอีกฝ่ายวูบหนึ่ง ในดวงตาปรากฏความหมายลึกซึ้ง แต่เพียงวูบเดียวก็หายไปเหมือนลมพัด
“การร่วมมือกันหาเงินเช่นนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ ‘เ้า’ คนก่อนจะคิดได้เช่นกัน”
เปลือกตาของหลินซีกระตุกยึก เริ่มเกรงว่าหากสนทนาเื่นี้ต่อไปอาจนำพาไปสู่ประเด็นซับซ้อน…และละเอียดอ่อนจนเกินอธิบาย ร่างบางจึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วเปลี่ยนเื่ “เอ่อ... เ้าเอาชามไปเก็บในครัวเถอะ ต้าเป่ากับน้อง ๆ ออกไปเล่นนานแล้ว ข้าจะไปตามพวกเขากลับเข้าบ้านก่อน”
ทว่าคาดไม่ถึง ไม่กี่อึดใจต่อมา ต้าเป่ากลับวิ่งพรวดเข้ามาจากด้านนอกเสียก่อน
“ข้ากลับมาแล้วขอรับ!”
หลินซีถึงกับสะดุ้งใ แต่เมื่อเห็นว่าด้านหลังต้าเป่าไม่มีผู้ใดตามมาเลย จึงรีบเอ่ยถาม “แล้วเอ้อร์เป่ากับน้อง ๆ เล่า?”
“พวกเขายังเล่นกันอยู่ อีกสักเดี๋ยวคงตามกลับมา”
พูดจบเด็กชายหกขวบก็เม้มริมฝีปากแน่น แล้วสาวเท้าเข้าหาหลินซี สีหน้าดูมีบางอย่างอยากจะเอ่ย…แต่ยังไม่มั่นใจนัก
หลินซีสังเกตเห็นท่าทีเช่นนั้นของเด็กชาย จึงค่อย ๆ ย่อตัวลง ให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเขา แล้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เป็อะไรไปหรือ ต้าเป่า? …หรือว่าเมื่อครู่ตอนออกไปเล่นข้างนอก มีผู้ใดมารังแกพวกเ้าอีกแล้ว?”
“ไม่ใช่ขอรับ” ต้าเป่าส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะรวบรวมความกล้าจนเพียงพอแล้วเอ่ยขึ้น “เมื่อครู่...ข้าแอบได้ยินที่พวกท่านคุยกัน พรุ่งนี้ ข้าขอตามท่านไปเก็บผักป่าด้วยได้หรือไม่ขอรับ?”
“เ้าอยากจะไปด้วยรึ?” หลินซีเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“ขอรับ! ข้าโตแล้ว สามารถช่วยงานได้!” เด็กชายตอบเสียงหนักแน่น ในดวงตาฉายแววจริงจัง…ตั้งใจอย่างที่สุด
ต้าเป่าเป็เด็กฉลาดเกินวัย ทั้งยังมีไหวพริบและช่างสังเกต เช่นเมื่อครู่ตอนที่ป้าจางเพิ่งมาถึง แล้วท่านพ่อใช้ให้เขาออกไปตามน้อง ๆ กลับเข้าบ้าน มันทำให้เขารู้สึกสะกิดใจ และเริ่มนึกสงสัย …คล้ายกับว่าท่านพ่อจงใจให้เขาไปที่อื่นเพื่อไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ของผู้ใหญ่
ในตอนแรก เขาถึงกับคิดไปว่าท่านพ่ออาจเชิญป้าจางมาเพื่อเป็พยานในการหย่าร้าง ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็การพูดคุยเื่ช่องทางทำมาหากินกัน เื่นี้ต้าเป่าที่แอบฟังอยู่ใอย่างยิ่ง
เขาไม่คาดคิดเลยว่าหลินซีจะเป็ผู้ริเริ่มทำเช่นนี้... ‘ดูเหมือนว่านางจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วจริง ๆ’
ครั้นพอตั้งสติได้ เด็กชายก็คิดต่อไปอีกว่า ‘หากช่วยกันเก็บผักป่าได้มากขึ้น ก็ย่อมหมายถึงการหาเงินได้มากขึ้นด้วยไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเขาจะตามไปด้วยไม่ได้เล่า!’
“เอ่อ…” หลินซีรู้สึกประหลาดใจระคนลังเล อดไม่ได้ที่จะหันไปสบตากับเสิ่นเฉินเพื่อขอความเห็น
เสิ่นเฉินวางชามในมือลง เดินเข้ามาใกล้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ต้าเป่า เ้ายังเด็กเกินไป ไม่เหมาะที่จะขึ้นเขา”
“แต่ว่า... นาง…” ต้าเป่าเกิดความกระอักกระอ่วน ไม่รู้ควรจะเอ่ยเรียกขานหลินซีว่าอย่างไร จึงทำได้เพียงชี้มือไปที่หญิงสาว “บอกว่าผักป่าพวกนั้นอยู่แค่บนเนินเขาแถวตีนเขาเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในป่าลึกเสียหน่อยนี่ขอรับ”
เสิ่นเฉินตอบกลับเสียงเรียบ “นี่เป็เื่ของผู้ใหญ่ หน้าที่ของเ้าคือดูแลน้อง ๆ ให้ดี”
ทว่าคนเป็บิดาเพิ่งพูดจบ เอ้อร์เป่ากับเ้าตัวเล็กอีกสองคนก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาจากด้านนอก เอ้อร์เป่ารีบกล่าวอย่างรู้ความ “พวกเราไม่ต้องให้พี่ใหญ่คอยดูแลหรอกขอรับ! ข้าก็โตแล้วดูแลน้อง ๆ เองได้!”
ซานเป่ากับซื่อเป่าที่อยู่ข้าง ๆ ก็รีบพยักหน้าหงึกหงักรับคำ กล่าวเสียงใสอย่างว่าง่าย “ใช่เ้าค่ะ/ขอรับ! พวกเราจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปไหนแน่นอน!”
ต้าเป่าหันกลับไปมองเสิ่นเฉินด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวัง สายตาเว้าวอนผสมความจริงจังและตั้งใจเกินกว่าวัยจากเด็กชายแค่หกขวบนั้นช่างทำให้ผู้ใหญ่ใจอ่อนได้โดยง่าย …ไหนจะดวงตากลมโตที่มองมาอย่างออดอ้อนอีกสามคู่ด้วยเล่า
เสิ่นเฉินและหลินซีสบตากัน ต่างเห็นแววกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในดวงตาของอีกฝ่าย
สุดท้าย เป็หลินซีที่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วตัดสินใจตกปากรับคำ
ส่วนเสิ่นเฉินยังคงขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิด หลินซีจึงเขยิบเข้าไปกระซิบข้างหู “ปล่อยให้เด็ก ๆ อุดอู้อยู่แต่ในบ้านตลอดไปก็ไม่ดีนักหรอก ต้าเป่าโตพอจะรู้ความแล้ว ให้ข้าพาเขาไปด้วย... ถือเสียว่าพาไปเปิดหูเปิดตาก็แล้วกัน”
เสิ่นเฉินยังคงนิ่งเงียบอยู่ราวสองสามอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำนน “ก็ได้”
“ขอบคุณขอรับท่านพ่อ!” ต้าเป่าดีใจจนยิ้มตาหยี ดวงตาที่เคยกลมโตบิดโค้งเป็รูปเสี้ยวจันทร์ทันที
เพราะรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ต้าเป่าจึงรีบกระตือรือร้นพาน้อง ๆ ไปจัดการธุระส่วนตัวอย่างแข็งขัน แล้วพาเข้านอน โดยซื่อเป่ายังคงนอนร่วมห้องกับหลินซีเช่นเดิม
เพราะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ทุกคนในบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่จึงต่างพากันเข้านอนแต่หัวค่ำ และไม่นานนักก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
++++++++++
ณ บ้านของผู้นำหมู่บ้าน
หลังจากป้าจางกลับถึงบ้าน นางก็เล่าเื่ราวทั้งหมดที่ได้พูดคุยกับบ้านสกุลเสิ่นให้สามีและลูก ๆ ฟัง
ผู้นำหมู่บ้านเมื่อฟังจนจบก็ใไม่น้อย เอ่ยถามซ้ำอย่างไม่อยากจะเชื่อหู “นี่... สะใภ้เสิ่นเป็คนเอ่ยปากเองจริง ๆ หรือ?”
ป้าจางพยักหน้าหนักแน่น “จริงสิ! ตอนแรกนางถึงกับเสนอจะแบ่งผลประโยชน์ให้พวกเราตามจำนวนคนเชียวนะ!”
ผู้นำหมู่บ้านเป็คนดีมีคุณธรรมไม่ต่างจากภรรยา โพล่งออกมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “นั่นไม่ได้เด็ดขาด! พวกเขาอุตส่าห์มีน้ำใจมาชักชวนพวกเราให้มีช่องทางทำกินด้วย ก็นับว่าดีมากแล้ว พวกเราจะไปเอาเปรียบพวกเขาได้อย่างไร”
จางเจ๋อและจางอวี้เอ๋อร์ที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ สบตากัน ก่อนที่คนเป็บุตรชายจะเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินพวกท่านพูดถึงภรรยาของน้าเสิ่นอยู่บ้าง แต่วันนี้พอได้เจอ นางดูไม่เหมือนกับในเื่ที่ลือกันเลยนะขอรับ”
จางอวี้เอ๋อร์พยักหน้าเห็นพ้อง นางยังรู้สึกว่ารอยยิ้มของหลินซีเมื่อตอนกลางวันนั้นดูงดงามและเป็มิตรอย่างยิ่งเสียด้วย
“เฮ้อ~ พวกเ้าไม่เคยเห็นนางเมื่อก่อนน่ะสิ ตอนนั้นนางทั้งเกียจคร้านทั้งร้ายกาจ แต่ตอนนี้กลับราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน... ต้องนับว่าเป็การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก! ดีมากจริง ๆ! …ดูท่าทาง วันเวลาดี ๆ ของครอบครัวเสิ่นเฉินคงจะอยู่ไม่ไกลแล้ว”
ท่านผู้นำหมู่บ้านกล่าวด้วยความรู้สึกยินดีระคนซาบซึ้งใจ ก่อนจะหันไปกำชับบุตรหญิงชาย
“เจ๋อเอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์ พรุ่งนี้เมื่อพวกเ้าไปช่วยงานบ้านนั้นแล้ว ต้องตั้งใจทำงานให้ดี อย่าทำให้ความปรารถนาดีที่พวกเขามีต่อครอบครัวเราต้องเสียเปล่าเล่า เข้าใจหรือไม่?”
อันที่จริง ตัวเขาเองก็อยากจะไปช่วยลงแรงด้วยเช่นกัน แต่ติดขัดที่ตนเองมีตำแหน่งเป็ถึงผู้นำหมู่บ้าน หากไปร่วมวงทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ด้วย เกรงว่าจะเป็ที่ครหาในสายตาคนในหมู่บ้านเอาได้
“พวกข้าจำไว้ขอรับ/เ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่!” จางเจ๋อและจางอวี้เอ๋อร์ขานรับคำอย่างแข็งขันและพร้อมเพรียง
.
.
.