หลังจากได้รู้เื่ราวภายในจวนมากขึ้นหยางซูจิงก็นั่งซึมอยู่ในศาลาริมบึงบัวเพียงลำพัง ยกสองมือขึ้นเท้าคาง สายตามองเหม่อไปยังผิวน้ำที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับนิ่งในใจนั้นรู้สึกเ็ปรวดร้าวกับสิ่งที่ต้องเจอ ไม่ว่าจะในชาติภพที่จากมาหรือว่าภพอดีตก็ตาม
เธอเคยทำบาปทำกรรมอะไรหนักหนามาหรืออย่างไรถึงได้ต้องพบเจอกับเื่ราวที่น่าปวดใจเช่นนี้ตลอด ์ช่างใจร้ายกับเธอนัก เห็นเธอช้ำใจกับความรักไม่พอหรืออย่างไรถึงได้ส่งเธอให้มาเจอเื่เช่นนี้อีกในภพนี้หรือว่านี่คือเคราะห์กรรมที่เธอต้องเผชิญทุกชาติไปกันนะ
หญิงสาวน้ำตาซึม ก่อนจะก้มหน้าลงซบกับท่อนแขนของตัวเองแล้วร้องไห้ออกมาให้กับชะตากรรมของตนเองในใจร่ำร้องอยากกลับบ้าน กลับไปยังโลกที่จากมา กลับไปหา...
พอคิดถึงใครบางคน น้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาหัวใจยังคงเ็ปเหมือนถูกมีดกรีดนับพันครั้งไม่หาย
เจียงเล่อ... ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนกันนะคุณจะรู้ไหมว่าฉันเกิดอุบัติเหตุ คุณจะเป็ห่วงฉันไหม คุณยังรักฉันอยู่ไหม ฮือๆๆ
ซูจิงอาลัยอาวรณ์อดีตสามีอยู่ในใจ ภาพความรักอันแสนสุขระหว่างเธอกับเขาผุดขึ้นมาในความทรงจำราวกับสายน้ำไหลโดยเฉพาะภาพวันแต่งงานในโบสถ์ที่ทั้งเธอและเขามีความสุขกันมากเหลือเกิน
‘ฉัน...หยางซูจิงขอสัญญาว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อหวังเจียงเล่อตลอดไปไม่ว่าจะทั้งยามสุขหรือยามทุกข์ก็จะไม่มีวันปล่อยมือกันอย่างเด็ดขาด’
‘ผม...หวังเจียงเล่อก็ขอสัญญาเช่นกันว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อหยางซูจิงตลอดไป จะโอบกอดเธอไว้ทั้งยามสุขและยามทุกข์ไม่ว่าจะพบเจอปัญหาใดๆ ก็จะไม่มีวันปล่อยมือกันอย่างเด็ดขาด’
คำสัญญาในวันนั้นว่าจะรักและดูแลกันไปตลอดชีวิตยังคงดังก้องอยู่ในใจของเธอไม่มีวันลืมแต่เจียงเล่อกลับลืมไปหมดสิ้นแล้ว
เขาบอกเองว่าไม่ว่าจะพบเจอปัญหาใดๆ ก็จะไม่ปล่อยมือกันยังไงล่ะแล้วทำไมเขาไม่ให้โอกาสเธอได้แก้ตัวบ้างเลย ทำไม!
“ฮูหยินเ้าคะ”
เสียงเรียกแ่เบาจากทางด้านหลังทำให้หยางซูจิงที่กำลังจมอยู่ในความทุกข์เริ่มได้สติหญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากลำแขนแล้วรีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้แห้งสนิทพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ซึ่งกิริยาทุกอย่างตกอยู่ในสายตาของสาวใช้คนสนิทตลอดแววตาของไป๋ลู่จึงเต็มไปด้วยความเวทนาสงสารยิ่งนัก
“มีอะไรหรือ”
“นายท่านตงจวินกลับมาแล้วเ้าค่ะ”
หยางซูจิงนิ่งงันไปครู่หนึ่งเพราะไม่รู้ว่าควรรู้สึกเช่นไรดีกับคำที่ได้ยิน และเธอก็ทำตัวไม่ถูกด้วยจึงถามกลับไปอย่างโง่ๆว่า
“แล้วข้า...ควรทำเช่นไร”
ไป๋ลู่ที่เริ่มชินกับนิสัยที่แปลกประหลาดไปของฮูหยินแล้วพอได้ฟังก็ยิ้มอ่อนโยนให้ทันทีพลางเดินเข้าไปจับมือของคุณหนูของนางไว้
“ฮูหยินไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ บ่าวกับนายหญิงอยู่ข้างท่านเสมอเ้าค่ะ”
หยางซูจิงมองสาวใช้ด้วยสายตาซาบซึ้งใจ อย่างน้อยเธอก็ยังโชคดีที่มีไป๋ลู่อยู่ข้างกายแม้จะไม่รู้จักกันเลยแต่อีกฝ่ายกลับทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจได้มากมายนัก
“ขอบใจนะไป๋ลู่” หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้ววางมือทับลงบนหลังมือของอีกฝ่ายด้วยความซึ้งใจ
“ฮูหยินเรียกบ่าวว่าอาลู่เหมือนเดิมเถิดเ้าค่ะ”
“ได้สิ อาลู่”
“เช่นนั้นฮูหยินรีบไปพบนายท่านตงจวินเถิดเ้าค่ะ”
“ไปสิ ข้าก็ชักอยากจะเห็นหน้าสามีของข้าแล้วเหมือนกันว่าหน้าตาจะเป็เช่นไร”หยางซูจิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้งเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเอง เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าจะต้องเจอกับสิ่งใดบ้างจากนั้นก็เดินนำสาวใช้ออกจากศาลาไป
ซูจิงเดินเข้าไปยังห้องโถงใหญ่ตามที่ไป๋ลู่บอกเพียงย่างเท้าเข้าไปด้านในหญิงสาวก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาในทันที เมื่อได้พบว่ามีผู้คนจำนวนมากอยู่ในนั้นด้วย
ความประหม่าทำให้เธอหลุบเปลือกตาลงมองต่ำอย่างคนที่ไม่มั่นใจซึ่งต่างจากนิสัยแท้จริงของเธอเป็อย่างมาก เพราะปกติแล้วเธอเป็คนที่มั่นใจในตัวเองสูงพอสมควรแต่วันนี้เธอยอมรับเลยว่ารู้สึกไม่มั่นใจจริงๆ อาจเป็เพราะไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศและผู้คนเช่นนี้มาก่อน
หยางซูจิงหยุดเดินแล้วเหลือบตามองไปทางด้านซ้ายมือของตัวเองก็เห็นอนุภรรยาทั้งสี่คนของท่านรองแม่ทัพนั่งหน้าแฉล้มอยู่ที่เก้าอี้ด้วยชุดอาภรณ์ที่งดงามสีสันดูฉูดฉาดราวกับแข่งกันว่าผู้ใดจะแต่งตัวได้สีแสบตามากกว่ากัน จนเธออดนึกขันอยู่ในใจไม่ได้
“จินเอ๋อร์...เ้ายืนอยู่ตรงนั้นทำไมกันเล่าเดินเข้ามาใกล้ๆ ข้ากับตงจวินสิ”น้ำเสียงเอื้ออาทรของนายหญิงเฒ่าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ใหญ่เบื้องหน้าเรียกขวัญและกำลังใจให้หยางซูจิงมีความกล้ามากขึ้นหญิงสาวจึงเปิดเปลือกตาขึ้นมองตรงไปข้างหน้าเพื่อจะมองหน้าท่านทว่าสายตาเ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นสตรีนางหนึ่งที่นั่งอยู่ทางด้านขวามือตรงเก้าอี้ตัวที่สองเสียก่อน
จื่ออี๋!
ซูจิงเบิกตากว้างด้วยความใที่เห็นชู้รักของสามีปรากฏตัวขึ้นที่นี่
ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ล่ะหรือว่าเราตาฝาดไป
พอคิดเช่นนี้หญิงสาวก็รีบยกมือขึ้นขยี้ตาทั้งสองข้างของตัวเองเป็การใหญ่แล้วลืมตามองอีกฝ่ายอีกครั้ง พอเห็นว่ายังนั่งอยู่เธอก็ทำแบบเดิมต่อโดยไม่สนใจผู้อื่นที่กำลังมองเธออยู่เลย
“ทำไมเธอยังนั่งอยู่อีกล่ะนี่ฉันไม่ได้ตาฝาดไปอย่างนั้นเหรอ เป็ไปไม่ได้ผู้หญิงคนนั้นจะมานั่งอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” เธอกล่าวพึมพำกับตัวเองอย่างสับสน
“จินเอ๋อร์! นั่นเ้ากำลังทำอะไร” นายหญิงเฒ่ารู้สึกใกับการกระทำของลูกสะใภ้คนโปรดเป็อย่างมากในขณะที่คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กับท่านกลับนั่งมองเฉยจนท่านกลุ้มใจนัก
“พี่ลี่จิน” สตรีที่ซูจิงจ้องอยู่ลุกขึ้นเดินมาหา“ท่านไม่สบายหรือเปล่า สีหน้าของท่านถึงดูซีดเซียวยิ่งนัก”กล่าวพร้อมเอื้อมมือมาจับ แต่หยางซูจิงสะบัดมือหนีอย่างแรงด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะตวาดใส่ว่า
“อย่ามายุ่งกับฉัน!”
“หยางลี่จิน! เ้าทำเกินไปแล้วนะ”
เสียงดุดันอย่างมีอำนาจที่ดังขึ้นนั้นทำให้หยางซูจิงต้องหันไปมองว่าเป็ผู้ใด ซึ่งพอได้เห็นหน้าของคนพูดเต็มตาหญิงสาวก็ถึงกับช็อกจนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ สติเกือบหลุดเนื่องจากหน้าตาของผู้ชายคนนี้เหมือนกับเจียงเล่อไม่มีผิด
“เจียงเล่อ...” ซูจิงเรียกเสียงแ่ สายตาจ้องใบหน้าของบุรุษผู้องอาจเขม็งมือไม้เริ่มเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงขึ้นจนเธอรู้สึกว่าภาพตรงหน้าชักเลือนรางลงทุกทีกระทั่งทุกอย่างนั้นดำมืดสนิทจนเธอไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้อีกเลย
“จินเอ๋อร์!” นายหญิงเฒ่าใที่จู่ๆ ลูกสะใภ้ก็ยืนโงนเงนแล้วทำท่าจะล้มลงทว่าโชคดีเหลือเกินที่บุตรชายของนางพุ่งตัวเข้าไปรับเอาไว้ได้ทันเวลา ร่างของหยางลี่จินจึงตกอยู่ในอ้อมแขนแกร่งของผู้เป็สามีแทน
ภาพเบื้องหน้าทำให้นายหญิงเฒ่าอมยิ้มนิดๆด้วยความพอใจที่ได้เห็นปฏิกิริยาห่วงใยของบุตรชาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาทำท่าทีเฉยเมยต่อลี่จินอยู่นับว่าด้ายแดงของเทพเฒ่าจันทรายังไม่ขาดสะบั้นลง เมื่อเป็เช่นนี้ก็ยังพอมีหวังให้คนทั้งคู่ได้ปรับความเข้าใจกัน
“เ้ารีบพานางไปที่ห้องเถิดตงจวิน แม่จะให้คนไปตามท่านหมอมาดูอาการของนางเอง”นายหญิงเฒ่ากล่าว
“ขอรับท่านแม่” รองแม่ทัพผู้องอาจรับคำพร้อมช้อนอุ้มร่างไร้สติของภรรยาขึ้นมาแล้วรีบพาออกไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านพี่...ข้าขอ...”
“อนุหลี่...เ้าอย่าได้ตามไปเลย”
คำพูดของนายหญิงเฒ่าทำให้หลี่เจินฮวาจำต้องหยุดชะงักใบหน้างามจืดเจื่อนลงพลางก้มหน้าน้อยๆ แล้วกล่าวว่า
“ข้าแค่อยากไปช่วยดูแลพี่ลี่จินเ้าค่ะ”
“ข้ารู้ว่าเ้าห่วงใยนางมาก”น้ำเสียงของนายหญิงแห่งสกุลโจวอ่อนลงเมื่อเห็นสีหน้าของอนุหลี่“แต่ปล่อยให้ตงจวินได้ดูแลลี่จินเองเถิด”
“เ้าค่ะ”
“เ้าเพิ่งเดินทางมาถึงก็กลับห้องไปพักผ่อนเถอะ กำลังท้องอยู่ไม่ควรทำอะไรที่หักโหมมากนัก”
“เ้าค่ะ” อนุหลี่คำนับลาแล้วเดินจากไปพร้อมกับสาวใช้ส่วนตัวของนาง
“พวกเ้าก็กลับไปได้แล้ว”
“เ้าค่ะ” เหล่าอนุภรรยาทั้งสี่นางรีบลุกขึ้นคำนับลาแล้วเดินจากไป
“อามู่”
“เ้าคะนายหญิง” กัวซือมู่ บ่าวรับใช้คนสนิทที่อยู่ด้วยกันมาั้แ่เล็กจนโตเอ่ยขานรับอย่างนอบน้อม
“เ้าไปสั่งให้คนของเราไปตามท่านหมอมาโดยด่วนที่สุด”สั่งความเสร็จนายหญิงเฒ่าก็เดินออกจากห้องโถงไปยังเรือนที่พำนักของท่านแทนที่จะไปดูอาการของลูกสะใภ้คนโปรดอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกเพราะท่านอยากให้ตงจวินกับลี่จินได้มีเวลาใกล้ชิดกันมากขึ้น