ตอนที่ 20
สองพี่น้องฝาแฝดเมื่อรู้ว่าเกาลัดไปอาละวาดมาอีก จึงรู้ว่าอองทีคือตัวต้นเหตุที่ทำให้นางต้องเรียกหาดาบเพชฌฆาตหมื่นิญญา
เชาวาเดือดดาลคิดจะลุกไปสั่งสอนอีกฝ่าย แต่ถูกเกาลัดห้ามปรามเอาไว้ อันที่จริงแล้วนางเองก็มีส่วนผิดเช่นกัน ที่ปล่อยอารมณ์ให้เลยตามเลย
ตอนนั้นนางก็จดจำอะไรไม่ค่อยได้เช่นเดียวกัน หากจะเรียกว่าเมา.. แล้วคุมสติไม่ได้ เกาลัดก็ยินดีที่จะถูกตำหนิเช่นนั้น
เชาวาหันมาทบทวนเื่ที่ปาเนียงกำชับให้พวกเขาทำ เื่นี้ย่อมเป็ความลับไม่อาจเปิดเผยได้ แม้แต่เกาลัดเองก็ยังไม่รู้ความหมายได้อย่างชัดเจน
ั้แ่ของวิเศษแห่งแคว้นวัตราคีรี ได้หายไปกับเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีก่อน เ้าอองนันผู้เป็บิดาของอองที ก็ไม่เคยนำของสิ่งนั้นออกมาอีกเลย จนกระทั่งเ้าอองนันถูกลอบสังหาร ก็เหมือนกับว่าของสิ่งนั้นจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน
สิ่งที่ปาเนียง้าให้พวกเขาตามหามาให้ได้นั้น ก็คือโลหิตขาวของเสือดำจากเผ่าพยัคฆ์ดำ และกระดูกสัตว์เทพจากสุสานของเผ่าเร่ร่อน
เชาวาบอกว่าการค้นหาของทั้งสองสิ่งนี้ยากพอๆกัน การที่นางไม่้าให้เกาลัดถูกจับไปยังเผ่าพยัคฆ์ดำเสียก่อน ก็เพราะยังไม่อาจคาดเดาว่าพวกนั้นจะมีแผนการอย่างไรกับเกาลัดบ้าง
เชาวากับเชวีตกลงกันว่าจะเริ่มต้นการค้นหากระดูกสัตว์เทพ จากสุสานของเผ่าเร่ร่อนเสียก่อน และถึงจะลอบเข้าไปยังเผ่าพยัคฆ์ดำ
ส่วนเื่การสืบหาของสิ่งนั้น อาจจะสามารถหาคำตอบจากเผ่าเร่ร่อนได้ โดยครั้งนั้นพวกเขาถูกตราหน้าว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการลอบสังหารเ้าอองนัน
จนกระทั่งอองทีเปิดศึกไล่ล่าสังหารพวกเขา จนกระทั่งเผ่าเร่ร่อนต้องอพยพถอยร่นไปจนถึงทะเลทรายฝั่งตะวันตก
สุสานของเผ่าเร่ร่อนไม่มีผู้ใดรู้ที่ตั้งของสถานที่แห่งนั้น และตอนนี้กลุ่มของชนเผ่าเร่ร่อนเดินทางไม่เป็หลักเป็แหล่ง ย่อมมีความยากลำบากที่จะตามหาพวกเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้นเชาวีก็ได้ส่งนกเวทย์ออกสำรวจั้แ่ลงมายังดินแดนทางใต้แล้ว
ทว่าสถานที่แห่งนี้มีม่านอำพรางกั้นไว้อยู่ หากนกเวทย์มีข่าวคราวใด มันอาจเข้ามาไม่ถึงยังที่แห่งนี้ได้ ฉะนั้นมีหนทางเดียวก็คือต้องลอบออกไปเท่านั้น
จากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ผ่านมาร่วมหลายวัน เกาลัดก็เหมือนถูกกักบริเวณ เพราะมีคนคุ้มกันชุดดำมาเฝ้าด้านหน้าของบ้านพักอยู่หลายคน
เพลิงดำในร่างของแมวดำก็ปรากฏตัวอยู่ครั้งหนึ่งแล้วก็จากไป เชาวาไม่รู้ว่าแมวดำขนฟูตัวนี้มาจากไหน ถึงได้มองนางด้วยท่าทีแปลกประหลาด ส่วนหมาดำตัวเล็กที่มาด้วยนั้นก็กลับหายตัวไป
เกาลัดยังไม่สะดวกที่จะบอกเชาวาเื่นี้ หญิงสาวจึงเอ่ยแค่ว่าแมวดำตัวนี้อาจจะอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนก็ได้
เมื่อเชาวากับเชาวีวางแผนเพื่อลอบออกไปจากที่นี่เสร็จ ก็คิดว่าจะสามารถทำตามแผนได้อย่างสะดวก
แต่ในกลางดึกคืนหนึ่งบริเวณบ้านพักอันสงบเงียบ ก็ปรากฏพวกอสูรจากเผ่าอสูรแดงโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยมีจันทร์วาลาเป็ผู้นำอสูรพวกนั้น นางบุกเข้ามาเพื่อชิงตัวเกาลัด
ซึ่งนางกับพวกอสูรได้แกะรอยติดตาม พลังของดาบเพชฌฆาตหมื่นิญญามา เมื่อดาบสำแดงพลัง.. พวกเผ่าอสูรแดงย่อมจะรู้พื้นที่เป้าหมายได้ทันที
เชาวาเมื่อเห็นว่าแผนการที่วางไว้เปลี่ยนไป ใน่ที่กลุ่มของอองทีต่อสู้กับพวกอสูรอย่างชุลมุนดุเดือดอยู่นั้น นางกับเชาวีจึงถือโอกาสรีบพาเกาลัดหลบหนีออกจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว
ครั้นเมื่อศึกขนาดย่อมสงบลง จันทร์วาลากับพวกอสูรเมื่อเห็นว่าตนเป็ฝ่ายเสียเปรียบจึงยอมถอยออกไปก่อน จนกระทั่งอองทีมารู้ว่าพี่น้องฝาแฝดพวกนั้นแอบพาเกาลัดหนีออกไปแล้ว
อองทีพอจะคาดเดาออกว่า พวกเขาจะต้องคิดแผนที่จะหลบหนีอย่างแน่นอน เขาจึงไม่ได้ส่งคนเพื่อติดตามไป แต่กลับระดมกองกำลังเพื่อออกไล่ล่าพวกเผ่าอสูรแดงนั้นแทน
การที่จันทร์วาลาสะกดรอยเกาลัดมาถึงดินแดนทางใต้ อองทีย่อมรู้ว่าเป็คำสั่งของเทธาน แต่การที่เทธานส่งคนของตนออกมาเพื่อหยั่งเชิงก่อน อีกฝ่ายย่อมจะต้องมีแผนขั้นต่อไป
แต่สิ่งที่เทธานไม่อาจจะติดตามตัวเกาลัดได้โดยตรง คือหญิงสาวมีเหรียญคุมิญญา สะกดไอพิษของผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจเอาไว้
แต่เมื่อไหร่ที่พลังทั้งหมดที่อยู่ในตัวนางไม่อาจควบคุมได้ เหตุการณ์อาจจะเป็เหมือนกับที่เมืองไพรนารัม หรือจะเป็เื่ะเิที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้า จนทำให้จันทร์วาลากับพวกอสูรตามแกะรอยมาจนถึงสถานที่ลับแห่งนี้ได้
เมื่อทั้งสามคนหลบออกมาจากบ้านไม้ไผ่นั้นแล้ว นกเวทย์ของเชาวีก็ปรากฏตัวขึ้นทันที
เชาวีจึงทราบมาว่าเผ่าเร่ร่อนอยู่ชายแดนตะวันตกของเผ่ามอกียา ซึ่งเผ่ามอกียาเป็หนึ่งในชนเผ่าขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลแห่งหนึ่ง และเป็หนึ่งในแปดเผ่าที่อยู่ภายใต้อาณาจักรโกนิล
แต่ว่ากันว่าเผ่ามอกียาเป็ไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดกับเมืองโกนิล เพราะเผ่ามอกียา้าตั้งตนเป็ผู้นำแห่งดินแดนทางใต้ แม้ว่าผู้นำเผ่าจะมีท่าทีอ่อนน้อมกับอองที แต่ภายใต้ความอ่อนน้อมภักดีนั้น พวกเขาก็เตรียมที่จะแว้งกัดเมื่อมีโอกาส
เชาวากับเชาวีพาเกาลัดเดินเท้าลัดเข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง เพื่อมุ่งหน้าไปสู่เมืองใหญ่ตามเส้นทางแผนที่ ทั้งสามคนใช้ว่านไร้เวทย์แปะติดทั้งร่างเพื่ออำพรางตัว
เกาลัดเคยใช้สิ่งนี้ตอนที่อยู่ท่าเรือลำเพามาแล้ว แต่ไม่คิดว่าเมื่อมีโอกาสใช้อีกครั้งจะกลับกลายมาเป็ยายแก่อายุราวเจ็ดสิบปีคนหนึ่ง ส่วนเชาวากับเชาวีใบหน้าก็แค่เปลี่ยนไปเป็ชายหญิงวัยกลางคนธรรมดา
เกาลัดสอบถามเหตุผลว่าทำไมให้นางกลายเป็ยายแก่แบบนี้ เชาวาก็ตอบอย่างไม่คิดไปว่า นางงดงามเกินไป..
เกาลัดได้แต่ทำหน้ามุ่ยพลางด่าทออีกฝ่ายในใจตลอดทาง
ครั้นเดินทางมาหลายวัน ยายเฒ่ากับบุตรสาวบุตรชายก็มาถึงเขตของเผ่ามอกียา ผู้คนของที่นี่แต่งกายค่อนข้างแตกต่างจากที่อื่น เชาวาจึงเตรียมเสื้อผ้าเอาไว้ั้แ่อยู่นอกเมือง เพื่อไม่ให้นักเดินทางอย่างพวกเขาไม่ดูแตกต่างจากผู้คนที่นี่จนเกินไป
เผ่ามอกียามีทุ่งหญ้าและที่ราบอย่างมากมาย จึงถือว่าเป็ชนเผ่าที่มีการทำปศุสัตว์มากเป็อันดับต้นๆของเมืองแห่งดินแดนทางใต้ แต่หากกล่าวถึงผู้ใช้ไสยเวทย์กลับปรากฏตัวน้อยกว่าเมืองอื่นๆมากนัก
เกาลัดเริ่มรู้สึกไม่สบายตัวอย่างผิดปกติ เชาวากับเชาวีจึงได้หาเช่าบ้านพักเก่าห่างไกลผู้คนเอาไว้หลังหนึ่ง เชาวาไม่สามารถตรวจดูอาการของเกาลัดได้อย่างละเอียดนัก เพราะหญิงสาวมีเหรียญคุมิญญาสวมไว้อยู่ แต่เมื่อเกาลัดนอนพักอาการของนางก็กลับมาเป็ปกติ
ทางด้านเชาวีออกไปสืบหาร่องรอยของเผ่าเร่ร่อน แล้วกลับมาพร้อมเด็กหนุ่มผอมแห้งคนหนึ่ง เชาวีบอกว่าพบเด็กหนุ่มจากเผ่าเร่ร่อนคนนี้ เข้ามาขายเขาสัตว์ในเผ่ามอกียาพอดี
เด็กหนุ่มผอมแห้งคนนี้ชื่อว่าอาจิน เขาแอบขโมยเขาสัตว์จากญาติของตนแล้วมาขายในเผ่ามอกียา เขาจำใจต้องทำเพื่อนำเงินไปซื้ออาหารและยา ให้กับผู้เป็แม่ที่กำลังป่วย เชาวีคิดว่าเขาเป็เด็กใสซื่อจึงว่าจ้างให้เขาเป็ผู้นำทางไปยังเผ่าเร่ร่อน
เชาวายังไม่ค่อยไว้ใจเขามากนัก แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะไปถึงกลุ่มของเผ่าเร่รอนพวกนั้นได้ เช้าตรู่ในวันถัดมา ทั้งหมดสี่คนก็รีบออกเดินทางเพื่อไปยังเผ่าเร่ร่อนทันที
ขณะที่ทุกคนกำลังจะออกนอกเมืองเผ่ามอกียา ก็พบว่ามีกลุ่มชายขี่ม้าราวห้าหกคนมาหยุดใกล้พวกเขา
ผู้ที่นำหน้ามานั้นเป็ชายหนุ่มอายุไม่มาก ทรงผมสั้นเกรียน คิ้วโค้งหนาอย่างเด่นชัด เมื่อพวกเขาเห็นเด็กหนุ่มที่ชื่ออาจิน ก็จำได้ทันทีว่าเขามาจากชนเผ่าเร่ร่อน ผู้ที่ติดตามชายหนุ่มคนนั้นที่คาดว่าจะเป็คนคุ้มกัน เขาก็พลันดีดตัวออกจากหลังม้าเพื่อมาจับตัวอาจินไว้ทันใด
“อย่าคิดว่าจะไปไหนรอด! ถ้าพวกเร่ร่อนอย่างพวกเ้าไม่บอกแหล่งที่ซ่อนแร่ดิบนั่นมา พวกเ้าทั้งหมดก็จะหายไปทีละคนสองคน จนไม่เหลือแม้แต่หมาตัวเดียว ฮ่าๆ”
ชายหนุ่มผู้นั้นหัวเราะร่า แววตาเหี้ยมเกรียมน่ากลัว เชาวากับเชาวีต่างก็คาดเดาว่า กลุ่มผู้มาใหม่นี้น่าจะเป็พวกมีอิทธิพลของเผ่ามอกียา และชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าคนนี้น่าจะเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลางระดับปลายเท่านั้น
อาจินเด็กหนุ่มผอมแห้งไม่สามารถดิ้นหลุดจากมือชายผู้นั้นได้ เขาด่าทอสาปแช่งพวกนั้นอย่างไม่เกรงกลัว
เกาลัดไม่ได้ยืนหลบหลังเชาวากับเชาวีเหมือนแต่ก่อน นางซึ่งตอนนี้เป็เพียงยายเฒ่าคนหนึ่งก็ทำทียืนหลังค่อมมองดูเหตุการณ์ ซึ่งไม่ต่างจากคู่พี่น้องฝาแฝดที่กำลังเดินถอยออกมายืนดูห่างๆเช่นกัน
อาจินรู้ว่าพวกเขาไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยว เด็กหนุ่มจึงได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมที่เผ่าเร่ร่อนอย่างเขาต้องเผชิญ ชายหนุ่มผู้มาใหม่คนนั้นชื่อมอกูน เป็บุตรชายของหัวหน้าเผ่ามอกียา
เนื่องด้วยเขา้าสร้างผลงานให้กับผู้เป็บิดาตนได้ชื่นชม มอกูนจึงสืบทราบมาว่า ชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มหนึ่งพบเจอแร่ดิบหายากในการผลิตผงต้นเพลิง
แต่เนื่องจากเผ่าเร่ร่อนกระจายตัวกันอยู่หลายพื้นที่ จึงไม่อาจจับตัวพวกเขามาเค้นถามแหล่งที่ซ่อนแร่ดิบได้ทุกคน ระยะหลังมานี้คนของเผ่าเร่ร่อนจึงทยอยถูกจับตัวมากักขังทรมาน
แต่ถึงอย่างนั้นมอกูนก็ไม่อาจล่วงรู้แหล่งที่ซ่อนแร่ดิบแห่งนั้นได้ ซ้ำร้ายกว่านั้นเขาได้สั่งให้เผาร่างคนของเผ่าเร่ร่อนทั้งเป็เพื่อข่มขู่ แล้วนำศพไปทิ้งใกล้พื้นที่ที่เผ่าเร่ร่อนอยู่อาศัย
เชาวีที่เป็คนเอ่ยออกตัวขึ้นก่อน จึงบอกเพียงว่าพวกเขาทั้งสามคนเป็คนนอกเมืองที่เดินทางผ่านมา เมื่อเห็นอาจินมีสินค้าที่พวกเขา้าจึงอยากซื้อจากเด็กหนุ่มไว้เท่านั้น
มอกูนไม่ได้คิดจะสนใจพวกเขามากนัก พอหลังจากจับตัวอาจินได้ จึงนำตัวเขาขึ้นหลังม้าแล้วเดินทางจากไป
เชาวาส่ายหน้าไปมาคล้ายไม่ถูกชะตากับมอกูน จึงเอ่ยขึ้นว่า “เ้าพวกหน้าไม่อาย กล้าชิงคนต่อหน้าข้า อย่าให้ข้ารู้ว่าอยู่ที่ไหนนะ ฮื่ม..”
“เวทย์ติดตามที่อยู่ในตัวอาจิน ข้าััได้ว่าพวกเขามุ่งหน้าไปยังป่าอีกฝั่งซึ่งไม่ไกลจากที่นี่”เชาวีตอบเสียงเรียบ
เกาลัดทำท่าทางครั่นเนื้อครั่นตัว แล้วเอ่ยเสริมขึ้นว่า “ถ้าพวกท่านจะไปบุกช่วยเ้าแห้งนั่น รบกวนช่วยเปลี่ยนข้าไม่ให้เป็ยายแก่แบบนี้ได้ไหม” หญิงสาวทำสีหน้าคล้ายร้องขอ
เชาวาเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เดินเข้ามากอดคอเกาลัดพลางปลอบใจ “เมื่อครู่ข้าบอกพวกนั้นไปแล้วว่าเ้าเป็แม่ข้า อีกอย่างข้าก็มีบางอย่างให้เ้าเล่นสนุกด้วย”
หญิงสาวไม่คิดว่าเชาวาจะพูดเล่นกับนาง เื่สนุกที่เชาวาบอกคือการเป็ตัวล่อ..
เกาลัดที่ปลอมตัวเป็ยายเฒ่า...
นางก็แบกข้าวปลาอาหารขึ้นหลัง แล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่อาจินถูกจับตัวไป สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในม่านอำพรางซึ่งระดับเวทย์ไม่ได้สูงนัก คล้ายกับเป็แหล่งซ่องสุมของกลุ่มพวกอันธพาล
บริเวณด้านหน้านั้นปรากฏมีบุรุษมากหน้าหลายตา หญิงนางรำและหญิงคณิกาต่างก็เข้าออกที่นี่กันอย่างไม่ขาดสาย
เกาลัดย่อมมีความสงสัยอยู่ในใจ ว่าพี่น้องสองคนนี้เป็ถึงระดับผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูง ไยจะต้องให้นางเป็ตัวหลอกล่อด้วย ในเมื่อระดับฝีมือเช่นพวกเขาน่าจะบุกทำลายรังของพวกนี้ได้ง่ายดายกว่ามาก
เมื่อกลุ่มคนคุ้มกันที่อยู่ด้านหน้าพบว่ามียายเฒ่าคนหนึ่งปรากฏตัว นางทั้งหิ้วทั้งแบกอาหารไว้บนแผ่นหลังอย่างน่าสงสาร
“กับข้าวมาแล้วจ้า...”
เกาลัดก็ทำทีเป็แม่ค้าในตลาดสด ตีฆ้องร้องป่าวให้ผู้ที่อยู่ด้านหน้าสนอกสนใจ จากนั้นก็ขอให้พวกคนคุ้มกัน ช่วยซื้ออาหารจากยายเฒ่าชราผู้น่าสงสารอย่างนาง
ทุกอย่างย่อมราบรื่น เชาวากับเชาวีก็แอบปะปนไปกับแขกที่เข้าไปจากประตูด้านหน้าได้สำเร็จ
เมื่อห่อกับข้าวนั้นถูกขายหมดแล้ว แม่ค้าจำเป็อย่างนางก็หมดภารกิจ ยายเฒ่าแปลกหน้าก็รีบมาหลบเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ฝั่งป่าอีกด้าน
เมื่อสองพี่น้องฝาแฝดเข้ามาด้านใน ก็พากันแยกตัวออกตามหาอาจินทันที เวทย์อาคมติดตามเด็กหนุ่มมานั้นค่อนข้างเจือจางลงมาก พวกเขาย่อมต้องรีบลงมือ
เชาวีที่ตามมาถึงด้านหลังก็พบร่องรอยเวทย์ของตนอยู่ชั้นใต้ดิน ชายหนุ่มใช้เวทย์อำพรางตัวแล้วแอบเข้ามาด้านในก็พบว่า
ชั้นใต้ดินแห่งนี้เป็คุกลับของเผ่ามอกียา ภายในมีห้องขังย่อยอยู่หลายสิบห้อง คุกบางห้องว่างเปล่า แต่บางห้องกลับมีชายหญิงและเด็กหลายคนถูกจับรวมเข้าไปจนแออัด ลักษณะของพวกเขาคล้ายกันกับอาจิน เชาวีจึงคาดว่าน่าจะเป็กลุ่มคนของชนเผ่าเร่ร่อน
เมื่อเชาวาติดตามมาสมทบก็รีบค้นหาตัวอาจิน แต่กลับก็ไม่พบ ทั้งสองจึงลงความเห็นว่าจะช่วยคนกลุ่มนี้ออกไปก่อน โดยเชาวาคิดจะออกไปสำรวจยังอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนเชาวีก็จะแอบพากลุ่มคนเร่ร่อนที่ถูกคุมขังอยู่นี้ลอบออกไป
เชาวาเร่งติดตามร่องรอยเวทย์อาคมของเชาวีที่เริ่มบางเบาลง จนกระทั่งนางพบว่าเป้าหมายที่ค้นหาเป็สถานที่แห่งหนึ่งอยู่ลับตาคน ซึ่งทางเข้านั้นกลับเป็หน้าโถงถ้ำขนาดใหญ่และไร้คนคุ้มกัน
เชาวาใช้เวทย์อำพรางกายแล้วจึงรีบเข้าไปในนั้นทันที แต่ทว่าเมื่อเหยียบย่างเข้ามาได้ไม่กี่ก้าว พลันนั้นก็ปรากฏแสงประหลาดหล่นทับลงมาจากเพดานถ้ำ้า
แสงนั้นครอบร่างของเชาวาเอาไว้คล้ายกับกรงเรืองแสง ฉับพลันเสียงหวีดแหลมบางอย่างก็ดังข้างหูของนาง กรงเรืองแสงที่ปรากฏขึ้นนั้นก็คล้ายกับว่ากำลังจะสูบิญญาของนางออกไปเช่นกัน
“ท่านแน่ใจหรือว่ามันจะไม่ต่อต้าน” เสียงปริศนาของคนผู้หนึ่งดังขึ้น
เสียงผู้มาใหม่นั้นก็คือมอกูน เขาเดินติดตามหลังชายชราโพกผ้าสีดำคนหนึ่งเข้ามาจากมุมหนึ่งของโถงถ้ำ แววตาอันเจิดจ้าของเขามองมายังเชาวาที่กำลังนอนขดตัวอยู่ในลูกกรงเรืองแสงนั้น
ชายชราผู้นั้นเอียงหน้ามาตอบมอกูนไปว่า “หึๆ ต่อให้ฝีมือระดับใดก็ยากจะหลุดออกไปได้”
ระหว่างนั้นคนคุ้มกันผู้หนึ่งก็วิ่งเข้ามาบอกบางอย่างกับมอกูน เขาพลางพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อย จากนั้นก็เดินหน้าเข้าไปนั่งมองเชาวาที่อยู่ในกรงเรืองแสง
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเ้ามาหาคนของเผ่าเร่ร่อนทำไม แต่พักอยู่ที่นี่เป็หุ่นเชิดทดลองให้กับข้าเสียดีกว่า ระดับผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงเช่นเ้าย่อมหายาก ฮ่าๆ”
มอกูนหัวเราะจนหัวไหล่ไหวสั่น เชาวาไม่ได้เหลือบมองเขา แต่กำลังพยายามที่จะใช้เวทย์อาคมของตนต่อต้านกรงประหลาดนี้อยู่เงียบๆ
ทางด้านของเชาวี ขณะที่เขากำลังจะปล่อยกลุ่มคนเร่ร่อนที่อยู่ในคุกแห่งนั้น ก็ปรากฏเงาร่างคล้ายกับอาจินที่ถูกขังเดี่ยวอยู่ในห้องขังห้องหนึ่ง
ครั้นเชาวาหลงกลเข้าไปในห้องนั้น ก็พบว่ามีกรงเรืองแสงประหลาดพุ่งเข้ามาแทนที่กรงขังธรรมดานั้นทันที อาการของเชาวีย่อมไม่ต่างกันกับเชาวามากนัก พลังเวทย์ในร่างของเขาก็เหมือนจะมีบางสิ่งกำลังจะสูบกลืนไป ร่างกายอ่อนแรงลงอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
เกาลัดเมื่อรู้ว่าเชาวากับเชาวีหายตัวเข้าไปในนั้นพักใหญ่แล้ว โดยที่ไม่มีสัญญาณใดๆติดต่อกลับออกมา นางจึงรู้สึกเป็ห่วง แต่หากจะบุกเข้าไปในนั้นเหล่าคนคุมกันที่เฝ้าอยู่ด้านนอก ย่อมไม่ให้ยายเฒ่าแปลกหน้าอย่างนางเข้าไปเป็แน่
เมื่อคิดดีแล้วเกาลัดก็ถอดว่านไร้เวทย์ออก และเปลี่ยนชุดเป็สตรีชนเผ่ามอกียา ครั้นได้จังหวะ นางก็เดินติดตามกลุ่มคนชายหญิงที่ลงมาจากรถม้าขบวนหนึ่ง จากนั้นก็แฝงตัวเดินเข้าไปพร้อมกันกับพวกนั้นโดยที่ไม่มีผู้ใดสงสัย
ระหว่างนั้นเงาร่างเล็กสีดำวิ่งออกมาจากพงหญ้าใกล้ๆ มันตามหลังกลุ่มคนพวกนั้นเข้าไปโดยไม่มีใครสังเกตเช่นกัน
ครั้นเมื่อมาถึงด้านในแล้ว เกาลัดก็แอบเข้าไปขโมยชุดหญิงรับใช้มาสวมใส่ จากนั้นหญิงสาวก็แอบเดินลัดเลาะเพื่อมองหาวี่แววของเชาวากับเชาวี หากนางมองดูเพียงผิวเผินแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็คล้ายกับสถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง ส่วนใหญ่ผู้มาเยือนที่นี่จะลงไปยังชั้นได้ดินเกือบทั้งหมด
เกาลัดไม่ได้ลงเข้าไปสำรวจในชั้นใต้ดิน แต่กลับพยายามเดินเลี่ยงออกมาทางด้านหลังแทน
ขณะที่นางเดินอยู่นั้นกลับมีเงาร่างผอมของใครคนหนึ่งวิ่งเข้ามากระแทกอย่างแรง เด็กหนุ่มที่ชื่ออาจินคนนั้น..
เมื่ออาจินรู้ว่าตนนั้นชนกระแทกกับหญิงสาวผู้หนึ่ง เด็กหนุ่มจึงรีบโค้งต่ำแล้วกล่าวขอโทษอย่างเกรงกลัว เสียงเรียกชื่อของเขาดังออกมาจากปากของนางอยู่หลายคำ จากนั้นอาจินมารู้ตัวอีกที ก็ถูกหญิงสาวผู้นี้ดึงเขามาหลบอยู่มุมลับตาคนที่อยู่อีกด้านแล้ว
“เ้าเห็นพี่ชายกับพี่สาวข้าหรือไม่” เกาลัดน้ำเสียงกระวนกระวาย
อาจินเงยหน้ามองเกาลัดเล็กน้อยก็พลันตื่นตะลึง เื่เล่าขานจากชนเผ่าเร่ร่อน ว่าจะมีเทพธิดาลงมายังโลกมนุษย์เพื่อช่วยพวกเขา มัน.. มันมีจริงแล้ว
เกาลัดตบหน้าเขาเบาๆหลายทีจนอาจินเริ่มตั้งสติขึ้นมาได้ พอหญิงสาวบอกเพิ่มอีกว่าพี่สาวพี่ชายที่นางเอ่ยถึงนั้น คือกลุ่มผู้ว่าจ้างต่างถิ่นชายหญิงสองคนที่ให้เขาพาไปยังเผ่าเร่ร่อน เด็กหนุ่มก็พอเข้าใจในทันที
อาจินบอกว่าหลังจากที่ถูกจับตัวมานั้น ก็ถูกจับไปขังไว้ในห้องเก็บของแห่งหนึ่ง พวกเขาไม่ได้พูดคุยสอบถามหรือจับเขาทรมานแต่อย่างใด
ครั้นเมื่อเขาพยายามปลดเชือกได้ก็รีบหนีออกมาจากห้องนั้น ส่วนผู้ที่นางกล่าวถึง เด็กหนุ่มก็ยืนยันว่ายังไม่เคยพบพวกเขาที่นี่เลยสักครั้ง
เกาลัดพอฟังจากที่เด็กหนุ่มเล่ามาก็รู้สึกสงสัยอยู่ในใจ พวกเขาเป็ถึงระดับผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูง ไม่น่าที่จะมาตกหลุมพรางใครได้อย่างง่ายๆ
ขณะที่เกาลัดขบคิดอยู่นั้น เสียงเห่าเล็กอันคุ้นเคยก็พลันดังขึ้นมาจากด้านล่าง หมาดำตัวเล็กนั่งเอียงคอจ้องมองพวกเขาอย่างไม่วางตา เกาลัดพลันทำตาโตคล้ายอยากเอามือตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่
เ้าเพลิงดำ!
หญิงสาวปรายตามองมันอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตาตัวเองนัก หากเพลิงดำอยู่ที่นี่ อองทีก็ต้องอยู่ไม่ไกลจากที่แห่งนี้เช่นกัน เกาลัดไม่รอช้าก็ปรี่เข้าไปหิ้วหนังคอมันขึ้นมาพลางถลึงตาใส่มันอย่างไม่พอใจ
“นายของเ้าอยู่แถวนี้หรอ เขาตามมาอีกแล้วใช่ไหม!” หญิงสาวขบฟันด้านล่างแน่น อีกฝ่ายกลอกลูกตากลิ้งไปมาคล้ายไม่รับรู้
อาจินเมื่อเห็นว่าพี่สาวคนนี้กำลังหาเื่ทะเลาะกับหมา เขาก็เดินเข้ามาอุ้มมันเข้ามาในอ้อมกอดทันใด
เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆแล้วเอ่ยขึ้นว่า “พี่สาว.. ท่านมีสหายเป็เ้าดำนี่หรือขอรับ”
เพลิงดำพลิกตัวเล็กน้อย ก็เหมือนร่างจะหลุดออกมาจากวงแขนเด็กหนุ่มแปลกหน้าทันใด ดวงตาของมันมืดครึ้มลงพลางเอ่ยไปว่า “ตามมา...”
เสียงนั้นค่อนข้างแ่เบา จนอาจินไม่คิดว่าหมาดำตัวเล็กนี้จะเป็ผู้ที่พูดออกมา แต่เกาลัดที่อยู่ตรงข้ามกลับได้ยินเสียงคำสั่งนั้นอย่างชัดเจน
เพลิงดำพลันกระโจนวิ่งออกไปอีกฝั่ง จากนั้นมันก็หันหน้ากลับมามองคนทั้งสองเพื่อแสดงท่าทีให้พวกเขาติดตามไป เกาลัดเหลียวมองเพลิงดำครู่หนึ่ง ก่อนนางจะวิ่งนำหน้าอาจินออกไป
หมาดำตัวเล็กพาเกาลัดกับอาจินเข้ามายังคุกชั้นใต้ดิน โดยทั้งสองคนพบว่าคนคุ้มกันของที่นี่คล้ายนอนฟุบหลับไปแล้ว จนทำให้พวกเขาลงมายังห้องขังได้อย่างสะดวก
อาจินวิ่งเข้ามาด้านในก็พบว่า คุกแห่งนี้มีเหล่าพี่น้องจากเผ่าเร่ร่อนถูกกักขังไว้ที่นี่หลายสิบคน และทุกคนนั้นมีสภาพผอมโซ บางคนถึงขั้นป่วยจนขยับไม่ได้แล้ว
เกาลัดเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็พลันน้ำตาไหลออกมาด้วยความสงสาร สักพักประตูห้องขังก็เริ่มถูกเปิดออกทีละห้องเพื่อให้คนของเผ่าเร่ร่อนออกมา
จนกระทั่งถึงห้องขังสุดท้าย ปรากฏว่าเป็เชาวีที่กำลังนั่งหลับตาขัดสมาธิอยู่ตรงกลางกรงเรืองแสงประหลาด
เพลิงดำเมื่อเห็นว่าเชาวีที่อยู่ด้านใน พลังเวทย์ของชายหนุ่มเริ่มลดถอยลงแล้ว กรงประหลาดนี้ เป็อาวุธเวทย์ที่ถูกทำขึ้นจากหินที่ตกมาจากฟากฟ้า เมื่อมีเวทย์อาคมขั้นสูงผสานพลังของมัน จึงยิ่งกลายเป็อาวุธเวทย์ที่อาจจะสามารถเทียบเท่าศาสตราวุธโบราณได้
เพลิงดำสลายร่างของตนเป็ไอควันสีดำ จากนั้นก็เริ่มเจาะเข้าไปยังกรงเรืองแสงนั้นทันใด เสียงสั่นดังติดตามออกมาเล็กน้อย ไม่นานนักกรงเรืองแสงก็ค่อยๆหายไปอย่างรวดเร็ว
เชาวีลืมตาขึ้นก็พบว่าปราณเวทย์ในร่างตนเริ่มฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ครั้นเมื่อมองไปข้างหน้าก็พบเกาลัดกับเด็กหนุ่มอาจินคนนั้นยืนอยู่ และ.. หมาดำตัวเล็กนั่น
เชาวีเมื่อรู้ว่าตนถูกวางกับดักก็พลันรู้สึกละอายใจ เขาไม่รู้ว่ากรงเรืองแสงถูกทำลายไปได้อย่างไร อาจินบอกว่าเป็หมาดำตัวเล็กนั่นที่เป็คนช่วยเขาออกมา
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น พลางเกิดความสงสัยในใจ ‘มันน่ะหรือ..?’
เชาวีไม่สามารถสื่อกระแสจิตไปยังเชาวาได้ คล้ายว่านางอาจกำลังถูกปิดกั้นพลัง เขาคาดเดาว่า พี่สาวตนน่าจะถูกกักขังในกรงเรืองแสงนี้เช่นเดียวกัน
เมื่อช่วยคนของเผ่าเร่ร่อนหลบหนีออกมาได้ทั้งหมดแล้ว เพลิงดำก็พาเกาลัดกับเชาวีวิ่งลัดไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งตรงไปยังปากทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
เชาวียังไม่รู้ว่าหมาดำตัวเล็กไร้พิษสงตัวนี้เป็อะไรกันแน่ กลิ่นอายของมันก็เหมือนเป็เพียงแค่หมาธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น เขาเห็นว่ามันติดตามเกาลัดมาั้แ่หุบเขาค้าทาสแล้ว แต่หญิงสาวก็ยังอ้ำอึ้ง ที่จะบอกความเป็มาของมันให้เขาฟัง
พอมาถึงหน้าทางเข้าถ้ำ เพลิงดำก็ส่งสายตาให้เชาวีกับเกาลัด คล้ายกับจะบอกว่าให้พวกเขารออยู่ด้านหน้าไปก่อน เกาลัดย่อมทำตามที่เพลิงดำบอก แต่เชาวีกลับมีสีหน้าพิศวงเล็กน้อย
ชายหนุ่มกำลังจะวิ่งตามมันเข้าไป แต่ก็พลันฉุกคิดได้ว่าตนจะต้องอยู่ด้านนอกเพื่อคุ้มครองเกาลัด
ครั้นเวลาผ่านไปไม่นาน กลิ่นคาวเืก็เริ่มลอยคละคลุ้งออกมาจากด้านใน สักพักก็ปรากฏเชาวาหิ้วร่างชายคนหนึ่งออกมาจากในถ้ำ
คนผู้นั้นหน้าตาปูดบวม เืไหลอาบเต็มร่าง ผู้ที่เหลือรอดชีวิตมีเพียงเขาผู้เดียว เป็มอกูน..
มอกูนร้องโอดครวญเป็ภาษา เขารับสารภาพว่านอกจากจะจับตัวคนของเผ่าเร่ร่อนมากักขัง เพื่อบีบให้คายความลับเื่แหล่งที่ซ่อนแร่ดิบแล้ว ก็ยังใช้พวกเขาในการทดลองวิชาไสยเวทย์และโอสถลับ
นอกจากนี้นักเดินทางที่เป็ผู้ใช้ไสยเวทย์จากต่างถิ่น ก็ถูกหลอกให้มาติดกับโดยใช้กรงเรืองแสงกักขังพวกเขา โดยจะให้ผู้ใช้ไสยเวทย์โชคร้ายกลุ่มนี้เป็ร่างต้นแบบในการทดลองแต่ละครั้งด้วย
เพลิงดำย่อมไม่แปลกใจนัก เพราะในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เผ่ามอกียาเริ่มมีผู้ใช้ไสยเวทย์ลดน้อยลงอย่างผิดปกติ และปรากฏผู้ใช้ไสยเวทย์ที่เดินทางผ่านเข้ามาก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยหลายคนเช่นกัน
เ้าเมืองโกนิลอย่างอองที ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวเื่ภายในเผ่ามอกียา เขาจึงปล่อยผ่านเื่เหล่านี้ไป แต่หากอองทีรู้ว่ามอกูนแอบกระทำการชั่วช้าเช่นนี้ มอกูนย่อมหนีไม่พ้นปีศาจตาเดียวเช่นเขาเป็แน่ และต่อไปเผ่ามอกียาอาจจะต้องได้เปลี่ยนผู้นำเป็ตระกูลอื่นแล้ว
เชาวากับเชาวีส่งมอกูนกลับไปให้ผู้นำเผ่ามอกียา พร้อมเปิดโปงเื่ราวที่เกิดขึ้น จากนั้นพวกเขาก็พากลุ่มคนเผ่าเร่ร่อนที่เหลือรอดเดินทางออกนอกเมืองไป
นกเวทย์ของเชาวีกลับมารายงานว่า หลังจากเื่ชั่วร้ายของบุตรชายผู้นำเผ่าถูกเปิดเผย คนของเผ่ามอกียาเคียดแค้นมอกูนเป็อย่างมาก เพราะที่ผ่านมาคนในครอบครัวของพวกเขาที่เป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ก็หายตัวไปเช่นกัน และคาดว่าจะถูกมอกูนจับมาทดลองด้วย
ไม่นานนักสถานที่แห่งนั้นก็ถูกกวาดล้างและปิดตัวลง ผู้นำเผ่าสั่งปะามอกูนกลางถนนในเผ่ามอกียา เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับเื่ที่เกิดขึ้น
โดยมีตัวแทนจากเผ่าอื่นๆร่วมเป็สักขีพยานด้วย แต่ผู้นำเผ่ามอกียาย่อมไม่อยากจะสังหารบุตรชายของตน จึงจำใจออกอุบายใช้หุ่นเชิด.. บั่นคอปะาแทนมอกูนตัวจริง
ทางด้านมอกูนตัวจริงนั้น เขาแอบถูกนำมารักษาตัวในสถานที่ลับแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มาเ็สาหัสจากการถูกเชาวาเล่นงานตอนอยู่ในถ้ำ
แต่ในขณะที่เขากำลังนอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียงอยู่นั้น ปรากฏเงาร่างสูงของคนผู้หนึ่งเดินเยื้องย่างเข้ามาใกล้ มอกูนที่ยังมีอาการาเ็อยู่ ก็พลันหนังศีรษะชาวาบอย่างตื่นใ
ผู้มาใหม่นั้นเดินถือดาบเข้ามาปักกลางหน้าอกมอกูนอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าดาบนั้นกำลังพยายามบีบเค้นบางอย่างออกมาจากร่างเขา ฉับพลันก้อนทรงกลมโปร่งแสงประหลาดก็หลุดออกมาจากช่องอกของมอกูน ชายหนุ่มมองสิ่งนั้นด้วยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด
คนผู้นั้นแววตาเยือกเย็น สีหน้าไร้อารมณ์ จากนั้นอีกฝ่ายก็หยิบจับก้อนทรงกลมนั้นมาไว้ในมือ สิ่งนั้นพลันเริ่มหลอมละลายในฝ่ามือเขาอย่างน่าประหลาด ไม่นานนักมันก็ค่อยๆแทรกหายเข้าไปในร่างของเขาอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่กลืนกินแก่นิญญามอกูนหลับตาลงอยู่พักหนึ่ง ครั้นเมื่อลืมตาขึ้นเขาก็พลันดึงปลายดาบออกมาจากร่างอีกฝ่ายทันใด คนผู้นั้นใช้ดาบเช็ดถูบนเสื้อมอกูนไปมา ก่อนจะปรายตามองสภาพอนาถของมอกูนอย่างไร้ท่าทีสงสาร
อาจินและคนของเผ่าเร่ร่อน นำพากลุ่มของเกาลัดเดินทางมาไกล ถึงนอกชายแดนฝั่งตะวันตกของเผ่ามอกียา
สถานที่บริเวณนี้เป็ลักษณะหุบเขาและทุ่งหญ้าอันเขียวชอุ่ม เกาลัดยังแปลกใจอยู่เล็กน้อยว่าเด็กหนุ่มร่างผอมบางอย่างอาจิน จะเดินทางเพียงลำพังเพื่อไปยังเผ่ามอกียา
แต่เมื่อรู้ว่าเขาต้องจำใจทำผิดขโมยของไปขาย เพื่อซื้อยาให้ผู้เป็แม่ที่กำลังป่วยหนัก นางก็รู้สึกชื่นชมถึงความกตัญญูของเขาอย่างยิ่ง
ส่วนผู้เป็ญาติที่ถูกอาจินขโมยเขาสัตว์ไปขายนั้น เขาไม่ได้กล่าวตำหนิติเตียนเด็กหนุ่ม ทั้งยังช่วยดูแลแม่เขาเป็อย่างดี
ครั้นรู้ว่าคนของเผ่าเร่ร่อนที่ถูกจับไปถูกช่วยเหลือกลับมา คนของเผ่าเร่ร่อนก็ถึงกับจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองขอบคุณพวกเขาทันที
เพลิงดำในร่างหมาดำตัวเล็ก มันติดตามเกาลัดมาจนถึงชนเผ่าเร่ร่อน เพลิงดำอ้างว่าอองทีมีดาบครุฑฑาวิหกไว้ข้างกายแล้ว มันก็สามารถออกไปเที่ยวเล่นได้อย่างอิสระ
อีกทั้งมันยังบอกเป็นัยเพิ่มว่า กลุ่มของอองทีไม่อาจติดตามเกาลัดมาด้วย เพราะพวกเขากำลังออกไล่ล่าอสูรจากเผ่าอสูรแดงที่ลงมายังดินแดนทางใต้
เกาลัดย่อมไม่ค่อยเชื่อถือคำพูดเพลิงดำเท่าไหร่นัก มันเป็ทาสรับใช้เ้าเมืองโกนิลไม่ใช่หรือ หากอองทีอยู่ในอันตรายจะทำอย่างไร
ในคืนวันนั้นกลุ่มคนเผ่าเร่ร่อน หาบเนื้อแกะเนื้อกวางที่เชือดไว้ในป่าออกมา เพื่อกินเลี้ยงฉลองต้อนรับผู้มาใหม่ พวกเขาทำพิธีคล้ายรับขวัญและการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกจากตัวทั้งสามคน รวมถึงอาจินและคนที่เคยถูกจับตัวไปด้วย
เกาลัดไม่ได้อยู่ในร่างของยายเฒ่าชรานั้นอีกแล้ว แต่เชาวากลับทำให้นางกลายเป็หญิงอัปลักษณ์คล้ายกันกับตอนอยู่ที่ท่าเรือลำเพา เกาลัดค่อนข้างพอใจ แม้ว่านางจะมีตุ่มไฝงอกขึ้นมาอีกสองตุ่มก็ตาม
ขณะที่ทั้งหมดนั่งล้อมกองไฟเป็กลุ่มอยู่นั้น หญิงชราผู้าุโที่เป็ตัวแทนของคนเผ่าเร่ร่อนบอกเล่าให้พวกเขาฟังว่า..
สุสานของคนเผ่าเร่ร่อน เป็สถานที่ลึกลับแห่งหนึ่งในเทือกเขาที่อยู่ไกลออกไป และผู้ที่จะสามารถเข้าไปได้นั้น จะต้องได้รับการคัดเลือกจากเผ่าดินเสียก่อน
เผ่าดิน..เป็หนึ่งในเผ่าเร่ร่อนที่ปกปักรักษาของล้ำค่าที่อยู่ในสุสานแห่งนั้น
เชาวากับเชาวีย่อมไม่ได้เอ่ยถึงกระดูกสัตว์เทพที่เป็เป้าหมายของตน โดยบอกเพียงว่าพวกเขา้าไปเคารพสุสานของคนผู้หนึ่งเท่านั้น
ในวันถัดมา ทั้งสามคนและหมาดำตัวเล็กก็ออกเดินทางต่อ โดยมีผู้นำทางเป็ชายสองคนจากเผ่าเร่ร่อน
อาจินเมื่อเห็นว่าเทพธิดาของตนกำลังจะจากไปแล้ว เด็กหนุ่มจึงมอบของบางอย่างเป็ที่ระลึกให้กับนาง สิ่งนั้นมันคล้ายกับเขี้ยวสัตว์ชนิดหนึ่ง มันดูเก่าซีดและเริ่มจะผุพังแล้ว เกาลัดรับมันมาและทำที่ห้อยคล้องคอของตนไว้อย่างดี
ผู้นำทางพาพวกเขาข้ามูเามาอีกฝั่งหนึ่ง ไม่นานนักทุกคนก็มาถึงบริเวณปากถ้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางป่า หนึ่งในผู้นำทางะโเป็ภาษาประหลาดออกไป
สักพักก็ปรากฏเงาร่างหลายสายโผล่ออกมาจากบริเวณซอกหินหน้าถ้ำ ชายหญิงที่ปรากฏออกมาพวกนั้นโครงใบหน้าเหลี่ยม แต่งกายคล้ายนำเศษผ้ามาตัดเย็บ พวกเขามีท่าทีแตกตื่นเล็กน้อย เมื่อเห็นกลุ่มคนแปลกหน้าที่อยู่ด้านหลังชายนำทางผู้นั้น
ครั้นเมื่อผู้นำทางสองคนเข้าไปเจราจากับตัวแทนของเผ่าดิน พวกนั้นจึงอนุญาตให้ทั้งสามคนเข้าไปด้านในถ้ำ
ครั้นมาถึงบริเวณลานด้านใน ก็พบว่ามีชายหลายคนกำลังใช้ไม้ก่อสร้างบางสิ่ง สตรีและเด็กหลายกลุ่มกำลังช่วยกันถักทอผืนผ้าและเครื่องจักรสานหลายชนิด
ตัวแทนของเผ่าดินพาพวกเขาเดินชมกิจกรรมของผู้คนที่นี่อยู่สักพัก ไม่นานก็มีคนมาเรียกให้พวกเขาพวกไปด้านในได้ เกาลัดพลันรู้สึกไม่สบายตัวขึ้นมาเหมือนกับตอนที่อยู่เผ่ามอกียา หากนางจะขอที่นอนเพื่อพักผ่อนย่อมไม่อาจเป็ไปได้
เพลิงดำในร่างหมาดำไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในด้วย มันจึงแอบเปลี่ยนร่างเป็กระรอกน้อยสีดำเกาะติดไปกับเกาลัดแทน
เพลิงดำที่ไม่เคยกลายร่างเป็สัตว์เล็กเช่นนี้ มันก็ทรงตัวไม่ค่อยได้อยู่พักหนึ่ง หญิงสาวพอรู้ว่ามันแอบตามมาก็ทำทีกลั่นแกล้งมันหลายครั้ง จนเชาวีเกิดความสงสารจึงคว้ากระรอกน้อยมาไว้กับตนเองแทน
ครั้นมาถึงถ้ำชั้นในแล้ว ทั้งหมดก็ผ่านเข้าไปในม่านอำพรางอีกชั้นหนึ่ง เชาวากับเชาวีย่อมรู้ว่าม่านอำพรางในสถานที่นี้ คล้ายกันกับเมืองไพรนารัมอยู่หลายส่วน หากจะกล่าวว่ามันคือแบบเดียวกันก็ไม่ผิดนัก
เบื้องหน้าของพวกเขานั้นเป็หมู่บ้านขนาดใหญ่ใจกลางหุบเขา ทุกบ้านถูกสร้างด้วยไม้และมุงด้วยหญ้าแห้งอย่างเรียบง่าย เกาลัดแอบสูดลมหายใจเข้ามาเต็มปอดอยู่หลายครั้ง นางพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างคุ้นเคยหลบซ่อนอยู่ที่นี่
ตัวแทนของเผ่าดินนำหน้าพวกเขามาพบกับผู้นำเผ่าในบ้านหลังหนึ่ง โดยผู้นำทางจากเผ่าเร่ร่อนเรียกคนผู้นั้นว่าผู้หยั่งรู้ดิน..
เชาวาพยายามสอบถามชื่อจริงผู้นำเผ่า แต่ก็ถูกอีกฝ่ายเมินเฉย นางจึงเก็บคำเรียกไว้ในใจ เช่นนั้นเรียกท่านหยั่งดิน..ก็แล้วกัน
ท่านหยั่งดินผู้นั้นเดินเข้ามาในห้องโถงรับแขก จากนั้นตัวแทนของเผ่าดินและผู้นำทางจากเผ่าเร่ร่อนก็เดินหลบออกไป
ผู้หยั่งรู้ดินเป็ชายวัยกลางคน ใบหน้าขาวสะอาด เมื่อเขาปรายตามองมายังตัวเกาลัด แววตาของอีกฝ่ายปรากฏร่องรอยประหลาดใจอยู่จางๆ
“เ้าสองคนพี่น้องคงเป็ลูกศิษย์ของยายเฒ่าปาเนียงนั่นใช่หรือไม่” ผู้หยั่งรู้ดินเอ่ยปากถามขึ้นมาก่อน เชาวาเลิกคิ้วสงสัย ผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้รู้จักกับท่านปาเนียงด้วยหรือ?
เชาวีเดินขึ้นหน้าแล้วโค้งต่ำเล็กน้อย เขาเอ่ยตอบไปว่า “ใช่แล้วขอรับ พวกข้าไม่รู้ว่าท่านเป็สหายของท่านอาจารย์ ต้องขออภัยที่ไม่ได้มีของขวัญติดมือมาด้วยขอรับ"
เสียงผู้หยั่งรู้ดินหัวเราะขึ้นลง เขาใช้มืออีกข้างตบหน้าขาของตนอย่างพอใจ
“ฮ่าๆ ข้าน่ะหรือเป็สหายยายเฒ่า ในเมื่อพวกเ้าเป็ลูกศิษย์ของนาง เช่นนั้นก็เรียกข้าศิษย์ผู้พี่แล้วกัน..”
>โปรดติดตามตอนที่21<