นี่...
ล้อเล่นอันใดกัน?
คนอื่นอาจจะไม่รู้ทว่าฮวาเหยียนย่อมรู้แน่นอน!
ปลอกหมอนไหมน้ำแข็งผืนนี้ที่ใช้คลุมหมอนหยกมันถูกส่งมาหานาง นั่นหมายความว่าอย่างไร? ยังมีถ้วยแก้วหลิวหลีแสงจันทรานี่อีก...
ส่วนฝักกระบี่เล่มนี้ล้วนเต็มไปด้วยรูพรุน นางใคร่คำนึงถึงเมื่อคืนยามที่นางแงะเหล่าอัญมณีในตอนนั้นจิตใจของนางเปี่ยมสุขเพียงใด
“อั้นจิ่วนายท่านของเจ้าสั่งให้เจ้าส่งของมาที่นี่หรือ? เขาหมายความว่าอย่างไร?”
ฮวาเหยียนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
อั้นจิ่วกระแอมไอเบาๆ“คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ นายท่านวานให้ข้าน้อยถ่ายทอดคำสั่งมาดังนี้ขอรับปลอกหมอนผ้าไหมน้ำแข็งนี้ยกให้ท่าน หนึ่งใบหนึ่งผืน เมื่อใช้ร่วมกันจึงจะเหมาะสม ส่วนถ้วยแก้วหลิวหลีแสงจันทรานั้น ท่านหยิบไปเพียงสามแก้ว ทว่าตัวเลขไม่เป็นมงคลจึงยกให้ท่านอีกชุดขอรับ...”
อั้นจิ่วกัดฟันเปิดปากกล่าว
ใบหน้าของฮวาเหยียนยิ่งได้ฟังยิ่งไม่น่าชม ช่างยอดเยี่ยมนักตี้หลิงหาน รู้จักจัดการคนได้ดียิ่ง! แน่นอนว่าของที่ถูกขโมยไปจากจวนไท่จื่อย่อมเป็นฝีมือของนาง แต่เขาเองก็ทราบว่านางจะไม่มีทางยอมรับดังนั้นจึงส่งของสองสิ่งนี้มาถึงประตูจวนของนางเพื่อเยาะเย้ยนาง
เยี่ยมช่างเยี่ยมยอดนัก ตี้หลิงหาน!
ที่แท้ก็ยังเป็นองค์รัชทายาทสารเลวที่นางรู้จักสารเลวยิ่ง สารเลวจริงๆ
ราตรีวานนางช่วยชีวิตเขาเอาไว้ทว่าเช้านี้เขากลับหาเรื่องเฮงซวยมาให้นางถึงหน้าประตู ช่างน่าโมโหนัก!
นางโบกมือสีหน้าบึ้งตึงทันที “อั้นจิ่ว ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่นายท่านของเจ้ากล่าวเจ้าจงนำของกลับไปเสียเถิด กลับไปบอกนายท่านของเจ้าด้วยว่า ไม่มีเรื่องอย่าหาเรื่อง ไม่จำเป็นต้องแสดงการดำรงอยู่ของตนเองถึงเพียงนั้นข้าไม่ว่าง”
อั้นจิ่วเพียงมองสีหน้าของนางในใจก็ลอบถอนหายใจ ยังคงเป็นนายท่านที่คาดเดาได้อย่างเฉียบแหลมเสมอ สามารถเดาได้ว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่จะมีท่าทีเช่นไรดังนั้นเขาจึงกระแอมไอและเปิดปากกล่าวอีกครั้ง “คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ นายท่านวานให้ข้าน้อยถ่ายทอดคำสั่งมาดังนี้ อย่าได้ต่อสู้อีกเลย หากท่านต้องการทำให้เรื่องราวใหญ่โต เช่นนั้นนายท่านก็จะไปหาท่านอ๋องมู่เพื่อว่ากล่าวกันตามหลักเหตุผลขอรับ”
ทันทีที่ฮวาเหยียนได้ยินคำพูดของอั้นจิ่วความโกรธของนางก็พุ่งทะลุศีรษะ นางหันมาประจันหน้าและจ้องไปที่อั้นจิ่วสายตาของนางกดดันเป็นอย่างยิ่ง นางจ้องจนร่างของเขาเครียดตึงหน้าผากผุดเหงื่อหยดซึม ในสายธารความคิดของเขาปรากฏภาพที่ตนโดนถีบครั้งแรก อีกทั้งในวันนี้วรยุทธ์ของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ยังอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสอง หากถูกนางเตะอีก...อั้นจิ่วรู้สึกเศร้าสลด ใบหน้าของเขาหม่นหมอง หากนายท่านเมตตาเขาจริง เหตุใดธุระที่ต้องมายั่วโมโหคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่จึงมิให้อั้นปามาจัดการเล่า...
หลังจากรออยู่นาน เท้าของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ก็ยังไม่ฟาดลงมา อั้นจิ่วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวังก่อนจะเห็นเปลวเพลิงในดวงตาของฮวาเหยียน งดงามจนสีสันอื่นในใต้หล้าพลันซีดจาง จากนั้นก็ได้ยินนางกล่าวว่า “อั้นจิ่วเจ้ากลับไปบอกนายท่านของเจ้าว่า ข้าจะส่งกระบี่เล่มนี้คืนกลับไปอย่างไร้รอยขีดข่วนแน่นอน!”
ตี้หลิงหานช่างดีเสียนี่กระไรเมื่อคืนนางสงสารเขา แต่เช้าวันนี้เขากลับแผลงฤทธิ์ใส่นางและใช้ท่านพ่อบีบบังคับนาง ดี ดีนัก! เขาเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญการเข้าถึงจิตใจคน ย่อมรู้ดีว่ามู่เอ้าเทียนเป็นคนเช่นไรและรู้ว่าจุดอ่อนของนางอยู่ที่ใด!
อั้นจิ่วเป็นเพียงผู้ส่งสารในเวลาที่แลกเปลี่ยนกันเพียงไม่กี่ประโยค ฮวาเหยียนและตี้หลิงหานได้ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ต่อสู้กันถึงสามกระบวนแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดของมู่อันเหยียนในใจของอั้นจิ่วรู้สึกประหลาดใจยิ่ง นายท่านต้องเป็นเทพเซียนแน่ ที่แท้แล้วแค่กล่าวถึงท่านแม่ทัพมู่คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ก็ยอมอ่อนลงให้ทันที
“คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่นายท่านยังกล่าวอีกว่า...”
“อั้นจิ่วเจ้ามีเรื่องใดก็กล่าวให้จบในคราวเดียวได้หรือไม่?”
คิ้วตาของฮวาเหยียนโกรธเคืองเปลวไฟในดวงตาของนางลุกโชน นางโดนตี้หลิงหานยั่วโมโหจนอยากจะกัดทึ้งคน
อั้นจิ่วถูกเสียงตำหนิต่ำของฮวาเหยียนพาให้ปิดปากแน่นรอให้ฮวาเหยียนระงับความโกรธของนางเรียบร้อยถึงพูดต่อ“นายท่านยังบอกอีกว่า หากท่านมีเวลาจะขอเชิญไปเยือนจวนไท่จื่อเพื่อพูดคุย นายท่านอยากทราบเรื่องราวบิดาของคุณชายน้อยหยวนเป่า เพื่อที่นายท่านจะได้สามารถจัดการส่งคนไปตรวจสอบให้ได้ขอรับ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่อั้นจิ่วพูดภายในใจของฮวาเหยียนก็ลอบพ่นลมหายใจเย็นยะเยือก โทสะของนางลดลงเล็กน้อย นับว่าตี้หลิงหานยังคงจำเรื่องนี้ได้
ทว่าเมื่อลองมาคิดๆดูแล้ว ตี้หลิงหานทำเช่นนี้ก็เพื่อตนเองเช่นกันท้ายที่สุดก็มีเพียงโลหิตของหยวนเป่าเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้วิธีพิษต้านพิษได้สำเร็จและระงับหนอนกู่เพลิงเย็นเอาไว้ได้ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะช่วยตามหาบิดาผู้ให้กำเนิดของหยวนเป่ากระมังมิเช่นนั้นหากหยวนเป่าเกิดภัยที่ไม่คาดฝันขึ้น ชีวิตน้อยๆของเขาก็คงไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้เช่นกัน
สุดท้ายแล้วองค์รัชทายาทสารเลวก็ยังคงเป็นองค์รัชทายาทสารเลวอยู่วันยังค่ำ
เมื่อวานที่นางรู้สึกสงสารเขาย่อมเป็นสมองนางเองที่ฟั่นเฟือน!
“เฮอะ...ต้องขอบใจองค์รัชทายาทของเจ้า ตอนนี้ข้าถูกกักบริเวณอยู่ หลังจากนี้หนึ่งสัปดาห์ข้าจะเดินทางไปเยือนถึงจวนไท่จื่อด้วยตนเอง ฝากบอกนายท่านของพวกเจ้า ปัดกวาดเช็ดถูรอต้อนรับข้าให้ดี”
เมื่อคำพูดของฮวาเหยียนจบลงนางพลันโบกมือ ท่าทางราวกับฮองเฮาที่ยอบกายถวายความเคารพต่อองค์ฮ่องเต้อั้นจิ่วพลันถอยเท้า หมุนตัวกลับจวนไท่จื่อทันที
ฮวาเหยียนมองดูปลอกหมอนผ้าไหมน้ำแข็งในมือถ้วยแก้วหลิวหลีแสงจันทรา และกระบี่ที่มีฝักเป็นหลุมเป็นบ่ออารมณ์ของนางเลวร้ายยิ่งนัก!
ที่แท้ตี้หลิงหานก็มีดวงชะตาที่มิอาจพันผูกกับนางได้จริงๆสามารถทำให้นางหงุดหงิด อีกทั้งยังทำให้นางอับจนคำพูดได้นับว่าเขาเป็นคนแรกที่ทำสำเร็จจริงๆ
...
อีกด้านหนึ่งอั้นจิ่วที่ออกมาจากจวนอ๋องมู่ก็ตรงกลับไปยังจวนไท่จื่อตามคำสั่งเขาถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างตนกับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่โดยไม่ให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียวก่อนจะเห็นนายท่านของตนพิงร่างอยู่ในศาลาคลายร้อน“ให้เปิ่นกงปัดกวาดเช็ดถูเพื่อรอต้อนรับนางหรือ? มู่อันเหยียนผู้นี้ช่างหน้าหนาเสียจริง”
สิ้นเสียงนั้นพลันได้ยินเสียงพ่นลมหายใจเบาๆ
อั้นจิ่วเงยหน้าขึ้นและเห็นมุมปากของนายท่านหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น
นั่นนายท่านยิ้มหรือ?
อั้นจิ่วหลุบสายตาลงราวกับว่าตั้งแต่ที่นายท่านได้พบกับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่อารมณ์โกรธเกรี้ยวยินดีของนายท่านพลันพบได้ง่ายและบ่อยขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนอารมณ์ปีติยินดีหรือมีโทสะนั้นยากจะคาดเดา ไม่ว่าอารมณ์ใดล้วนถูกซ่อนไว้ในใจทั้งสิ้น
“ถูกกักบริเวณเจ็ดวัน? หึ...หากสตรีนางนั้นสามารถอดทนได้ถึงสามวันเปิ่นกงก็จะยอมรับว่านางเป็นผู้ชนะ”
อั้นจิ่วยังมิทันได้ถอยเท้ากลับไป พลันได้ยินนายท่านบ่นพึมพำกับตนเองขึ้นมาอีกครา
...
ฮวาเหยียนขนของต่างๆกลับไปยังห้องอาหาร ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเพียงนางเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงของคนสองคนคุยกัน
“แม่นางชิงอวิ้นขนมนี้อร่อยจริงๆ หอมหวานทว่าไม่เลี่ยน ฝีมือพ่อครัวตระกูลมู่ของพวกเจ้าไม่เลวเลย”
นั่นเป็นเสียงของเจียงจื่อเฮ่า
“เป็นดังนั้นเจ้าค่ะ หากคุณชายเจียงชอบทาน ชิงอวิ้นจะบอกให้โรงครัวทำเพิ่มอีกหน่อย”
เสียงที่บอบบางนุ่มนวลพาให้ผู้คนใจเจ็บนี้ คือมู่ชิงอวิ้นจากครอบครัวรอง
“เช่นนั้นจื่อเฮ่าก็ต้องขอบคุณแม่นางชิงอวิ้นล่วงหน้าแล้ว”
เสียงสดใสร่าเริงของเจียงจื่อเฮ่าดังขึ้น
อีกด้านก็มีเสียงของมู่ชิงอวิ้นที่ปิดปากหัวเราะ“คุณชายเจียงจะเกรงใจชิงอวิ้นไปไย มิใช่ของมีค่าอันใดเลยเจ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนเร่งฝีเท้าไปที่ห้องอาหารอย่างรวดเร็วและเมื่อนางได้ยินการสนทนาระหว่างทั้งสอง ก็มีเสียงตะโกนก้องดังขึ้นในใจ ขนม? ขนมอันใด?
ทันใดนั้นนางก็นึกถึงขนมอิงฮวาและขนมพุทธาเชื่อมที่พี่หญิงมู่มอบให้
ฮวาเหยียนเฉลียวใจ ขออย่าให้เป็นอย่างที่นางคิดเลย
ทว่าเรื่องราวกลับไม่เป็นดังหวัง นางสาวเท้ายาวจนมาถึงประตูห้องอาหารพลันเห็นจานรูปหัวใจสองจานที่อยู่บนโต๊ะ มีกล้วยไม้เล็กๆ ประดับอยู่ ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของขนมบนจาน เหลือไว้เพียงเศษขนมเท่านั้น และเมื่อสังเกตดูด้านข้างก็เห็นตะกร้าถูกวางไว้เช่นกัน
เป็นไปตามนั้นจริงๆ!
เจียงจื่อเฮ่าและมู่ชิงอวิ้นกินขนมที่พี่หญิงมู่มอบให้นาง!
ขนมที่แม้แต่นางก็หักห้ามใจไม่กิน!
ทั้งที่นางตั้งใจจะเก็บไว้ให้พี่ใหญ่ แต่กลับถูกสองคนนี้กินหมดเสียแล้ว!
แววเย็นยะเยือกปรากฏในดวงตาของฮวาเหยียนทันที
นางก้าวเท้ายาวๆเข้าไปในห้องโถง คนสองคนที่อยู่ในห้องพลันเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของนาง
“พี่หญิงท่านตื่นแล้ว...”
มู่ชิงอวิ้นยืนขึ้นส่งยิ้มอ่อนหวานงดงาม เดินมาทางฮวาเหยียน
อีกด้านหนึ่ง เจียงจื่อเฮ่าที่เห็นฮวาเหยียนกลับทำเพียงเลิกคิ้วขึ้น เอนหลังพิงเก้าอี้ พลางลูบท้องด้วยท่าทางอิ่มเอมใจยิ่ง
“พวกเจ้ากินขนมของข้าไปหมดแล้วหรือ?”