จวนตระกูลหลิน
เวลานี้ผู้าุโทั้งสี่ของตระกูล กำลังปรึกษากันถึงเื่ของหมู่บ้านจิ้งซาน
“หมู่บ้านจิ้งซานตอนนี้รั้วก็สร้างเสร็จแล้ว บ้านเรือนก็ถูกซ่อมแซมแล้ว พี่ใหญ่ท่านคิดจะส่งคนไปเลยหรือไม่” หลินตงเอ่ยถามผู้นำตระกูล
“แล้วถนนเล่า สร้างกันไปถึงไหนแล้ว” หลินลี่หยางถามกลับ
“ถนนราว ๆอีก 10 วันก็น่าจะแล้วเสร็จขอรับ”
“เช่นนั้นก็ให้องครักษ์ 100 คน เฝ้าอยู่ที่หมู่บ้านจิ้งซานก่อน ส่วนที่เหลือให้มาช่วยกันสร้างหมู่บ้านอีกสองแห่งได้เลย หากกลุ่มที่ทำถนนอีก 10 วันแล้วเสร็จ ผู้ที่มีความสามารถก็ให้รับไว้ทำงานก่อสร้างบ้านเรือนต่อ น้องสามเ้าก็ประกาศรับคนเข้าไปทำการเพาะปลูกได้เลย”
“แล้วทางคนสกุลหลินกับคนอื่นๆที่มาจากหมู่บ้านจิ้งซานล่ะขอรับ ท่านจะตัดสินใจเช่นไร” หลินโจวิ่ถาม
“หากเขาเต็มใจจะกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านจิ้งซานหรือที่หมู่บ้านอื่น ข้าก็จะไม่ห้าม แต่บอกกล่าวกับพวกเขาให้ชัดเจนว่าตระกูลหลินสายหลักเต็มใจรับพวกเขากลับมาช่วยทำงานในจวนทุกคน”
ทางด้านหลินหนิงชินซึ่งเวลานี้ฝึกฝนเข้าสู่ระดับผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นสูงสุด ได้เรียบร้อยแล้วกำลังคัดลอกตำราวิชาและตำรับโอสถอีกหลายชนิดให้เหมาะสมกับระดับการฝึกฝนของตน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชายข้าเลื่อนระดับเป็ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นสูงสุดแล้วนะเ้าคะ”
ทุกคน “------” นี่มันรวดเร็วเกินไปหรือไม่ เ้าจะให้พวกข้ามีชีวิตอยู่ได้เช่นไร
“ข้าคิดจะไปเป็ศิษย์สำนักเย้าเตียนอีกด้วยเ้าค่ะ” เด็กหญิงยืนบิดไปมาเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ
“เ้าเพิ่งอายุ 11 ปี จะออกไปเสี่ยงอันตรายได้อย่างไร อยู่ที่จวนตระกูลหลิน ท่านปู่ใหญ่ของเ้าเวลานี้ก็เป็ผู้หลอมโอสถระดับผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงสุดยังสามารถสั่งสอนเ้าได้” หลินจงเว่ยขมวดคิ้วแน่นเอ่ยคำออกมาอย่างกังวลใจ
“ท่านพ่อเช่นนั้นท่านพ่อรู้จักสำนักเย้าเตียนหรือไม่เ้าคะ” หลินหนิงชินถามบิดาด้วยสีหน้าจริงจัง
“เท่าที่ข้ารู้สำนักเย้าเตียนอยู่ที่เมืองผิงอัน เป็เมืองขนาดใหญ่กว่าเมืองเป่ยถังเรามากนัก ทำการค้าโอสถเป็หลักมีผู้หลอมโอสถเป็ศิษย์อยู่ที่นั่นหลายคน”
“นั่นคือทั้งหมดที่ท่านพ่อรู้ แต่เื่ที่ท่านยังไม่ทราบเล่าเ้าคะ พวกเขาปกป้องตัวเองกันเช่นไร มีกี่ตระกูลกี่สำนักในเมืองใหญ่เช่นนั้น ทีท่าของพวกเขากับสำนักที่ค้าโอสถเป็อย่างไร”
“เื่นั้น..เื่พวกนั้นพ่อไม่รู้หรอก” หลินจงเว่ยก้มหน้าตอบบุตรสาวอย่างกระอักกระอ่วน
“เช่นนั้นท่านคิดว่าหากพวกเราสามารถล่วงรู้ได้ก่อนจะเป็ประโยชน์ต่อตระกูลหลินของเราที่เป็ผู้หลอมโอสถและทำการค้าโอสถเป็หลักเหมือนสำนักเย้าเตียนหรือไม่เ้าคะ? เวลานี้เท่าที่ข้าได้ยินมาสำนักเย้าเตียนยังเป็ที่นิยมของเหล่าผู้ฝึกปราณ ไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นในระยะเวลานี้หรอกเ้าค่ะ”
“ท่านพ่อข้าเองก็เห็นว่าความคิดของน้องสาวมีเหตุผลอยู่บ้างนะขอรับ เหตุการณ์ในอดีตมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งมิใช่มันจะไม่อาจเกิดขึ้นอีกได้ หากเราป้องกันไว้ก่อนนี่ไม่ใช่เื่ดีหรอกหรือ” หลินซ่งอวี้ออกความเห็น
“ข้ากลับคิดว่านอกจากเื่เข้าสำนักใหญ่ ข้ายังอยากรู้สถานการณ์ของพวกสัตว์อสูรทั่วแคว้นด้วยขอรับ เมืองเป่ยถังนั้นเล็กและห่างไกลเกินไป หากตระกูลหลิน้าเติบโตอย่างมั่นคงเราก็ควรลองออกไปดูโลกภายนอกด้วย” หลินซ่งสวินกล่าวเสริมน้องทั้งสอง
“ขอเวลาพ่อกับแม่พวกเ้าคิดทบทวนสักสองสามวันก่อนเถิด ระหว่างนี้ อาหนิงเ้าไปลองถามความเห็นท่านปู่ใหญ่ดูก่อนด้วย”
……….
“คิดจะเข้าสำนักเย้าเตียนอย่างงั้นรึ?” หลินลี่หยางถามออกมาหนึ่งคำ จากนั้นก็ถอนหายใจยาวก้มหน้าครุ่นคิด สีหน้ามีแววยุ่งยากใจไม่น้อย ชายชรามองใบหน้างามของเด็กน้อยตรงหน้านิ่งๆอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเรียกหาคน
“ใครอยู่ข้างนอก ไปเชิญหลินหลีเหว่ยมาพบข้าหน่อย เด็กน้อยนี่เป็เื่สำคัญเ้าก็ไปเรียกพวกพี่เจียวหย่งของเ้าอีกห้าคนมาด้วยเสียเลย”
ไม่นานนักผู้หลอมโอสถทั้งหมด 7 คนก็เดินรวมกลุ่มกันเข้ามา บัดนี้ระดับการฝึกฝนของแต่ละคนเป็ดังนี้
หลินหลีเหว่ยบุตรชายท่านปู่สามหลินตงผู้หลอมโอสถระดับผู้เชี่ยวชาญขั้นกลาง
หลินหนิงชินบุตรีหลินจงเว่ย ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นสูงสุด
หลินเจียวหย่งบุตรชายหลินเสวียน ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นกลาง
หลินเหม่ยเจวี๋ยบุตรีหลินโจวิ่ ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นกลาง
หลินซูเม่ยลูกหลานสายรองจากหมู่บ้านจิ้งซาน ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นต้น
หลินฟางหรงบุตรชายหลินกังเยว่ ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นต้น
หลินตงฟางบุตรชายหลินหลีเหว่ย ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นต้น
"พวกเ้าคงได้ยินจากหนิงชินแล้วว่านางคิดจะไปเข้าร่วมสำนักเย้าเตียน ข้าจึงได้เรียกพวกเ้าทุกคนที่เป็ผู้หลอมโอสถมารับฟังเื่ราวที่พวกเ้าสมควรได้รู้ ก่อนหน้านี้ตระกูลหลินของเรามีเพียงหลีเหว่ยที่เป็ผู้หลอมโอสถแต่เพียงผู้เดียวและเขายังเป็คนเดียวที่มีสิทธิ์จะได้เป็ผู้นำตระกูล ข้าจึงไม่คิดที่จะส่งเขาออกไปหาประสบการณ์ที่ภายนอก แต่บัดนี้เรามีผู้หลอมโอสถที่แท้จริงแล้วถึง 7 คน ยังมีอีก 17 คนที่สามารถก้าวเข้าสู่การเป็ผู้หลอมโอสถที่แท้จริงได้ในอนาคต การส่งพวกเ้าออกไปเข้าร่วมสำนักจึงเป็ไปได้แล้ว
พวกเ้าควรรู้ไว้ว่า ระดับปฐีและระดับผู้เชี่ยวชาญ ของผู้หลอมโอสถนั้นเป็เหมือนกันผู้หลอมโอสถฝึกหัดเพียงเท่านั้น หากจะกล่าวตามตรงก็คือระดับปรมาจารย์ ถึงจะเรียกว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเป็ผู้หลอมโอสถ"
สูดดดด…. เสียงสูดหายใจของคนทั้งเจ็ดคนดังขึ้นเป็ระลอก แต่ละคนดวงตาเบิกโตอ้าปากค้าง พวกเขาเพิ่งได้รับรู้ความจริงเช่นนี้ การเข้าสู่ระดับผู้เชี่ยวชาญพวกเขายังฝันถึงอยู่ทุกคืนวัน แล้วนี่อะไร? ยังเป็เพียงแค่เด็กฝึกหัด นี่มันช่างเป็ข่าวที่แทบจะสังหารจิตใจพวกเขาได้เลยทีเดียว
“การที่จะเข้าสู่ระดับปรมาจารย์หลอมโอสถได้นั้น นอกจากที่จะต้องสะสมพลังปราณไว้ในร่างกายเป็จำนวนมากแล้ว พวกเรายังต้องฝึกฝน “พลังจิติญญา” อีกด้วย น่าเสียดายนักที่ตระกูลหลินไม่มีตำราหรือบันทึกใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นฝึกพลังจิติญญานี่เลย ตัวข้าเองเวลานี้มีอายุ 83 ปี เหลือเวลาไม่มากก็ใกล้จะหมดอายุขัยแล้ว หากก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ ผู้หลอมโอสถจะสามารถเพิ่มอายุขัยได้อีก 50 ปี และในระดับสูงขึ้นไปก็จะเพิ่มอายุขัยต่อไปได้อีก”
“ท่านลุงเช่นนั้นหากมีตำราฝึกฝนท่านก็สามารถเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้ใช่หรือไม่ขอรับ” หลินหลีเหว่ยขมวดคิ้วแน่น รีบเอ่ยถาม
"ย่อมได้ แต่ก็เพียงแค่ยืดเวลาออกไปอีก 50 ปีเพียงเท่านั้น หากต้องยกระดับการฝึกฝนขั้นต่อไปจะต้องเพิ่มพลังจิติญญาควบคู่ไปกับการเพิ่มพลังปราณด้วย อายุขัยที่ได้มาก็ยังมีเวลาน้อยเกินไปสำหรับข้า ภายในสำนักเย้าเตียนมีสถานที่แห่งหนึ่ง ที่นั่นสามารถช่วยให้ผู้หลอมโอสถสามารถเข้าไปฝึกฝนเพื่อเพิ่มพลังจิติญญาได้ พวกเ้ายังมีโอกาสและเวลาอีกมากนัก ดังนั้นครั้งนี้ข้าย่อมเต็มใจให้พวกเ้าไป หากพวกเ้า้า”
“ข้าอายุ 48 ปีแล้ว ข้าไม่คิดจะไปจากตระกูลหลินขอรับ ทางหอโอสถสกุลหลินเองก็จะขาดคนไปไม่ได้ อีกอย่างในละแวก 5 เมืองที่อยู่รอบๆเมืองเป่ยถังก็ไม่มีผู้หลอมโอสถเลย ระดับการฝึกฝนของข้ายังเพียงพอที่จะใช้หลอมโอสถมาทำการค้าได้” หลินหลีเหว่ยกล่าวจบก็หันหน้าไปทางกลุ่มผู้เยาว์ที่เหลืออีก 6 คน เป็เชิงให้พวกเขาตัดสินใจเอง