“ได้ แต่เจ้าต้องอธิบายความหมายประโยคนั้นของเจ้า...มิเช่นนั้น...”
ศีรษะของโม่จ้านพิงลงบนลาดไหล่ของเจียนั่ว ยกยิ้มมิต่างกับคนเสียสติ ฝ่ามือได้ล้วงเข้าในกางเกงนอนของท่านอัศวินกว่าครึ่ง ถึงขั้นสัมผัสได้ถึงไรขนเสียแล้ว เจียนั่วอดจนเหลืออด มือซ้ายคว้าข้อมือของโม่จ้านดึงออกจากกางเกง ทางด้านมือขวาแกว่งหนึ่งหมัดไปด้านหลัง
“...เจ้าเกิดเป็นบ้าอันใดขึ้นมา เดาได้แล้วยังจะล้อเล่นน่ารังเกียจเช่นนี้อีก?!”
โม่จ้านยกยิ้มยิงฟันเอียงศีรษะหลบอย่างง่ายดายก่อนจะเข้าประชิดอีกครั้งมิต่างกับปลาหมึกยักษ์
“อื้อๆ...เจียนั่ว...เจ้ายิ่งเขินอาย ข้าก็ยิ่งอยากลงไม้ลงมือกับเจ้า ทำอย่างไรดี...”
“...เจ้าเป็นนักฆ่าของตระกูลชนชั้นสูงจริงๆ ใช่หรือไม่ เหตุใดจึงได้ราวกับพ่อค้าเจ้าเล่ห์ตัวอ้วนจ้ำม่ำเหล่านั้นเสียเหลือเกิน”
เจียนั่วดันปลายคางของโม่จ้านออกจากไหล่ด้วยสีหน้ารังเกียจ เลิกผ้าห่มออกเตรียมเอนกายนอนลง ผลกลับพบว่าโม่จ้านที่เสียสติชิงแทรกกายเข้ามาในผ้าห่มของเจียนั่วเสียแล้ว
“…………”
ขณะมองโม่จ้านที่หดขาทั้งสองข้างเข้าหากัน ใบหน้าฉายแววเขินอายพลางนำมือทั้งสองข้างกอดอก หัวคิ้วของเจียนั่วถึงกับเริ่มกระตุก
“หากเจ้ายังก่อความวุ่นวายต่อไป พรุ่งนี้ข้าจะไปฝึกวิชาเวทกับเก๋อจือ”
“เพียงเท่านี้ก็จะเปลี่ยนคนเสียแล้ว? เจ้าก็มิได้ชอบข้าสักเท่าใดเกินไปแล้วกระมัง...เฮ้ย ที่นี่คือห้องของผู้อื่น จะใช้วิชาเวทซี้ซั้วมิได้!”
โม่จ้านยังคิดอยากพูดจาเยิ่นเย้อ หากแต่เมื่อเห็นฝ่ามือของเจียนั่วปรากฏแสงสีขาวเล็กๆ ส่องสว่างพลันรีบชิ่งหนีกลับเตียงของตนเองทันที
เจียนั่วดับตะเกียงเวทด้วยสีหน้าหมดคำจะเอ่ยก่อนเอนกายลงนอนบนเตียงอีกครั้ง
หลังสิ้นเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเตียง ภายในห้องกลับเข้าสู่ความเงียบสงบ เสียงลมหายใจของคนทั้งสองค่อนข้างชัดเจน
“ข้าว่านะ เจียนั่ว” หลังนิ่งเงียบไปหลายอึดใจ โม่จ้านยังคงเอ่ยออกมา
“...อันใด” เพราะเพิ่งผ่านการหยอกล้อเมื่อครู่ น้ำเสียงของเจียนั่วที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเปี่ยมด้วยความเตรียมป้องกันตัว
“อืม ข้ามักรู้สึกว่าเคยพบเจอเจ้าที่ใดมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว” น้ำเสียงของโม่จ้านค่อนข้างแปลกประหลาด ทำให้เจียนั่วมักรู้สึกว่าความคิดจิตใจของโม่จ้านไม่บริสุทธิ์อีกแล้ว
“...เคยพบกันมาก่อน เพียงแต่เจ้าน่าจะลืมไปแล้ว” เจียนั่วกลับไม่ลังเลและยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
“ห๋า? จริงหรือ? เมื่อใดกัน?” โม่จ้านกลับรู้สึกสนใจใคร่รู้ขึ้นมา
“อืม...เจ้าจำได้หรือไม่ว่าเมื่อนานมาแล้วเจ้าเคยพักที่เมืองมู่เอ่อร์”
เจียนั่วปิดเปลือกตาพลางพลิกกายให้ร่างกายนอนหงาย
“...ใช่ หรือว่า--- อัศวินสวมชุดเกราะที่ดูใหม่มากผู้นั้นจะเป็นเจ้า?!”
โม่จ้านกลับประหลาดใจมิมากมิน้อยอยู่ครู่หนึ่ง นึกมิถึงว่าตนกับเจียนั่วจะเคยพบกันมานานแล้ว
“เจ้าเห็นข้าที่เดินผ่านหน้าประตูเป็นเด็กรับใช้ อีกทั้งยังสั่งให้ข้าไปถามว่าซื้อของได้จากที่ใด”
เจียนั่วผินหน้ามามองโม่จ้านก่อนอธิบายอย่าง 'แย้มยิ้มจอมปลอม” โม่จ้านหัวเราะแห้งไม่กี่ทีพลันเบนหน้าหนีอย่างกระดากอาย
“นั่นก็เพราะข้าไม่รู้มิใช่หรืออย่างไร...เจ้าเพียงเอ่ยว่า ‘ข้ามิใช่’ เป็นพอ...”
“อีกอย่าง เจ้ายังติดเงินข้าสองเหรียญทองแดง” ดวงตาแวววาวเป็นประกายของเจียนั่วจดจ้องโม่จ้านไม่วางตา จ้องเสียจนหลังคอของโม่จ้านมีเหงื่อผุดเสียแล้ว
“...แค่กๆ ใช่” โม่จ้านกระแอมไอหนึ่งเสียง แสร้งทำเป็นล้วงกระเป๋าเสื้อด้านข้างครึ่งค่อนวันก่อนจะพลิกกายลงจากเตียง
“...เจ้าจะทำสิ่งใดอีก”
เจียนั่วจดจ้องโม่จ้านที่แสดงสีหน้าลำบากใจ มองอีกฝ่ายเลิกเสื้อกล้ามขึ้นมาหนีบไว้ใต้วงแขนด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เผยให้เห็นลายกล้ามเนื้ออกกำยำส่วนล่าง
“เฮ้อ ยามนี้ข้ายากจนและหมดตัว ในถุงไม่มีเหรียญทองแดงแม้แต่เหรียญเดียว”
แววตาของโม่จ้านเคร่งขรึม สีหน้ามิต่างกับยอมตายโดยไม่ยี่หระ ดึงชายเสื้อกล้ามตรงแผงอกขึ้นเหนือศีรษะก่อนโยนทิ้งไปด้านหลัง
“ในเมื่อท่านมาตามถึงที่ เช่นนั้นข้าน้อยคงทำได้เพียงชดใช้ด้วยร่างกายเสียแล้ว”
“...ข้าไม่เข้าใจกลไกสมองของเจ้าเสียจริง”
ศีรษะของเจียนั่วแอบรู้สึกปวดอยู่บ้าง สายตาเหนื่อยหน่ายกวาดผ่านกายท่อนบนเปลือยเปล่าของโม่จ้าน มิอาจไม่กล่าวว่ารูปร่างของอีกฝ่ายมิเลวจริงๆ
“ข้านำตนเองมาส่งถึงที่แล้ว ถือเสียว่าชดใช้หนี้แล้ว ส่วนเจ้าจะเอาหรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องของเจ้า”
โม่จ้านเลิกผ้าห่มอย่างดึงดันก่อนดันทุรังแทรกกายเข้าไป ตามด้วยเอนกายนอนตัวตรงลงข้างเจียนั่ว
“ความปรารถนาของเจ้ามิอาจเติมเต็มถึงขั้นนี้เชียวหรือ...”
แววตาของเจียนั่วเปี่ยมด้วยความจนปัญญาเสียแล้ว หมดสิ้นความอดทนที่จะพูดคุยกับบุรุษตรงหน้าด้วยเหตุผลอย่างสิ้นเชิง จัดการดึงผ้าห่มครึ่งผืนมาคลุมลงบนกายของตน โม่จ้านเผยรอยยิ้มชั่วร้ายอย่างคลุมเครือ ค่อยๆ เคลื่อนย้ายท่อนแขนข้างซ้ายไปคว้ามือของเจียนั่วเอาไว้โดยไม่ปล่อยให้ตั้งตัว
ทว่าเจียนั่วกลับไม่ตอบสนองอันใดทั้งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงมิต่างกับปลาตายตัวหนึ่ง คล้ายกับเข้าใจพฤติกรรมการหยอกเย้าด้วยเจตนาชั่วร้ายของโม่จ้านแล้ว โม่จ้านลูบคลำคล้ายต้องการกลั่นแกล้งอยู่ครึ่งค่อนวัน ครั้นเห็นอีกฝ่ายไม่มีท่าทีตอบสนอง ท้ายที่สุดจึงยอมอยู่อย่างสงบ
“...ข้าใคร่รู้นัก เหตุใดเจ้าจึงชอบข้า”
หลังนิ่งเงียบเป็นเวลานาน มือซ้ายของโม่จ้านประสานลงบนมือข้างขวาของเจียนั่ว สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่ค่อนข้างเย็นของอีกฝ่าย
“ข้ากลับสงสัยยิ่งกว่าว่าเจ้าต้องการคำตอบเช่นไรกัน? สิ่งอัศจรรย์เช่นความชอบหรือความรักนี้ กระทั่งทวยเทพยังมิอาจควบคุม”
เจียนั่วแค่นเสียงผ่านจมูก มิได้ชักมือกลับออกมาแต่อย่างใด นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองเพดานอย่างใช้ความคิด
“ข้าอยากรู้มากกว่าว่านอกจากใบหน้าของข้า ยังมีสิ่งอื่นที่สามารถดึงดูดเจ้าหรือไม่”
“...หากจะให้เอ่ยตามตรง ยามแรกข้าเห็นเจ้าแล้วขัดหูขัดตา เพียงแต่ภายหลังกลับรู้สึกว่านิสัยเคร่งขรึมจริงจังและกิริยาวาจาอยู่ในกรอบของเจ้าดูน่าสนใจอย่างน่าประหลาด”
มุมปากของโม่จ้านหยักยกเล็กน้อย นิ้วชี้เสียดสีไปมาในซอกนิ้วนุ่มของเจียนั่วแผ่วเบา
“หลังได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น กลับมีบางคราที่ข้ารู้สึกว่าเจ้าไม่เหมือนหัวหน้าอัศวิน...อาจกล่าวได้ว่า นิสัยใจคอของเจ้ามิคล้าย ‘ผู้นำ’แต่อย่างใด”
“...นั่นหมายความว่าอย่างไร” เจียนั่วส่งสายตาฉายแววสงสัยออกมา
“ข้าเพียงเอ่ยความรู้สึกของตนเองเท่านั้น เจ้าถือเสียว่าฟังเรื่องขบขันเป็นพอ”
วาจาของโม่จ้านยังคงไม่อยู่กับร่องกับรอยเช่นเดิม เพียงแต่น้ำเสียงกลับเอาจริงเอาจังขึ้นมา
“นิสัยของเจ้าคล้ายแม่ทัพบุกตะลุยโจมตีข้าศึกเสียมากกว่า หรืออาจจะเป็นอัศวินอัจฉริยะที่ศึกษาวิชาการต่อสู้เพียงลำพัง แตกต่างจากจอมทัพที่กังวลไปเสียทุกเรื่องและคอยควบคุมทุกด้านตามความรู้ความเข้าใจของข้าค่อนข้างมาก...”
“...เช่นนี้เอง ข้ามิถือสา”
เจียนั่วไม่ปฏิเสธ เพียงแต่สีหน้าค่อนข้างแปลกประหลาด ริมฝีปากขบเม้มเสียดสีกันอย่างสับสน
“เพียงแต่ หากข้ากล่าวว่าข้าเป็นรองผู้บัญชาการของกองอัศวินจริงๆ มิรู้ว่าเจ้าจะตกใจหรือไม่?”
“อืม อ่อ...เช่นนั้นคงไม่ เพียงรู้สึกว่าเจ้าเก่งกาจยิ่งนัก”
ปลายนิ้วของโม่จ้านเอื้อมไปยังท้องด้านข้างของเจียนั่ว ร่างกายขยับเข้าประชิดกว่าเดิมเช่นกัน
“เห็นทีเจ้ายังมีความลับรอให้ข้าขุดอีกมิน้อย...ในฐานะ ‘คนป่าเขา’ ที่ยากจนผู้หนึ่ง การได้มีสิทธิ์เช่นนี้ นับเป็นเกียรติของผู้ต่ำต้อยเหลือเกิน...”
“เจ้าเองก็เช่นกันมิใช่หรือ? หาก ‘คนป่าเขา’ ล้วนแต่มีความสามารถสักครึ่งหนึ่งของเจ้า เช่นนั้นจวนของเหล่าชนชั้นสูงคงจะราบเป็นหน้ากลองหมดสิ้นแล้ว”
น้ำเสียงของเจียนั่วเรียบเฉยยิ่งนัก ทว่ามุมปากกลับหยักยกเป็นชั่วขณะ หางตาของโม่จ้านสังเกตเห็นรอยยิ้มที่เลือนหายไปภายในเสี้ยววินาทีของอีกฝ่ายพลันเผยยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน ตนเบี่ยงกายไปด้านข้าง ส่งริมฝีปากเข้าประชิดใบหูของเจียนั่วอย่างเชื่องช้า
“...เจ้ากล่าววาจา ‘เหยียดหยาม’ ตระกูลชนชั้นสูงต่อหน้าข้าเช่นนี้ ข้าดีใจยิ่งนัก”
ลมหายใจอุ่นปัดผ่านใบหู เจียนั่วสะดุ้งโหยง ทั่วทั้งร่างกายขนลุกขนชันอีกครั้ง
“ข้า ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น! ...ช่างเถิด ถึงอธิบายไปก็เปล่าประโยชน์...อื้ออ่ะ!!”
เจียนั่วสั่นเทาไปทั้งกาย เขวี้ยงกำปั้นไปทางโม่จ้านอีกครั้งอย่างลนลาน ทว่ากลับถูกโม่จ้านที่เผยสีหน้าชั่วร้ายคว้าข้อมือเอาไว้อย่างง่ายดาย
“เจ้าเลียหูข้าด้วยเหตุใดกัน?!”
“ก็มิมีอันใด นึกมิถึงว่าเจ้าจะอ่อนไหวถึงเพียงนี้ ข้าเพียงรู้สึกว่าการหยอกเย้าให้โมโหน่าสนุกยิ่งนัก...”
โม่จ้านหัวเราะเช่นคนเสเพล กระดกปลายลิ้นไปทางเจียนั่วที่ใบหน้าแดงก่ำเพราะขวยเขิน
“...อีกอย่าง ยามเจ้าโมโหน่ามองกว่ายามตีหน้าขรึมในยามปกติ”
“...จิตใจเจ้าวิปริตไปแล้วกระมัง”
เจียนั่วถีบโม่จ้านที่กำลังยกยิ้มปัญญาอ่อนลงไปกองกับพื้นด้วยหนึ่งฝ่าเท้า
“หากคืนนี้เจ้ากล้ามาก่อกวนข้าอีก วันพรุ่งนี้ข้าจะจับเจ้าแช่แข็งทั้งตัวเปล่าไปวางไว้ด้านนอก”
“รับบัญชาขอรับท่านเจียนั่ว!” โม่จ้านก่อกวนจนหนำใจแล้วเช่นกัน ตนแลบลิ้นเลียริมฝีปากก่อนปีนกลับขึ้นเตียงของตนเอง
แม้จะนึกเสียดายอยู่เล็กน้อย เพียงแต่ภายหน้ายังมีโอกาสอีกมาก มิได้มีเพียงคืนนี้เท่านั้น
โม่จ้านเผยรอยยิ้มสับปลับ ปิดเปลือกตาลงอย่างมั่นคง